แกนนำครม.จับเข่าคุยเดือนหน


   


    "ช่อ" ยันอนาคตใหม่ไม่มีแผนพลีชีพ ส.ส.เพื่อให้ "ธนาธร" ลงสมัครเลือกตั้งซ่อมใน กทม. ย้ำเดินสายปลุกมวลชนนอกสภา "หมอวรงค์" รู้ทันพวกชังชาติลากไส้ "ทอน" ลาออกเพราะทนทำงานหนักใน กมธ.งบประมาณไม่ไหว รัฐบาลขยับแก้ปัญหาเสียงปริ่มน้ำหลังเจอปัญหาถก ม.44 ทำสภาล่ม 2 ครั้ง "อุตตม" เสนอไอเดียแกนนำรัฐบาลจับเข่าคุยเดือนละครั้ง เริ่มต้น 3 ธ.ค.
    เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ลาออกจากกรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 2563 และเตรียมลงเลือกตั้งในเขตสวนหลวง-ประเวศ กทม. ว่าไม่มีเหตุผลใดๆ ที่นายธนาธรจะลงเลือกตั้งในเขตนี้ เพราะเจ้าของพื้นที่คือนายมณฑล โพธิ์คาย ส.ส.กทม. พรรคอนาคตใหม่ ไม่ได้ทำผิดอะไร และไม่มีเหตุอะไรที่จะทำให้เกิดการเลือกตั้งซ่อม 
    "ถ้าจะให้คุณมณฑลลาออกแล้วให้คุณธนาธรลงเลือกตั้งซ่อมแทน เราจะทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร พรรคอนาคตใหม่ไม่มีนโยบายการพลีชีพ ส.ส. ยืนยันชัดๆ ว่าเราไม่มีทางทำแบบนั้นแน่นอน"
    เธอกล่าวว่า ตอนที่นายธนาธรแถลงลาออกจาก กมธ.งบประมาณ ได้บอกแล้วว่าจะเป็น ส.ส.หรือไม่สามารถทำงานการเมืองช่วยเหลือประชาชนได้ เราได้วางแผนงานกันเอาไว้ว่างานในสภา ให้ ส.ส.ของพรรคดำเนินการ และมีนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคเป็นแกนนำหลัก ส่วนนายธนาธรจะเดินสายพบประชาชนในพื้นที่ต่างๆ เพื่อรณรงค์แคมเปญเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ที่สำคัญๆ เช่น ร่าง พ.ร.บ.เกณฑ์ทหาร และการทำความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ตนต้องถามผู้ที่ปล่อยข่าวว่าต้องการอะไรจากเรื่องนี้กันแน่
    กรณีดังกล่าวตกเป็นข่าวเพราะนายธันวา ไกรฤกษ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมได้ข่าวมาว่าคุณธนาธรอาจจะ 'ลงเลือกตั้งซ่อม' ในเขตสวนหลวง-ประเวศ เพราะบ้านอยู่โซนนี้ ซึ่งพอดีเป็นเขตเลือกตั้งของผม
       ยังไงก็ยินดีต้อนรับนะครับ แต่ถ้าคิดว่าจะชนะง่ายๆ ขอบอกเลยว่าคิดผิด คะแนนในเขตนี้ไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่การเลือกตั้งปี 54 ซึ่ง ปชป.ชนะเพื่อไทยที่ประมาณ 5 หมื่นต่อ 4 หมื่น
        โดยการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ฐานคะแนนเก่า ปชป.ที่ 5 หมื่นนั้น แตกเป็น 2 ก้อนหลัก ก้อนแรกเลือกลุงตู่ ซึ่งก็คือคะแนนของผมที่ได้เกือบ 3 หมื่น และอีกก้อนเลือก ปชป.เหมือนเดิม ซึ่งได้เกือบ 2 หมื่น
         ส่วนคะแนนเก่าของเพื่อไทยที่ 4 หมื่นนั้นไม่แตกเลย เพราะเขตนี้ส่งผู้สมัครลงในนามไทยรักษาชาติ แต่มาถูกยุบ คะแนนจึงไปรวมอยู่ที่อนาคตใหม่ทั้งก้อน พรรคคุณเลยชนะไป ก็แค่นั้น
