‘กันตา ดานาว’จากนางเอกสู่สาวออฟฟิส-รับหวงลูกจนสามีเตือน


   

 

          เป็นอีกหนึ่งนางเอกสาวสุดแซ่บที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดังมากในอดีต แต่กลับห่างหายจากวงการบันเทิงเพราะตั้งท้อง ล่าสุด วิกกี้-กันตา ดานาว” ออกมาเปิดใจในรายการคุยแซ่บShow ถึงลูกชายทั้งสองคนที่ตอนนี้โตเป็นตำรวจทั้งคู่

          “ถ้าย้อนไปเข้าวงการมาก็ตั้งแต่อายุ 16 น่าจะ 30 กว่าปี คือเขาหาคนพูดภาษาอังกฤษได้ หาคนหน้าตาลูกครึ่ง เมื่อก่อนจะมีโมเดลลิ่งมาตามโรงเรียนนานาชาติเริ่มต้นประมาณนั้นเลย เพราะเราได้ภาษาแล้วละครเรื่องแรกเขาต้องการนางเอกไปอังกฤษด่วนภายใน 2 อาทิตย์ แล้วก็ท้องตอนอายุ 21 ตอนมีลูกแล้วก็ 22 แต่งก่อนท้อง ตอนนั้นยังถ่ายละครอยู่ ท้องสองคน ปี36 กับ37 พอเราเป็นคุณแม่ใหม่ๆจะเซนซิทีฟมากเจอเรื่องราวของลูกคนอื่นรับไม่ได้ร้องไห้เหมือนจะซึมเศร้ามันจะเป็นภาวะของคนมีลูกใหม่ๆ แล้วสมัยก่อนข่าวเยอะมากพยาบาลดูแลลูก ทิ้งลูก มัดลูก ทำลูกตก มีข่าวให้เราเห็นคือทำใจไม่ได้ปรึกษากับสามีว่าขอเอาตัวเองอยากมาทำหน้าที่ตรงนี้ให้เต็มที่ เราก็ไม่ไว้ใจ อีกอย่างเราได้เห็นพัฒนาการของเขาครั้งแรก เราได้เจอก้าวแรก มองแรก คว่ำแรก หงายแรก การเปลี่ยนแปลงของเขาครั้งแรก เราได้สัมผัสประสบการณ์ที่ถ้าเราฝากคนอื่นเลี้ยงเราจะไม่ได้เห็น พอมันผ่านตรงนั้นมันเรียกกลับมาไม่ได้

 

 

          ที่ไม่กลับมาทำงานในวงการบันเทิงไปทำงานออฟฟิศเพราะตอนแรกกะเลี้ยงลูกแป๊ปเดียว พอลูกเข้าโรงเรียนเดี๋ยวกลับมา สรุปยาวจนลูกประมาณ ม.2-ม.3 ตอนแรกนึกว่าลูกติดเรา เปล่าหรอกเราติดลูก มีช่วงนึงมีผู้ใหญ่ที่สนิทกับสามีเขารู้สึกว่าลูกโตแล้ว แล้วเขาก็ทราบว่าเมื่อก่อนเราทำงานอะไร ไม่ควรอยู่เฉยๆ ต้องทำงาน เขาก็แนะนำติดต่อประสานทุกอย่างว่าจะต้องมาทำงานที่บริษัทคิง พาวเวอร์ ดูแลแผนกต้อนรับเรื่องการบริการ

          ทำงานแรกๆเครียดร้องไห้เลย แต่ไม่เกี่ยวกับองค์กรนะอาจจะเป็นเพราะว่าเราอยู่วงการบันเทิงมา วงการบันเทิงสอนให้เรามีวินัยตรงต่อเวลาซึ่งเราซึมซับตรงนั้นมาแต่การที่เราจะต้องอยู่ในกรอบวิ่งไปตอกบัตรที่ทำงานมันเป็นอะไรที่เครียด คือมันไม่ชินเพราะทั้งชีวิตไม่เคยเจออะไรแบบนั้นแล้วเราต้องมาอยู่ในกรอบกฎ กติกาของเขา ซึ่งการปรับตัวก็ต้องเอาชนะมันให้ได้ แต่ว่าค่อนข้างกดดันมันไม่ใช่กดดันเพราะว่าแค่เหตุผลนี้ มันกดดันเพราะว่าคนด้วย

 

 

