'สิ้นสุดทางคุก-สะสางทางร่วม'


   

            เรื่อง "รัฐธรรมนูญ"

                แก้-ไม่แก้........

                ก็ไม่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้

                เพราะรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ตัวทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน

                ส.ส. "บางส่วน-บางพรรค" ในสภาวันนี้ตะหาก

                ที่เป็นตัวทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน

                ซ้ำถ่วงความเจริญชาติบ้านเมือง ทำให้ภาพลักษณ์สถาบันนิติบัญญัติต่ำมาตรฐาน

                น่ารังเกียจ น่าขยะแขยงมาก!

                มีคนถาม ทำไม ส.ส.ตั้งหน้า-ตั้งตาจะแก้แต่รัฐธรรมนูญตะพึด-ตะพือ

                ตั้งแต่เปิดสภามา.......

                ไม่เคยทำอะไรเพื่อชาวบ้านเลย เอาเป็น-เอาตายแต่เรื่องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง กับเรื่องแก้แค้นกันเอง สองอย่างนี้เท่านั้น?

                ผมก็บอกเขาว่า "ไม่ใช่สองอย่าง"

                แก้รัฐธรรมนูญกับแก้แค้น เป็น "อย่างเดียวกัน" ของ ส.ส.ฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลบางพรรค

                เหตุที่เร่าร้อนจะแก้........

                เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำให้เข้าสู่อำนาจยาก ทำมาหากินก็ยาก สิทธิพิเศษกลับน้อยลง เสี่ยงคุกมากขึ้น คดีทุจริต ถึงหนีก็ไม่มีวันหมดอายุความ

                และคนที่หนี......

                ก็ต้องหนีจนตาย กลับเมื่อไหร่ ต้องเข้าคุกเมื่อนั้น!

                เพราะอย่างนี้ เพื่อไทย..เพื่อระบอบทักษิณ จึงเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน นำ ๖ พรรคค้าน ชูธง

                "แก้รัฐธรรมนูญ" อย่างเดียว

                แต่ต่อจากนี้ หลังจาก "โอ๊ค" พานทองแท้ "สิ้นสุดทางคุก" เมื่อวาน (๒๕ พ.ย.๖๒)

                อาจมีสัญญาณธงจากนอกประเทศ "สิ้นสุดทางแค้น"

                เข้าสู่ "สะสางทางร่วม" ในวิถีการเมืองประชาธิปไตยก็เป็นได้

                เพราะรังแต่ "แบ่งข้าง-แบ่งฝ่าย" กันไปไม่รู้จบ

                ไม่มีใครได้.........

                นักการเมืองก็ตาย บ้านเมืองก็ตาย จันทร์ส่องหล้า-สุริยาส่องโลกก็ตาย ประชาชนก็ตาย

                ประเทศชาติไม่ตาย.........

                แต่เดินไปข้างหน้าได้ทุลัก-ทุเล!

                การดื้อรั้น ทิฐิกันไป ลงท้าย ทุกคนก็ตายโหง-ตายห่ากันหมด

                ฉะนั้น ถอยคนละนิด..เพื่อชาติ, คิดคนละหน่อย..เพื่อผาสุกประชาชน อย่าเพียงมองแต่หน้ากัน จ้องเข้าไปในดวงตาของกันและกันด้วยสิ

                จะเห็น "ไตรรงค์" ไหวๆ อยู่ในแก้วตาพวกเราด้วยกันทุกคน

                ทำไมหรือ...

                แค่ต่างพรรค-ต่างขั้ว ต้องต่างใจ กลายเป็นศัตรู อยู่ร่วมประเทศกันไม่ได้ถึงปานนี้?

                คิดสิ..คิด........

                จะให้ "เพื่อเขา" สำคัญและยิ่งใหญ่กว่า "เพื่อประเทศชาติ-ประชาชน" และตัวเอง ขนาดนั้นเชียวหรือ?

                "อดีต" เหมือนรอย "ปลูกฝี" ที่แขนของทุกคน

                มันคือ "วัคซีน" ทำให้รอด

                ดังนั้น เรามาอยู่กับปัจจุบัน ร่วมมือกันสร้างปัจจุบัน เป็นวัคซีนให้ลูกหลานและชาติบ้านเมืองของเราได้รอด สู่อนาคตที่ยิ่งใหญ่ไม่ดีกว่าหรือ?