         สูตรนี้ใช้ได้กับทุกจังหวัด เป็นคำตอบว่าทำไมอนาคตใหม่จึงมีที่นั่งในสภาสำหรับ ส.ส.เขต และแม้จะรู้อยู่แก่ใจ คุณก็ยังเคลมว่าพรรคมาแรง คนเลือกมากมายทั้งประเทศ
         ประชาชนในเขตสวนหลวง-ประเวศ มีความรู้เรื่องการเมืองดีมาก โดยเฉพาะพี่น้องชาวมุสลิม หากจะเอาวาทกรรม หรือนโยบายเพ้อฝันเช่นไฮเปอร์ลูปมาขาย คุณแพ้ผมแน่นอน
       ถ้ายังมั่นใจ คราวนี้อย่าให้เพื่อไทยถอยให้คุณก็แล้วกัน ไหนๆจะลงมาสู้แล้ว เอาแบบสมศักดิ์ศรีแคนดิเดตนายกฯ หน่อยจะเป็นไร
         ป.ล. พวกที่เดินเคาะตามบ้านแจกหัวละ 1,500 ในคืนก่อนวันเลือกตั้ง แล้วบอกเสียงบริสุทธิ์ คราวนี้ผมจับใบแดงนะครับ #ตั้งตารอ
"ทอน"ต้องรับผิดชอบ
    นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่นายธนาธรลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการงบประมาณฯ และอนุกรรมาธิการงบประมาณฯ ว่า ดูเหตุผลการลาออกแล้วไม่สมเหตุสมผล นายธนากรบอกว่าลาออกเพราะมีคนไม่ต้องการเห็นนายธนาธรในสภา ซึ่งไม่น่าจะใช่ เพราะนายธนาธรเข้ามาทำงานในกรรมาธิการฯ โดยทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ไม่ได้มีปัญหาอะไร เป็นการทำงานตรวจสอบงบประมาณตามที่พรรคอนาคตใหม่ต้องการ 
    "ผมมองว่าคุณธนาธรไม่มีความรับผิดชอบมากกว่า เพราะการทำงานในกรรมาธิการงบประมาณฯ มีการประชุมจนดึกดื่นทุกวัน และเหนื่อยมาก คุณธนาธรคงทนไม่ไหวกับงานหนัก และต้องใช้สมองคิดตลอดเวลา จึงลาออก ซึ่งเป็นการไม่รับผิดชอบต่อประชาชน และไม่อยากให้นำมาเป็นข้ออ้างเพื่อโจมตีรัฐบาลอีก เพราะสิ่งที่คุณธนาธรพูดทุกครั้ง ก็ยิ่งเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง ไม่ว่าจะเป็นสืบทอดอำนาจเผด็จการ ทั้งๆ ที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว"
    นายธนกรกล่าวอีกว่า ตนรู้สึกไม่สบายใจที่นายธนาธรพยายามเคลื่อนไหวในเรื่องต่างๆ โดยการเดินสายไปทั่วประเทศ เสมือนเป็นการเตรียมการเคลื่อนไหวที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งอีกใช่หรือไม่ ทั้งนี้ ไม่อยากให้มีการปลุกมวลชนลงถนนสร้างปัญหาให้ประเทศอีก ก่อนหน้านี้ตนพูดมาตลอดว่า อย่าปลุกมวลชนมาชุมนุมบนท้องถนน ซึ่ง น.ส.พรรณิการ์ก็ออกมายืนยันว่าจะไม่มีการนำประชาชนลงถนนเด็ดขาด แต่วันนี้เมื่อนักข่าวถามนายธนาธร แต่นายธนาธรกลับไม่กล้ายืนยัน 
    "อยากฝากคุณธนาธรให้นึกถึงประเทศชาติและประชาชนให้มากๆ ดูความเสียหายที่เกิดขึ้นกับฮ่องกงเป็นตัวอย่าง ผมเชื่อว่าพี่น้องคนไทยทั่วประเทศคงไม่ยอม เพราะวันนี้บ้านเมืองสงบแล้ว" โฆษกพรรคพลังประชารัฐกล่าว
    ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) โพสต์เฟซบุ๊กโดยมีเนื้อหาระบุว่า ความจริงเรื่องการลาออก "ในเมื่อพวกเขาไม่ต้องการเห็นผมในสภา ผมก็ไม่ขออยู่ในสภา ผมจึงขอกลับไปอยู่กับประชาชน"
