พรรคร่วม 'หลวม' ในแกนนำ


   

    "พรรคร่วมรัฐบาล" นัดกินข้าวกัน 
    แค่เนี้ย...เป็นข่าว!?
    ผมก็นึกอย่างนั้น เมื่ออ่านข่าวเจอ วันนี้ (๓ ธ.ค.๖๒) พรรคร่วมรัฐบาลนัดกัน ที่สโมสรสนามกอล์ฟราชพฤกษ์
    แต่เมื่อไล่เลียงดูความเป็น "รัฐบาลผสม" ๑๘-๑๙ พรรค ก็...เออ 
    สมควรเป็นข่าวอยู่หรอก!
    เพราะรัฐบาลนี้ เหมือนลิเกคณะ "รวมดาวกระจุย" ต่างคน-ต่างเป็นพระเอก 
    เมื่อมาร่วมแสดงคณะเดียวกัน ก็ไม่สนโต้โผ ทั้งโต้โผเองก็ไม่ค่อยสน ต่างคนเพียงรู้ว่าเป็นตัวอะไร ก็ออกไปร้อง-รำตามใจกู 
    ไม่ยอม "ประสานเรื่อง-ประสานบท" ที่ต้องเล่นร่วมคณะกันเลย!
    จะว่า "พรรคร่วม" เขาก็ไม่ถนัด
    ต้องดูด้วยว่า "พรรคแกนนำ" อย่างพลังประชารัฐ ได้ทำหน้าที่ "แกน" สำหรับเกาะรวมหรือเปล่า?
    พูดกันตรงๆ พรรคพลังประชารัฐ ไปถามชาวบ้านว่า ใครเป็น "หัวหน้า-เลขาฯ พรรค"?
    ส่วนใหญ่จะตอบ....
    นายกฯ ประยุทธ์บ้าง พลเอกประวิตรบ้าง นายสมคิดบ้าง
    น้อยคน จะตอบว่า
    "นายอุตตม สาวนายน" รมว.คลัง เป็นหัวหน้า "นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์" เป็นเลขาฯ แม่บ้านใหญ่ของพรรค
    นั่นแสดงถึงอะไร?
    แสดงถึง พลังประชารัฐ "ยังไม่ลงตัว" ในความเป็นพรรค
    เมื่อไม่ลงตัว ไม่ว่าใครจะทำอะไร ก็ต้องดูเงา "ประยุทธ์-ประวิตร-สมคิด" ก่อนขยับ
    ดังนั้น ทั้งคุณอุตตมและคุณสนธิรัตน์ ก็ยากจะเดินบท "หัวหน้า-เลขาฯ" ได้เต็มสูบ
    "เต็มสูบ" หมายถึง "อำนาจนำ" จริงๆ ในพรรค มีสภาพแค่ "คนนั่งหน้าแป้น"
    ส่วนคนเดินหมาก-เดินแผนคือ "ประยุทธ์-ประวิตร" ที่ยืนอยู่ข้างหลัง!
    เลยยากในการคุมทิศ ทั้งคนในพรรคและทั้งคนพรรคร่วมรัฐบาล เพราะอำนาจมัน "กั๊ก" กัน จึงไม่มีใครสั่งใครได้
    จนเมื่อเสียงโหวตในสภาฝ่ายรัฐบาลแพ้ฝ่ายค้านนั่นแหละ ถ้าให้ธนาธรพูด ก็ต้องพูดว่า 
    "เป็นแส้เฆี่ยนโบยให้แต่ละพรรคร่วมต้องมารวมหัว-รวมโต๊ะพูดกันวันนี้ ถ้ายังต้องการเป็นรัฐบาลอยู่ต่อ"!
    ตรงนี้ เป็นข่าวเล็ก
    แต่เล็กกลายเป็นข่าวใหญ่ ก็ตรงที่ว่า "นายกฯ ประยุทธ์" หัวหน้าพรรครัฐบาล "ตัวจริง-เสียงจริง"
    จะไปสัมมนาเวียงชัยด้วยเย็นนี้ โดยนั่ง "หัวโต๊ะ"!
    พูดกันตรงๆ นะ.........
    ในพลังประชารัฐ เท่าที่ผมสังเกต "เลขาฯ สนธิรัตน์" เป็นคนสามารถพูดเรื่องยากให้ระดับชาวบ้านฟังได้เข้าใจง่ายๆ ได้ดีที่สุด
    หลายวันก่อน ฟังที่ท่านพูดให้ชาวสวนปาล์มที่นครศรีธรรมราชและสุราษฎร์ธานีฟัง 
    ว่าต่อไปนี้ เรื่องราคาน้ำมันปาล์มตกต่ำ ไม่มีแล้ว!
    เพราะรัฐบาลประกาศแล้ว.......
    ตั้งแต่ ๑ มกรา ๖๓ เป็นต้นไป น้ำมัน B10 จะเป็นดีเซลพื้นฐานของประเทศแทน B7 
    โดยดีเซล B7 จะเป็นทางเลือกสำหรับรถเก่า, รถยุโรป และ B20 ทางเลือกสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ 