                เรื่องรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จะเปรียบก็เหมือนเรือเดินสมุทรที่ต่อเสร็จอยู่บนคาน

                เพิ่งผ่านการทดลอง โดยเข็นลงน้ำ จากการเลือกตั้งเมื่อ ๒๔ มี.ค.๖๒ นี่เอง

                เอียงมั้ย รั่วมั้ย หรือตั้งลำตรงดี หรือว่า ยังต้องมีปรับตรงไหน อย่างไร?

                ก็เห็นแล้ว ๗๐-๘๐% โอเค

                จะมีต้องปรับแก้ ก็ตรงวิธีการเลือกตั้ง การได้มาซึ่ง ส.ส. การคำนวณหาสมาชิก ระบบสัดส่วน  ระบบคะแนนจะพึงมีได้ อะไรพวกนี้ ทดลองแล้ว ผลออกมาก็อย่างที่เห็น

                มันสับสน ยุ่งยาก เอ้อเร้อ-เอ้อเต่อ แถมเฉลี่ยให้ได้ทุกพรรคอย่างที่เป็น ดูไม่ค่อยเข้าท่า สร้างปัญหามากกว่าสร้างสรรค์

                ตรงนี้ ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ควรปรับแก้

                ส่วนประเด็นวุฒิสมาชิกร่วมโหวตเลือกนายกฯ นั่นแค่เฉพาะกาล พ้น ๕ ปี ก็ไม่มีแล้ว

                ทีนี้มาดู รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถูกใจหรือไม่ถูกใจสังคม ดูได้ง่ายๆ ผ่านเลือกตั้ง ๒๔ มีนาเช่นกัน

                ตอนเลือกตั้งปี ๒๕๔๔.......

                ด้วยรัฐธรรมนูญ ปี ๔๐ ที่พูดกันว่าเป็นประชาธิปไตยถูกคอ-ถูกใจนักการเมืองที่สุด ซึ่งใช้เลือกตั้ง ก็ได้รัฐบาลไทยรักไทย ทักษิณเป็นนายกฯ

                รัฐธรรมนูญ ๔๐ สังคมตื่นตัว......

                มีพรรคการเมืองส่งคนลงรับเลือกตั้ง ส.ส.เท่าที่ผมจำได้ประมาณ ๓๐-๔๐ พรรค

                สมัคร ส.ส.แบ่งเขต ๒,๗๘๒ คน สมัครปาร์ตี้ลิสต์ ๙๔๐ คน รวมทั้งสองแบบ ๓,๗๒๒ คน

                แต่เลือกตั้ง ๒๔ มีนา ๖๒......

                 ด้วยรัฐธรรมนูญ ๖๐ ที่พรรคการเมืองและนักเลือกตั้งบอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตย

                ปรากฏว่า ทั้งพรรคเก่าและตั้งใหม่สู่การลงสมัครรับเลือกตั้ง ๒๔ มีนา ๖๒

                ร่วมร้อยพรรค ความจริงกว่าร้อย แต่ผ่านการรับรองกว่า ๘๐ พรรคขึ้นไป

                มีผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตมากถึง ๑๑,๑๒๘ คน

                แบบปาร์ตี้ลิสต์ ๒,๗๑๘ คน

                รวมทั้งสองแบบ เป็นจำนวน ๑๓,๘๔๖ คน

                เรียกว่า นับตั้งแต่คณะราษฎรยึดอำนาจ "พระมหากษัตริย์" เปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕

                จนถึงปัจจุบัน พ.ศ.๒๕๖๒ ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว ๒๐ ฉบับ

                มีรัฐธรรมนูญ ฉบับ ปี ๒๕๖๐ นี้เท่านั้น

                ที่สังคมชาติตื่นตัว ตั้งพรรคการเมืองกันมากที่สุด มีคนลงสมัครรับเลือกตั้งมากที่สุด ในรอบ ๘๗ ปี ประชาธิปไตย!          นี่เป็นตัวบอกได้อย่างหนึ่งว่า.........

                ในภาพรวมรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่ "ยอมรับ" และพอใจ

                ที่พรรคและ ส.ส.อยากแก้ไข นั่นเป็นส่วนที่เป็น "ผลได้-ผลเสีย" โดยตรงของเขาเท่านั้น

                เอาเถอะ อยากแก้..ก็แก้ พอมีเหตุผลอยู่

                แต่......

                ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ เป็นเรื่องแรก-วาระด่วน ที่รัฐสภาจะต้องกระเหี้ยนกระหือรือทำกัน

                เพราะส่วนอื่นๆ อันเป็นสาระหลักของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังตอบโจทย์สังคมประเทศได้ดี

                ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การเมือง การพัฒนา การประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพประชาชน

                ฉะนั้น ไม่ต้องรีบ!

                พูดถึงการแก้ ต้องเข้าใจกันให้ชัด ที่ฝ่ายค้านบอก จะแก้ทุกมาตรา แก้...แล้วเขียนใหม่ทั้งฉบับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เฮงซวย อะไรนั้น

                ทำไม่ได้ครับ!

                ต่อให้แก้มาตรา ๒๕๖ เพื่อเปิดช่องสู่การแก้ นั่นก็แก้ได้เฉพาะรายมาตราเท่านั้น

                จะแก้เพื่อไปตั้ง ส.ส.ร. "เขียนใหม่ทั้งฉบับ" อย่างที่พูดกัน ก็ทำไม่ได้เช่นกัน

                รัฐธรรมนูญระบุไว้ชัด การแก้นั้น ให้เป็น "แก้ไขเพิ่มเติม"

                ไม่มีมาตราไหนเปิดช่องให้แก้ชนิด "เขียนใหม่" ทั้งฉบับ

                จะแบบศรีธนญชัย.......

                คงของเก่าเป็นเชื้อไว้มาตราเดียว เขียนมาตราอื่นๆ ใหม่หมด แล้วอ้างว่า...นี่ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม

                ขืนทำก็ถูกตื้บ!

                ดังนั้น ที่พูดกันเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ มีประเด็นที่ชาวบ้านควรทำความเข้าใจให้ตรงกัน ก็คือ

                ๑.แก้ "เขียนใหม่ทั้งฉบับ" ทำไม่ได้

                ๒.แก้ไขเพิ่มเติมบางมาตรา ทำได้

                ๓.รัฐบาล-ฝ่ายค้าน เห็นตรงกัน จะตั้ง "กรรมาธิการพิจารณาศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ"

                ขณะนี้ ประเด็นมาถึงตรงนี้ ว่า "คณะกรรมาธิการศึกษาฯ" จะได้ตั้งเมื่อไหร่?           

                เห็นตอนนี้ ฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาล ชิงไหวชิงพริบเรื่องใครจะเป็นประธานกันอยู่

                ที่ตั้งนี่....

                ตั้งขึ้นมาเพียงแค่ให้ไปศึกษากันดูว่า จะแก้ไขเพิ่มเติมประเด็นไหน มาตราไหนกันบ้างเท่านั้น

                ไม่ใช่ตั้งให้เข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญนะ โปรดเข้าใจ!

                ฉะนั้น ประเด็นว่า..........

                จะได้แก้กันตอนไหน-เมื่อไหร่?

                ตอบได้ว่า พรรคกางเกงในเก่า "ถูกยุบ" ไปแล้ว ๒ ชาติ

                นั่นแหละ....may be!

 


ทำไม......... "พรรคอนาคตใหม่" จึงรณรงค์เรื่อง "ยกเลิกเกณฑ์ทหาร" ชนิดเอาเป็น-เอาตาย? ไม่ใช่เพราะ พล.ท.พงศกร สอบไม่ผ่านเข้าโรงเรียนเสธฯ หรอกนะ

ความเมืองเรื่อง "กล้วยและไข่"
เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'
พรรคร่วม 'หลวม' ในแกนนำ
มีอะไรเสนอนอกจาก 'แบน'?
จากสภาสู่ 'พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์'