    ผมคิดว่าการลาออกจากกรรมาธิการงบประมาณทุกตำแหน่ง มันคือการสะท้อนว่า ไม่รับผิดชอบต่อการแต่งตั้งของตัวแทนประชาชน ทั้งๆ ที่ตนเองเสนอขอเป็นเองสิ่งที่ต้องเข้าใจคือ การทำงานกรรมาธิการงบประมาณนั้น ถือว่างานค่อนข้างหนัก และต้องทำการบ้านเรื่องข้อมูล จะมานำเสนอมั่วๆ ไม่ได้ ที่สำคัญคืออีกไม่นานกรรมาธิการชุดนี้ก็หมดวาระอยู่แล้ว การที่จะมาอ้างว่าในเมื่อพวกเขาไม่ต้องการเห็นผมในสภา ผมจึงขอกลับไปอยู่กับประชาชน จึงเป็นการอ้างแบบให้ดูดี แต่แท้จริงแล้ว คุณลาออกเอง เพราะไม่สามารถรับภาระกับงานที่หนักได้เท่านั้น และที่สำคัญรู้ตัวเองว่ายังมีอีกหลายคดีรออยู่ จึงเอามาเป็นเงื่อนไขว่าถูกรังแก เพื่อปลุกคนลงถนน
    "การที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ก็เพราะทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและถูกศาลตัดสิน ไม่มีใครมากลั่นแกล้งทั้งสิ้น แต่เอามาพูดเพื่อปลุกระดม ลองคิดดูว่าการชอบอ้างประชาธิปไตย แต่ทำผิดไม่ยอมรับผิด เท่ากับว่ากำลังใช้อภิสิทธิ์เหนือประชาชน ต้องรู้ทันพวกชังชาติ บนพื้นฐานความจริง" นพ.วรงค์ระบุ
"เรืองไกร"งง!
    นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เลขานุการคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 กล่าวว่า การทำหน้าที่ กมธ.งบฯ ของนายธนาธร ได้มีการสอบถามข้อมูลจากทุกกระทรวงที่เข้ามาให้ชี้แจงโดยไม่ได้เจาะจงเฉพาะกระทรวงกลาโหม หรืองบที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ ทุกครั้งที่มีการประชุมนายธนาธรจะทำการบ้าน เตรียมข้อมูลมานำเสนออยู่ตลอด บรรยากาศในการประชุมทุกครั้งก็เป็นไปด้วยดี ไม่มีปัญหาอะไร ไม่เครียด ไม่มีการกดดัน ทุกครั้งที่นายธนาธรต้องการพูด ทาง กมธ.ก็เปิดโอกาสให้พูด และแสดงข้อมูลทุกครั้ง
         เมื่อถามว่า การลาออกของนายธนาธรจะกระทบการทำงานของ กมธ.หรือไม่ เขาตอบว่า เชื่อว่าไม่กระทบ เพราะ กมธ.มี 64 คน กมธ.ในสัดส่วนของพรรคอนาคตใหม่ที่ทำงานอยู่ก็ทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว เป็นคนรุ่นใหม่ที่นำเสนอด้วยข้อมูล อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการพิจารณางบตอนนี้เดินหน้าได้เกือบครึ่งทางแล้ว
         ถามถึงกรณีที่นายธนาธรระบุว่า พวกเขาไม่อยากให้ทำงานในสภา คิดว่าหมายถึงใคร นายเรืองไกรกล่าวว่า คำนี้ตนก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่เชื่อว่าใน กมธ.ไม่มี และไม่น่าใช่แน่นอน 
    ส่วนจะเกี่ยวข้องกับกรณีที่นายธนาธรทวงถามเกี่ยวกับตัวเลขเงินนอกงบประมาณ การสัมปทานทีวี-วิทยุต่างๆ ของกระทรวงกลาโหม นำเงินไปทำภารกิจสนามม้า สนามมวย ของกระทรวงกลาโหมหรือไม่นั้น ตนคิดว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้อง เพราะตนเคยถามข้อมูลของกระทรวงกลาโหม รวมถึง คสช.แรงกว่านี้เยอะ
    นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อเรื่อง “แพ้ก็คือแพ้” รัฐบาลคุ้นชินใช้อำนาจเผด็จการจนลืมว่านี่คือระบบรัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎรช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์สภาล่มถึง 2 ครั้ง เนื่องมาจากการลงมติญัตติด่วน “ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาผลกระทบจากการใช้อำนาจของ คสช. การออกคำสั่งของและการใช้มาตรา 44 ของ คสช.”
    ที่ผ่านมามีการลงมติหลายครั้ง ฝ่ายรัฐบาลแพ้บ้าง ฝ่ายค้านแพ้บ่อยกว่า ในครั้งที่ฝ่ายรัฐบาลแพ้การลงมติที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ขอให้มีการนับคะแนนใหม่ แล้วทำไมญัตติการตั้ง กมธ.นี้ถึงเดิมพันสูงแบบนี้ ทั้งๆ ที่ตั้งมาเพียงเพื่อศึกษา เรียบร้อยแล้วก็จะได้รายงานหนึ่งฉบับ นำเข้าสภา ไม่มีอำนาจใดๆ ไปบังคับสั่งการ เหตุใดฝ่ายรัฐบาลถึงไม่ยอมแพ้ แพ้แล้วแต่ไม่ยอมแพ้จึงต้องขอนับคะแนนใหม่ หรือจะเป็นไปตามข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์วันนี้ว่า มีการสั่งการมาบอกว่าให้แพ้ไม่ได้ ใช่หรือไม่
         จากข่าวที่ว่าบิ๊กๆ ในรัฐบาลไม่ยอมให้ตั้ง กมธ.ชุดนี้เป็นเรื่องจริง ก็จะสะท้อนถึงความคุ้นชินในการใช้อำนาจเผด็จการ การใช้อำนาจเผด็จการโดยไม่มีใครตรวจสอบมาตลอด 5 ปี วันนี้กลับเข้ามาสู่ระบบปกติ มีการเลือกตั้งมีสภา ซึ่งก็ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจต่างๆ ของรัฐบาล แล้วสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาของคณะ คสช. สิ่งหนึ่งที่ผู้มีอำนาจในรัฐบาลชุดนี้จะต้องตระหนักเอาไว้ คือสภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เหมือนที่พวกท่านเคยทำกันมา พวกเราไม่ได้มาจากการแต่งตั้งของพวกท่าน ถ้าสภามีมติชัดเจนไปแล้ว ก็ควรจะแพ้ให้เป็น คุณกังวลใจกับการตรวจสอบพวกคุณมาก กังวลใจกับการสืบทอดอำนาจของพวกคุณมาก จนทำให้ระบบทั้งหลายพังไปหมดแล้ว
ให้ปรับทัศนคติตัวเอง
        เมื่อมีมติออกมาแล้วไม่ยอมรับขอให้นับใหม่ ไม่ยอมมาตอบกระทู้ในสภา ไม่ยอมมาชี้แจงต่อกรรมาธิการ ทั้งหมดทั้งมวลส่งผลให้เกิดการเสียต้นทุนมหาศาล ยอมแลกศักดิ์ศรีของสถาบันการเมืองต่างๆ ยอมแลกระบบรัฐธรรมนูญ ยอมแลกเอาทุกสิ่งทุกอย่าง เพียงเพื่อให้ได้สืบทอดอำนาจ เพียงเพื่อให้ได้กลับเข้ามามีอำนาจต่อ เพียงเพื่อให้ได้เป็นรัฐบาลต่อ เพียงเพื่อไม่ให้ใครเข้ามาตรวจสอบ ตกลงแล้วเราจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศพังลงไป เพียงเพื่อรักษาอำนาจของคนไม่กี่คนอย่างนั้นหรือ