    ส่วน B10 ให้เป็นดีเซลพื้นฐานของประเทศ 
    ซึ่งนั่นทำให้ต้องใช้ไบโอดีเซลจากปาล์มเพิ่มขึ้น ราวๆ ๒.๑ ล้านลิตร/วัน จากที่ใช้อยู่ ๕.๕ ล้านลิตร/วัน 
    และจะเพิ่มเป็น ๗ ล้านลิตร/วัน ไปผสมเป็นดีเซล B10 ตั้งแต่ ๑ มกรา
    แรกๆ ยังมีไม่ทั่วทุกปั๊ม แต่ ๑ มีนา ๖๓ เป็นต้นไป 
    B10 จะเป็นดีเซลพื้นฐานเต็มตัว
    ทุกปั๊มทั่วประเทศ รถกระบะ รถบรรทุกเล็ก รถอเนกประสงค์ดีเซล ทุกหัวจ่ายเป็น B10
    ไม่ต้องกลัวว่า "จะใช้ได้เร้อ?" เพราะก่อนจะให้เป็นน้ำมันฐาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และค่ายรถทุกค่าย ร่วมกันทดสอบ-ทดลอง จนลงตัวมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว
    B10 ทั้งลดมลภาวะทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ทั้งไม่มีเขม่าควันดำ ทั้งไม่มีไขมันจับไส้กรอง แถมลดการสึกหรอดีกว่า
    สรุปสาระหลักเป็นอย่างนั้น..........
    แต่รัฐมนตรีพลังงาน "สนธิรัตน์" ท่านอธิบายครอบคลุมเป็นรูปธรรมจากพลังงานไปสู่สวนปาล์ม  ราคาน้ำมันปาล์มดิบ ความยั่งยืนต่อเนื่อง ไม่ใช่สักแต่ว่าทำหาเสียงชั่วมื้อ-ชั่วคราว
    รวมถึงสร้างความดาลใจ ให้ชาวสวนปาล์มมั่นใจและมีพลังที่จะต้องร่วมมือกัน 
    เรียกว่า ท่านมีศิลปะในการใช้คำง่ายๆ ภาษาง่ายๆ แต่เข้าไปถึงใจคนฟัง ให้เกิดศรัทธา-เกิดพลัง-เกิดความหวังได้ ช่วยให้คนอาชีพสวนปาล์ม รู้สึกว่า.......
    หลุดออกจากอนาคตในอุโมงค์มืดแล้ว!
    ทุกวันนี้ ดีเซลที่เติมตามปั๊ม เป็น B7 หมายถึงดีเซล ๗๐% ผสม B100 อีก ๗%
    แต่จาก ๑ มกรา ๖๓ ไป ดีเซลทุกปั๊มจะเป็น B10 คือผสมไบโอดีเซล (B100) จาก ๗% เพิ่มเป็น  ๑๐%
    นั่นคือ น้ำมันปาล์มดิบปริมาณ ๒ ใน ๓ ที่ผลิตได้ทั้งหมดเวลานี้ จะถูกนำไปใช้เป็น B10 กว่า ๒  ล้านลิตร/ปี 
    B10 ของคุณสนธิรัตน์ จะเกิดผลมหาศาล
    มหาศาลยังไง ก็คิดดู.........
    ชาวบ้านจะได้เติมน้ำมันดีเซลราคาถูกกว่าเดิม ลิตรละ ๒ บาท!
    ยังไม่ทันถึง ๑ มกราเลย ตอนนี้ ราคาน้ำมันปาล์มดิบราคา ๔ บาท จะ ๕ บาทแล้วมั้ง?
    ไม่มีเสียงร้องจากชาวแดนใต้แล้ว!
    นี่ผมถือว่าเป็นผลงานของรัฐบาลและของรัฐมนตรีสนธิรัตน์ ที่หวังกันต่อจากนี้เรื่องเดียว คือ
    "ความต่อเนื่อง" และความจีรังยั่งยืน 
    สนับสนุนใช้น้ำมันปาล์มดิบผลิตไบไอดีเซล ให้ดีเซล B10 เป็นน้ำมันพื้นฐานด้วยมาตรฐานสม่ำเสมอตลอดไป
    ปั๊ม ปตท.นี่.........
    รัฐมนตรีสนธิรัตน์ ใช้เป็น "กำลังหลัก" ผลักดันดีเซล B10 ให้ "พรึ่บเดียวทั้งประเทศ" ได้ชนิดมีศักยภาพที่สุด
    ดูเหมือนว่าเมื่อ ๕ ปีก่อน ตอนคุณสนธิรัตน์เป็น รมช.พาณิชย์ ฟังท่านบอก จะทำร้านค้าประชารัฐทั่วประเทศ ทีเดียวเป็นหมื่นๆ แห่ง
    ผมนึกในใจ..มาอีกแล้ว พวกธงฟ้า กี่รัฐบาลก็แบบนี้ แต่เหลวทุกราย
