ปารีณากับ 'ข้อมูลเพื่อการเมือง'


   

 

     ฟังข่าวว่า..........

                "ปารีณาเครียด" ปิดมือถือไม่คุยกระทั่งพ่อ       

                หลังถูกฝ่ายค้าน

                โดยนายเรืองไกร "สวนกลับ" ให้ตรวจสอบการถือครองที่ดิน ภ.บ.ท.๕ บ้าง ส.ป.ก.บ้าง กว่า  ๑,๗๐๐ ไร่ ที่เขตจอมบึง ราชบุรี

                ข้อหา "ปารีณารุกที่ป่า"!

                ตอนนี้ ทั้งป่าไม้ ทั้งกรมทรัพยากรฯ ทั้งฝ่าย ส.ป.ก.ตรวจสอบกันขนานใหญ่ นัยว่ารุกป่าสงวนจริง ทางป่าไม้จะเอาเรื่องถึงคุก

                ก็ดี.......

                กฎหมายว่าอย่างไรในกรณีนั้นๆ จงเดินให้ตรงไปตามนั้น จะ ส.ส.หรือใครก็ตาม อย่าได้สองมาตรฐานเป็นอันขาด

                เหตุที่เธอถูกพรรคเพื่อไทย "สวนกลับ"

                เพราะเธอพาชาวบ้านไปร้องให้รัฐบาลทวงคืนที่ดิน "ทับซ้อน" พื้นที่ป่า ประมาณ ๕๐๐ ไร่ จาก "นางสมพร" แม่ธนาธร ในเขตจอมบึง กลับมาเป็นของรัฐ

                เรื่องที่ดินนี่.........

                เป็นปัญหาโลกแตกของประเทศจริงๆ ถ้าเอากันจริงๆ ใช้พื้นที่ "ครึ่งประเทศ" สร้างคุก

                ก็ยังไม่พอขังคน ว่าด้วยการบุกรุกและถือครองที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมาย!

                และในคุกนั้น.......

                นอกจากชาวบ้านทั้ง ขี้ข้า ยาจก วณิพก ขอทาน เศรษฐี ผู้ดี ไพร่ แล้ว

                ยังจะมีข้าราชการการเมือง ตั้งแต่ระดับนายกฯ ระดับประธานรัฐสภา ระดับหัวหน้าพรรคลงมา ข้าราชการพลเรือน ตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวงลงมา

                ข้าราชการตำรวจ ตั้งแต่ระดับ ผบ.ตร.ลงมา ข้าราชการทหาร ตั้งแต่ระดับ ผบ.สส.ลงมา

                กระทั่งสถาบันศึกษา ตั้งแต่ระดับ อธิการบดีลงมา จนถึงระดับ ผอ. ไม่เว้นกระทั่งพระสงฆ์องคเจ้า

                จะ "รวมครบ" อยู่ในคุกนี้!

                มันมากมาย ไม่จบ-ไม่สิ้น จนต้องถามกันตรงๆ ว่า ในเรื่องเช่นนี้

                ประชาชน "ผิด"

                หรือ

                ภาครัฐ "ผิด"?             

                เพราะด้วยความเป็นจริงทางปฏิบัติจากอดีตยันปัจจุบัน ลองตอบซิว่า

                ประชาชนบุกรุกจริงๆ (ส่วนหนึ่งมี)......

                หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งสมคบ ทั้งปล่อยปละ ทั้งเลือกปฏิบัติ ทั้งเอาเสียเอง

                และ แต่ละรัฐบาล เดินนโยบายเกี่ยวกับที่ดินไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกันเลย ข้าราชการประจำซึ่งเป็นฝ่ายปฏิบัติก็ย้วยตามไป ยึดคำสั่งนักการเมืองเหนือกฎหมาย

                ส่วนกฎหมายจริงๆ.......

                จะเอามาใช้ต่อเมื่อ "อำนาจสั่ง" เวลาคึก หรือเวลาต้องการใช้เป็นเครื่องมือจัดการใครๆ ที่ขวางทาง-ขวางอำนาจ-ขวางประโยชน์

                นี่....