         "ท่านเรียกคนอื่นเข้าไปปรับทัศนคติมาโดยตลอด ท่านต้องไปปรับทัศนคติตนเองบ้าง ตอนนี้ก็ได้เป็นรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญแล้ว อยู่ในระบบรัฐสภาแล้ว ต้องยอมรับการทำงานของสภาและมติในสภา “แพ้ก็คือแพ้” อย่าเป็นคนที่ยอมไม่ได้ หัดเรียนรู้การทำงานของระบบรัฐสภาเสียบ้าง ต้องยอมรับว่าสภาเป็นกลไกสำคัญมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการ" นายปิยบุตรระบุ
    ด้าน พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า แสดงถึงความจริงอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้มีเอกภาพอย่างที่คุยโว การที่ผู้นำสืบทอดอำนาจออกมาเรียกร้องสัญญาสุภาพบุรุษกับพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งๆ ที่สัญญาสุภาพบุรุษนั้น จะมีได้กับเฉพาะคนที่รักษาสัจวาจาเท่านั้น จึงไม่ทราบว่าคนที่เรียกร้องสัญญาสุภาพบุรุษนั้น มีสัจวาจาแค่ไหน 
    "เป็นเรื่องที่รับรู้กันว่า คำสั่งตาม ม.44 เป็นกฎหมายจากเผด็จการ เป็นอำนาจนอกระบบที่มาทำลายประชาธิปไตย การศึกษาผลกระทบก็เพื่อกระชากหน้ากากให้ประชาชนได้เห็นถึงเบื้องหลังความเลวร้ายที่มาของคำสั่งเหล่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นมาอีก ดังนั้น หาก ส.ส.คนใดยังคงปกป้อง การเลือกตั้งครั้งหน้าก็จะถูกประชาชนตราหน้าว่าไม่รักษาประชาธิปไตย และเกียรติภูมิของผู้แทนราษฎร จนถูกประชาชนลงโทษอย่างสาสมในที่สุด" 
    เขากล่าวว่า ปรากฏการณ์แพ้โหวต และสภาล่มที่เกิดจาก ส.ส.รัฐบาลเองนั้น ถือเป็นสัญญาณอันตรายว่าเมื่อมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเมื่อใด อุบัติเหตุทางการเมืองย่อมเกิดขึ้นได้แบบคาดไม่ถึงเสมอ และเมื่อนั้นผู้นำสืบทอดอำนาจก็จะพ้นจากตำแหน่งไปตามกฎแห่งกรรม
    ขณะที่ น.ส.นภาพร เพ็ชร์จินดา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า "เช้าวันเสาร์นั่งดื่มกาแฟอยู่บ้าน นึกถึงการประชุมสภาที่ผ่านมา ยังงงๆ กับเรื่องที่ฝ่ายค้านชนะญัตติตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากการกระทำ ประกาศ และคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และการใช้อำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตาม ม.44 ด้วยคะแนน 234 ต่อ 230 เสียง ชนะกัน 4 เสียง แต่ฝ่ายรัฐบาลขอให้มีการนับคะแนนใหม่ด้วยการขานชื่อ แต่ที่สุดสภาล่ม
         เรื่องนี้ไม่รู้ว่าฝ่ายรัฐบาลคิดอย่างไร (แต่ดูเหมือนไม่ได้คิดมากกว่า) คงจะคิดเป็นห่วงอดีตหัวหน้า คสช. ที่อาจจะต้องมาชี้แจงเรื่องราวต่างๆ ต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญที่กำลังจะตั้งนี้เหมือนเช่นที่กำลังถูก กมธ.ป.ป.ช. ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เรียกอยู่เวลานี้ก็ได้