    ผมบอกว่า ทำไมไม่ชวน ปตท.มาร่วมล่ะ เพราะเขามีปั๊มทั่วประเทศ ถนนถึงไหน มีคนที่นั่น และปตท.ก็ถึงที่นั่น
    ก็ใช้พื้นที่ปั๊ม ปตท.ที่ขยับขยายเป็น ปตท.OR ตอนนี้ ทำร้านค้าประชารัฐ จะถึงตัวชาวบ้านตรงที่สุด
    ท่านเฉยๆ และต่อมา ผมเป็นฝ่ายทึ่ง
    เพราะท่านสามารถทำร้านค้าประชารัฐให้เกิดได้จริง จนผมต้องเปลี่ยนทึ่งเป็นศรัทธา เพราะไม่เพียงเกิด ยังทำโตยั่งยืนได้ด้วย
    แต่ตอนนี้ ท่านมาเป็นรัฐมนตรีพลังงาน กำกับนโยบายพลังงาน ปตท.ก็ส่วนหนึ่งในนั้น
    ผมว่า ปตท.OR ที่เขากำลังดังเรื่อง คาเฟ่ อเมซอน และขยายปั๊มน้ำมันไปถึง เขมร-ลาว-พม่า-เวียดนาม นี่ 
    เป็นตัวตอบโจทย์ การเติบโตที่ยั่งยืน ตอบสนองทั้งผู้ใช้น้ำมัน B10 และชาวสวนปาล์มโดยตรงได้มีประสิทธิภาพที่สุด
    และดูเหมือน ปตท.เอง ทุกวันนี้ ก็ดูดซับสต๊อกน้ำมันปาล์มที่ล้นตลาดไปทำ B100 อยู่แล้ว กว่าแสนตันต่อปี
    ผู้บริหาร ปตท.OR นี่........
    ดูจากการขยับตัวอย่างมีชีวิต-ชีวาของปั๊ม ผมว่าท่านผู้นี้ มีวิสัยทัศน์ในกระบวนการเปลี่ยนโลกได้เฉียบทีเดียว
    ปตท.ถ้าเป็นต้นไม้ รากมันโตใหญ่เกินกระถางไปแล้ว 
    การขยับขยายธุรกิจพลังงานควบคู่ธุรกิจบริการมุ่งไป CLMV มันเป็นอะไรที่ใช่มากๆ สำหรับปตท.OR ที่มีพื้นที่ปั๊มเป็นมูลค่าล้ำทุน 
    และที่เขาใช้ตรงนี้ เป็นหัวหอกนำร่องสินค้ามาตรฐานประเทศควบคู่ไปด้วย มันเกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจเสริมต้นแบบจริงๆ
    เนี่ย.....
    มองกลับเข้ามาในมุมการเมืองเรื่องพรรคอีกที มันถึงเวลาที่พรรคพลังประชารัฐ จะต้องทำความชัดเจน วางตำแหน่งแห่งที่การบริหารงานในพรรคแล้ว
    ทุกคนทำงานได้........... 
    แต่การไม่ชัดเจน แต่ละคนจะไม่สามารถสร้างน้ำหนักตัวเองให้สมาชิกรวมถึงชาวบ้านแต่ละพื้นที่รับฟังเพื่อยึดถือ 
    เพราะไม่แน่ใจ ว่าคนนี้ มีอะไรรับประกันในคำพูด คำสัญญา ถ้าไม่ใช่นายกฯ ประยุทธ์ ใครก็อย่าอมพระมาพูด
    มันจะเป็นแบบนี้........
    แล้วพลังประชารัฐ จะเป็นพลังประยุทธ์คนเดียว
    ซึ่งนั่นคือ พรรคเฉพาะกิจ รอตาย ไม่มีโต!
    มีแม่ทัพแล้ว มันต้องมีขุนพลระบือนาม ซ้าย-ขวา-หน้า-หลัง ดูแลซึ่งกันและกัน ลูกทัพ จึงจะมั่นใจ คึกคัก มีพลัง รู้ว่าใคร-เป็นใครตามสายบังคับบัญชา
    ก็หวังว่า เย็นมื้อนี้ ที่ราชพฤกษ์........
    วุฒิภาวะ "รัฐบาลพรรคร่วม" คงตกผลึกนะ!
    
 


ทำไม......... "พรรคอนาคตใหม่" จึงรณรงค์เรื่อง "ยกเลิกเกณฑ์ทหาร" ชนิดเอาเป็น-เอาตาย? ไม่ใช่เพราะ พล.ท.พงศกร สอบไม่ผ่านเข้าโรงเรียนเสธฯ หรอกนะ

ความเมืองเรื่อง "กล้วยและไข่"
เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'
พรรคร่วม 'หลวม' ในแกนนำ
มีอะไรเสนอนอกจาก 'แบน'?
จากสภาสู่ 'พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์'