                มันเป็นด้วยเหตุจากคนบุกรุกจริงๆ หรือเพราะนโยบายภาครัฐและเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งเหลาะแหละ ทั้งหย่อนยาน ทั้งเอาเอง-เป็นเอง?

                ควรต้องตอบในประเด็นนี้กันตรงๆ ซักที!

                โดยเฉพาะ ฝ่ายปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย

                ส.ป.ก.กระทรวงเกษตรฯ และกรมอุทยานฯ-กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรฯ

                กระทั่งกับรัฐบาล คสช.ของพลเอกประยุทธ์ก็เถอะ

                ขึงขัง "จัดระเบียบที่ดิน"

                เที่ยวยึด เที่ยวรื้อ อายัด เที่ยวตรวจสอบอยู่พัก ก็อนุโมทนาสาธุ

                แต่ปรากฏว่า "ทิ้งคา-เลือกปฏิบัติ" จนข้ามรัฐบาลถึงวันนี้

                จากดี กลายเป็นผลร้าย ในเมื่อคารา-คาซัง ที่ดินก็ยากจะทำประโยชน์ได้ นอกจากทิ้งให้หมาขี้

                สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ครั้นไปถามจะเสร็จเมื่อไหร่

                ไม่รุ....รอรัฐบาลสั่ง!

                แบบนี้ ทั้งผลักชาวบ้านให้เป็นเหยื่อ "เจ้าหน้าที่รัฐ" ยิ่งมีเรื่อง-มีราวแบบนี้ ถ้ามีเจ้าหน้าที่รัฐเอากฎหมายมากาง จับเอาหน้า เอาผลงาน

                ไม่ต้องขยายพื้นที่คุกเพิ่มรึนั่น!?

                เรื่องนโยบายของรัฐเกี่ยวกับที่ดิน "โลเล-เลื่อนลอย" และเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐ "ทั้งรู้" แต่ไม่ปฏิบัติหรือเลือกปฏิบัติ เป็นจริงอย่างนั้นหรือไม่

                มี-ไม่มี ก็ลองอ่านนี่ และตรองตาม

                มติชน ออนไลน์ เผยแพร่ข่าว เมื่อ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ว่า

                เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

                กล่าวถึงกรณี น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ แจ้งครอบครองที่ดิน ภ.บ.ท.5 กว่า 1,700 ไร่ ต่อ ป.ป.ช.ว่า

                เรื่องนี้ตนได้ให้ข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ กับนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกเพื่อไทยไปหมดแล้ว

                โดยนายเรืองไกรจะแถลงข้อมูลต่อสื่อมวลชนในวันที่ 13 พ.ย.ที่รัฐสภา

                ขอบอกว่า เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ข้อมูลดีเกินไปกว่าตน เพราะเคยเป็นทั้งอดีตเลขาธิการ ส.ป.ก.และอดีตอธิบดีกรมป่าไม้         

                แต่ขอให้รอติดตามจากนายเรืองไกร ที่จะแถลงรายละเอียด ซึ่งมีทั้งแผนที่ และภาพถ่ายต่างๆ ประกอบด้วย

                วันที่ ๑๓ พ.ย.นายเรืองไกรก็แถลง ว่า.......

                ได้รับข้อมูลมาจากนายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ตรวจสอบ พบว่า

                น.ส.ปารีณา ถือครองที่ดิน โดยอ้างว่ามีใบ ภ.บ.ท.5 จำนวน 58 แปลง 1,706 ไร่ ในพื้นที่หมู่ 6 ต.รางบัว โดยเปรียบเทียบจากภาพแผนที่เส้นแนวแบ่งเขตป่าสงวน และแนวแบ่งเขต ส.ป.ก.