         ในความเป็นจริง ไม่ว่าเรื่องถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ หรือการต้องเข้ามาชี้แจง กมธ.วิสามัญ ที่จะศึกษาถึงกระทบจาก ม.44 หรือกมธ.ใดๆ ก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ดีสำหรับคนชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งสิ้น
 มิสเตอร์บีนเมืองไทย 
         เธอระบุว่า อยากให้คิดตามว่า ถ้านายกฯ เดินเข้ามาในกรรมาธิการทั้งสองคณะ มาถึงไม่ต้องพูดอะไรเลย ขอดื่มกาแฟ พูดเล่นเรื่องนั้นเรื่องนี้ ตามสไตล์มิสเตอร์บีนเมืองไทย เท่านี้คนชื่อประยุทธ์ก็จะได้ใจ ส.ส.และชาวบ้านมากมาย โดยไม่ต้องมีชิม ช้อปใช้ให้สิ้นเปลืองงบของรัฐ
         "ผลเสียอะไรแทบจะไม่มีอะไรเลย ยิ่งถ้าท่านช่วยส่งเสริม กมธ.วิสามัญ ม.44 ก็จะเหมือนเป็นการไถ่บาป (ซึ่งเข้าใจว่าท่านอยากทำมาก) เพราะอาจมีการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยในที่สุด รัฐมีหน้าที่เยียวยาความเสียหาย โดยนายกฯ ไม่ต้องควักกระเป๋าเลยสักบาทเดียว เพราะ ม.44 ออกโดยรัฏฐาธิปัตย์"
         น.ส.นภาพรยังระบุว่า จากนายกฯ เสียงปริ่มน้ำ จากนายกฯ ที่เข้าสู่ตำแหน่งแบบไม่สง่างามเท่าไหร่ อาจกลายเป็นรัฐบุรุษแบบป๋าเปรมก็ได้ เพราะการเป็นคนเรียบง่าย ไม่ถือตัว เห็นหัวประชาชนและเคารพรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่ผู้นำยุคใหม่ควรจะมี   และอยากจะกระซิบบอกพวกที่ออกมาดิ้นรนปกป้องนายกฯ ที่มาป่วน กมธ.ป.ป.ช.และสภาว่า ท่านเคยถามตัวนายกฯ กันหรือยังว่าต้องการ "แบบนี้" หรือเปล่า?"
    ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า จากกรณีปัญหารัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ทำให้การทำงานในสภาไม่ราบรื่น ล่าสุด เสียงของรัฐบาลแพ้ฝ่ายค้านจากการลงมติตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบจากการใช้มาตรา 44 และสภาล่มถึง 2 ครั้ง โดยมีเสียงของ ส.ส.พรรคร่วมบางพรรคโหวตสนับสนุนญัตติดังกล่าว ขณะที่การบริหารงานรัฐบาลยังไม่ไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ 
    ล่าสุด นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้หารือผู้บริหาร แกนนำพรรคพลังประชารัฐ เห็นว่าเพื่อให้การบริหารงานในสภาแม้เสียงปริ่มน้ำ แต่ต้องมีคุณภาพ และเพื่อการบริหารงานใน ครม.เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงเห็นร่วมกันว่าแกนนำรัฐบาล แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ควรได้มีโอกาสมาพบปะพูดคุยกันเดือนละครั้ง โดยแนวคิดนี้ได้นำเสนอ พล.อ.ประยุทธ์แล้ว ซึ่งนายกฯ เห็นด้วย โดยมีรายงานข่าวว่า การพบปะกันจะเริ่มครั้งแรกในสัปดาห์หน้า โดยมีรายงานข่าวว่า จะเป็นวันที่ 3 ธ.ค. ที่สโมสรราชพฤกษ์ เวลา 18.00 น.