          ทำงานที่นี่ใหม่ๆ โดนดราม่า เท่าที่คนอื่นเล่าให้เราฟังด้วยความที่เราเป็นนักแสดง เข้ามาเหมือนเขาต่อต้านก่อนเลย เรามาจะต้องเรื่องเยอะเป็นดารามาต้องเรื่องมาก ที่สำคัญเรามาในฐานะหัวหน้ามันอาจจะกระทบหลายๆฝ่ายที่เขาอาจจะมีความก้าวหน้าของเขาก็เลยโดนกลั่นแกล้งค่อนข้างเยอะอยู่ ถึงขนาดเคยมีคำสั่ง เคยชวนน้องๆไปทานข้าว น้องเขาก็บอกว่าขอบอกตรงๆพวกหนูถูกสั่งว่าใครไปทานข้าวกับพี่วิกกี้จะถูกหมายเตือน พี่เลยรู้ว่าเล่นกันขนาดนี้เลยเหรอแต่ก็ไม่เป็นไรต้องอยู่ให้ได้ เขาไม่อยากให้เราอยู่ใช่มั้ย เราก็ต้องอยู่ กินข้าวคนเดียวอยู่ 4-5 เดือน แล้ว ก็เจอคนที่แกร่งไง แบบฉันไม่แคร์ ก็มากินข้าวด้วย คนที่สั่งเขาโดนออกไปก่อน

          ตอนนั้นคุณลูก คุณสามีให้กำลังใจมากค่ะ คือชีวิตเราจะอยู่ตรงไหนต้องทำความเคยชิน เหมือนเราอยู่ในโซนของเราต้องเปลี่ยนชีวิตตามสถานการณ์ไป เราเคยอยู่วงการบันเทิงอยู่ดีๆก็ไปเป็นมนุษย์เงินเดือนเราก็ต้องเข้าใจเขา ซึ่งบางทีเราก็ต้องปรับตัว ที่บ้านก็จะเป็นคนให้กำลังใจ ไม่งั้นคงไม่อยู่ได้มาจนทุกวันนี้  ซึ่งก่อนคนนั้นเขาออก เราไม่ได้คุยกับเขาโดยตรง เท่าที่ทราบจากมือซ้ายมือขวา เขาก็มีเป้าหมายที่จะปั้นใครขึ้นมา ก็คือเราเป็นตัวน่าหมั่นไส้ อยู่ดีๆก็เดินเข้ามาทำไม แต่ตอนนี้เรายังทำอยู่ที่เดิมค่ะ 14 ปีแล้ว

 

 

          ส่วนเรื่องลูก ยอมรับว่าทั้งห่วงและหวง คนโตเป็นตำรวจชื่อเล่นนิกกี้ อายุ 26 อยู่นครราชสีมา คนเล็กน้องไมค์ ทั้งคู่เป็นตำรวจชั้นประทวนอยู่จังหวัดนครราชสีมาทั้งคู่เลย ที่ไปอยู่ต่างจังหวัดเพราะตอนที่เขาเรียนเขาสอบได้โรงเรียนสาม ก็คือจังหวัดนครราชสีมา พอทำงานก็ต้องเป็น สภ.ในเมืองเขา

          ไม่ได้ห้ามลูกชายมีแฟน คือเราก็ไม่ได้ห้ามตรงๆแต่อยากให้ดูดีๆ ลูกสะใภ้อยากได้ประมาณไหนเหรอ ต้องให้เกียรติลูกเรา ไม่สนใจว่าคุณจะทำอาชีพอะไร จะมาจากไหน แต่สำคัญเลยคือคุณต้องให้เกียรติกัน ถ้าคุณจะหึงหวงแล้วไปโพสต์ตามโซเชียลไม่ให้เกียรติกันเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ การที่คุณไม่ให้เกียรติเขาก็เท่ากับไม่ให้เกียรติพ่อแม่เขาด้วย อนาคตคนจะมองคุณยังไงถ้าไม่ให้เกียรติกันแล้วก็กลัวว่าเขาจะไม่มีความสุขด้วย จะเน้นตรงนี้มากกว่า

          ปัจจุบันคุณสามีก็ดีเหมือนเดิมทุกอย่าง เราคุยกันเยอะมากอยู่ด้วยกันตลอด พี่เขาอายุห่างจากเรา 8 ปี เป็นผู้ใหญ่กว่าเพราะฉะนั้นประสบการณ์ชีวิตเขาเยอะกว่า มุมมองของเขา ประสบการณ์ของเขาจะสอนเราเยอะ ก็จะไว้ใจปรึกษาแค่พี่เขาคนเดียว แล้วเขาจะสอนเราว่าอย่าทำแบบในละครนะ แม่สามีกับลูกสะใภ้ อย่าเด็ดขาด"

 

นิกกี้ (ลูกชายคนโต)

 

 

ไมค์ (ลูกชายคนเล็ก)

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต และอินสตาแกรม

vicky_kantadanao

 


"เป็นกำลังใจให้จีน สู้..สู้" สำหรับพวกเราคนไทย....... ยามนี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่าช่วยกันส่งแรงใจไปให้พี่น้องจีนที่กำลังเผชิญไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ค่อนข้างเดียวดายขณะนี้ โดยเฉพาะที่ "อู่ฮั่น"

การตั้งรับ 'ไวรัส' ของรัฐบาล
สัญญาณ 'ล้างบาง' ตำรวจ
ทำไมต้อง "กดบัตรแทนกัน"?
แรงจูงใจของอาชญากร
ที่ไม่ได้วินิจฉัย 'ใช่ว่าไม่ผิด'
'ศิษย์หนุ่มกับอาจารย์ทารก'