                จะพบว่า ที่ดินที่ น.ส.ปารีณาได้อ้างว่าครอบครอง อยู่ในแนวเขตที่ดิน ส.ป.ก. และเขตป่าสงวนจริง

                เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ที่กำกับดูแลสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และยึดที่ทำกินคืนรัฐ พร้อมกับดำเนินคดีตามกฎหมาย

                มีข้อมูลเพิ่มเติมจากนายปลอดประสพ ว่าภาพถ่ายทางอากาศปี 2545 พบว่าพื้นที่ 1,706 ไร่ มีอาคารเลี้ยงไก่ เพียง 2 หลังเท่านั้น

                หมายความว่าอาจจะไม่ได้ครอบครองพื้นที่เป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่แรกตามที่ น.ส.ปารีณา กล่าวอ้าง

                จึงตั้งข้อสังเกตว่า การครอบครอง โดยอ้างว่ามีใบ ภ.บ.ท.5 ที่ไม่ใช่เอกสารสิทธิ เป็นการครอบครองอย่างถูกกฎหมายหรือไม่?

                สรุป เรื่องปารีณารุกป่า .......

                คนมีข้อมูลทางราชการครบ ทั้งเอกสาร ทั้งแผนที่ ทั้งภาพถ่ายทางอากาศ เรียกว่าทราบการถือครองที่ดินไม่ถูกกฎหมายของปารีณามาตลอดแต่ต้น

                คือ "นายปลอดประสพ"

                ผู้รู้ทุกอย่าง มีหลักฐานทุกอย่างอยู่ในมือ และ "ปล่อยของ" ให้นายเรืองไกรนำไปใช้เพื่อผลทางการเมือง

                เพราะ ๒๕๔๐ ปลอดประสพ เป็นรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ

                ๒๕๔๑ เป็นเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)

                ๒๕๔๕ เป็นอธิบดีกรมป่าไม้         

                ๒๕๔๗ เป็นปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

                เมื่อเกษียณราชการ ก็เข้าเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในรัฐบาลทักษิณ ปี ๒๕๔๘

                และเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตอนต่อมา

                ปี ๒๕๔๘ นั้น รัฐบาลทักษิณครบเทอม ๔ ปี     

                เลือกตั้งใหม่ ๖ ก.พ.๔๘ พรรคไทยรักไทยที่เป็นเพื่อไทยวันนี้ ได้ ส.ส.ตั้ง ๓๗๗ คน

                ๑ ในจำนวน ๓๗๗ ชื่อ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์!

                เป็นปารีณาที่ข้อมูลการรุกป่าของเธอ.....

                เป็นที่รับรู้-รับเห็น และมีหลักฐานครบในมืออดีตอธิบดีกรมป่าไม้, อดีตเลขาฯ ส.ป.ก., อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ

                และ "ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ" ร่วมรัฐบาล "ไทยรักไทย" ด้วยกันกับเธอขณะนั้น

                แต่.......

                ห่างมาอีก ๑๔ ปี ปลอดประสพยังอยู่เพื่อไทย ส่วนปารีณา แยกไปเป็น ส.ส.พลังประชารัฐ

                และเมื่อปารีณาไปเล่นแม่ธนาธรฝ่ายเพื่อไทย.........

                "ข้อมูลทางราชการ" ในมือ

                จึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยอดีตข้าราชการผู้มีอำนาจมาก่อนของกรมป่าไม้  ของกรมอุทยานแห่งชาติฯ และของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินฯ

                คงไม่ถือว่า "ปฏิบัติ-เลือกปฏิบัติ" กระมัง เพราะนายปลอดประสพ พ้นการเป็นข้าราชการมาแล้ว

                แต่มันสะท้อนให้เห็นว่า...........

                นี่ไง "เจ้าหน้าที่รัฐ" กับการทำหน้าที่ภายใต้นโยบายเรื่องป่าของแต่ละรัฐบาล

                อย่างปี ๒๕๔๐ นายปลอดประสพเป็นเลขาฯ ส.ป.ก.ต่อเนื่องมาเป็นอธิบดีป่าไม้ ปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ

                ตอนนั้น "รัฐบาลพลเอกชวลิต" ไป ครม.สัญจรที่วังน้ำเขียว เห็นวิววังน้ำเขียวชอบใจ

                ปิ๊งไอเดียอยากให้เป็นสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย เพื่อการท่องเที่ยว

                เอาเลย.....