    นายพีระศักดิ์ พอจิต ส.ว. กล่าวถึงกรณีนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ท้า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ส่งสัญญาณให้ ส.ว.มาร่วมสนับสนุนการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญได้สำเร็จภายใน 1 ปี จะขอเอาธูปเทียนไปกราบที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ตนเข้าใจในความมุ่งหวังของนายเทพไท แต่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ความร่วมมือเเละเห็นพ้องจากทุกฝ่าย หากมีการใช้ถ้อยคำท้าทาย หรือพูดจาในทำนองดูถูกและตีกินกันตั้งเเต่ต้น เป้าหมายที่หวังก็จะไม่มีทางประสบความสำเร็จ เพราะเชื่อว่าไม่มีใครสามารถครอบงำใครได้ทั้งหมด 
    เชื่อว่า ส.ว.อดทนรับคำวิจารณ์จาก ส.ส.ที่พูดในสภาวิจารณ์เราโดยไม่มีสิทธิ์ชี้เเจงมาตลอดช่วงที่มีการเปิดสภา ซึ่งก็ไม่เป็นไร และเข้าใจดีถึงความอัดอั้นที่ไม่ได้เข้าสภามาหลายปี นอกจากนี้ เท่าที่สัมผัสมา ส.ว.แต่ละท่านก็ทำหน้าที่เพื่อประชาชนอยู่ตลอดเช่นกัน เพียงเเต่ไม่ได้ออกสื่อแบบรายวันหรือเป็นข่าว จนสุดท้ายก็ถูกพูดจาโยนให้เป็นจำเลยสังคม การพูดลักษณะนี้ไม่เป็นประโยชน์หรือทำให้ประเทศเดินหน้าเลยสักนิด ควรจะทำเรื่องที่สามารถนำพาบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าจะดีกว่า
    “ผมว่าการศึกษาหรือการเริ่มตั้งไข่เพื่อปูทางไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสำเร็จหรือไม่ คงไม่เกี่ยวกับการที่มีใครจะหอบธูปเทียนเข้าทำเนียบฯ ไปกราบกรานใคร แต่เกี่ยวกับการแสดงความจริงใจที่เเท้จริง และพูดจาอย่างตรงไปตรงมากับประชาชนก็เพียงพอเเล้ว ไม่อย่างนั้นชาวบ้านจะสับสนจนไม่อยากจะสนใจการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่"
    นายพีระศักดิ์กล่าวว่า วันนี้มีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดจึงไม่ยอมเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นเเคนดิเดต ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการเเก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่พอเปิดชื่อนายอภิสิทธิ์มา หลายฝ่ายก็ยอมรับ รวมถึงฝ่ายค้านเองยังมีท่าทีสนับสนุนชื่อนายอภิสิทธิ์ด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ว่ากำลังเล่นเกมอะไรอยู่.


ทำไม......... "พรรคอนาคตใหม่" จึงรณรงค์เรื่อง "ยกเลิกเกณฑ์ทหาร" ชนิดเอาเป็น-เอาตาย? ไม่ใช่เพราะ พล.ท.พงศกร สอบไม่ผ่านเข้าโรงเรียนเสธฯ หรอกนะ

ความเมืองเรื่อง "กล้วยและไข่"
เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'
พรรคร่วม 'หลวม' ในแกนนำ
มีอะไรเสนอนอกจาก 'แบน'?
จากสภาสู่ 'พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์'