                ทั้งกรมป่าไม้ ทั้งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทับลาน สนองนโยบาย "ไหลตามน้ำ" มึงบ้าง กูบ้าง

                ถนน ไฟฟ้า สาธารณูปโภค เข้าไป รีสอร์ต สำนักสงฆ์ บ้านตากอากาศ พรึ่บเป็นดอกเห็ด ทั้งที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ประกาศมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๔

                แต่พอเรื่องแดง ว่านักการเมืองกว้านซื้อที่ ทั้งป่าไม้ ทั้งอุทยานแห่งชาติ ก็ฮือ กางกฎหมายเอาจริงกันเหมือนเรื่องปารีณานี่แหละ

                ไม่เชื่อก็ไปถามปลอดประสพดูได้ และทุกวันนี้ อย่าว่าแต่วังน้ำเขียวเลย ป่าทับลาน บ้านตากอากาศ รีสอร์ต ก็ยังคงทับตามาถึงวันนี้

                "นายศรีราชา วงศารยางกูร (เจริญพานิช)" ในฐานะผู้ตรวจการแผ่นดิน เคยแถลงเป็นความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ไว้ว่า

                ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบละเลยการปฏิบัติหน้าที่ นโยบายแต่ละหน่วยงานไม่สอดคล้อง เกิดความขัดแย้ง ทำให้เกิดแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย

                โดยฝ่ายปกครองและท้องถิ่น สนับสนุนพร้อมทั้งรับรองสิทธิการอยู่อาศัยและทำกินของราษฎร

                ส่งเสริมและกำหนดให้การท่องเที่ยวในเขต อ.วังน้ำเขียว เป็นยุทธศาสตร์ของอำเภอ

                ส่งผลให้มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และการเกษตรเชิงนิเวศอย่างต่อเนื่อง

                ขณะที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ รวมทั้งกรมป่าไม้ ไม่ได้ออกสำรวจตรวจสอบ เพื่อบังคับใช้กฎหมายตามอำนาจหน้าที่อย่างจริงจัง และต่อเนื่อง

                แต่กลับปล่อยปละละเลยให้มีราษฎรเข้ายึดถือครอง และทำประโยชน์อยู่อาศัยทำกิน ทำการเกษตร  ก่อสร้างที่พักอาศัย และใช้ประโยชน์ในที่ดินมาเป็นเวลานาน

                จนทำให้ราษฎรที่เปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ประโยชน์ หรือราษฎรผู้รับโอนสิทธิการครอบครองต่อนั้น อาจเข้าใจ หรือเชื่อโดยสุจริตว่า สามารถกระทำการเช่นนั้นได้.....ฯลฯ

                สนใจรายละเอียด คลิก https://www.tcijthai.com มีประเด็นน่าสนใจอยู่

                ครับ.....

                เมื่อนายปลอดประสพมีข้อมูล รู้ว่าใครครอบครองที่ผิดกฎหมาย

                อย่าใช้กับปารีณาคนเดียว......

                เพื่อเป็นตัวอย่าง "ไม่เลือกหน้า" ให้นายปลอดประสพเปิดออกมาให้หมดว่า

                ทั้งคณะรัฐมนตรี ทั้ง ส.ส.และ ส.ว. ๗๕๐ คน ขณะนี้

                มีใครบ้างครอบครองที่ผิดกฎหมาย เพื่อป้องกันข้อครหา "อดีตข้าราชการ"

                นำเอกสารข้อมูล "เพื่อการเมือง" เฉพาะราย! 


ทำไม......... "พรรคอนาคตใหม่" จึงรณรงค์เรื่อง "ยกเลิกเกณฑ์ทหาร" ชนิดเอาเป็น-เอาตาย? ไม่ใช่เพราะ พล.ท.พงศกร สอบไม่ผ่านเข้าโรงเรียนเสธฯ หรอกนะ

ความเมืองเรื่อง "กล้วยและไข่"
เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'
พรรคร่วม 'หลวม' ในแกนนำ
มีอะไรเสนอนอกจาก 'แบน'?
จากสภาสู่ 'พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์'