1 เดือนคลายปม มอเตอร์เวย์บางใหญ่–กาญจนบุรี จ่ายเวนคืนล็อตแรก 13 ธ.ค.นี้


   

 

โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ล่าช้าจากแผนงาน ระยะเวลาร่วม 3 ปี งานโยธามีความคืบหน้าไปเพียง 25% ซึ่งปัญหาหลักเกิดจากการกรมทางหลวง ไม่สามารถเวนคืนที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการได้ ต้นตอของเรื่อง คือ ค่าชดเชยกรรมสิทธิ์ในการเวนคืนที่ดินจากการศึกษาเมื่อปี 2558 ประเมินกรอบวงเงินค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินไว้ที่ 5,420 ล้านบาท แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับสภาพเมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประกอบกับสถานการณ์การพัฒนาที่ดินเปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน กลับพบว่าค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

 

โดยจากการทบทวนสถานการณ์ในปี 2559 - 2560ซึ่งได้มีการเข้าสำรวจพื้นที่จริง ทั้งที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และต้นไม้อย่างละเอียดพบว่ามีจำนวนมากกว่าที่ได้ประมาณการไว้ ขณะเดียวกันยังเกิดโครงการสำคัญตามแนวเส้นทางมอเตอร์เวย์ และบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้สภาพการใช้พื้นที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมซึ่งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นได้กำหนดราคาค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสภาพความเป็นจริง เคาะกรอบวงเงินเพิ่มขึ้นอีก 12,534 ล้านบาท รวมเป็นเงินค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมด 17,954 ล้านบาทนับเป็นงบประมาณที่สูงกว่าคาดการณ์ไว้มาก จึงเป็นต้นเหตุกระทบความก้าวหน้าของโครงการ

 

​อย่างไรก็ตาม จากปัญหางบประมาณค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ กรมทางหลวง ต้องรวบรวมปัญหาทั้งหมด เพื่อเสนอขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจากกระทรวงคมนาคม และคณะรัฐมนตรี (ครม.) กระบวนการแก้ไขปัญหาถูกลากยาวมาต่อเนื่องจากรัฐบาลก่อนหน้า จนท้ายที่สุดผลกระทบหลักไม่เพียงโครงการล่าช้า แต่พบว่ามีประชาชนกว่า 2,500 คน ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากยังไม่ได้รับค่าเวนคืนจำนวนรวมกว่า 4,000 รายการ และบางส่วนย้ายที่อยู่อาศัยเพื่อเตรียมส่งมอบที่ดินแล้ว แต่กลับไม่ได้รับเงินชดเชย

 

 

​ทั้งนี้ เมื่อครั้งการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 พบว่าประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ได้รวมตัวกันมาชุมนุมเรียกร้องบริเวณหน้าอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ เกียกกาย โดยมี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงมารับเรื่องที่บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา พร้อมรับปากกับประชาชนในวันนั้นว่า จะหาทางแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด

 

​ นับไทม์ไลน์จากการรับข้อร้องเรียนในวันนั้น รวมระยะเวลา 1 เดือน ที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้หารือร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจเช็ครายละเอียดของวงเงินที่ กรมทางหลวงจะเสนอขออนุมัติเพิ่มเติมอย่างรอบคอบ พร้อมสั่งการให้ กรมทางหลวงกลับไปดูราคาประเมินที่ดินให้ดี อย่าให้เป็นราคาเทียม เพราะเท่ากับเป็นการทุจริต โดยกระทรวงคมนาคมจะนำราคาประเมินที่ดินของสำนักงานที่ดินและราคาซื้อขายจริงๆ มาเปรียบเทียบกันด้วย ถ้าราคาถูกต้อง จึงจะอนุมัติและเสนอเรื่องสู่ที่ประชุม ครม.​

 

​โดยการทบทวนรายการค่าใช้จ่าย และประเมินราคาที่ดินอย่างรอบคอบอีกครั้ง ทำให้สามารถปรับลดวงเงินในส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปได้ จากวงเงินเดิมที่เคยเสนอขอจำนวน 12,534 ล้านบาท ลดลงเป็น 12,032 ล้านบาท หรือปรับลดลงราว502 ล้านบาทและเมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงนำเรื่องเสนอเข้าที่ประชุม ครม.นอกสถานที่ จังหวัดกาญจนบุรี ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุม โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ

 

​ สำหรับมติที่ประชุม ครม.ดังกล่าว เป็นผลให้กระทรวงคมนาคม สามารถเดินหน้าจ่ายค่าเวนคืนให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งขับเคลื่อนโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่ล่าช้านี้ได้ โดยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เตรียมจัดพิธีมอบค่าชดเชยการเวนคืนที่ดิน ในส่วนแรกวันที่ 13 ธ.ค.นี้ ซึ่งได้เรียนเชิญ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบค่าเวนคืนแก่ประชาชน เพื่อเป็นปฐมฤกษ์ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนกว่า 2,500 ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดินอย่างยุติธรรมและเหมาะสม

 

ขณะที่ กรมทางหลวงในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการได้เตรียมความพร้อมเดินหน้าโครงการดังกล่าวให้ต่อเนื่อง โดยล่าสุด นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดี กรมทางหลวงได้เชิญผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการดังกล่าว รวมทั้งหน่วยงานในสังกัดผู้รับผิดชอบเข้าหารือเพื่อเตรียมความพร้อมการทำงาน ขณะเดียวกันยังได้สั่งการให้ผู้รับจ้างเตรียมระดมอุปกรณ์เครื่องจักรและบุคลากรดำเนินงานโดยด่วน

 

 

เนื่องจากปัจจุบันโครงการล่าช้าไปกว่า2 ปี มีความก้าวหน้าแค่ 25% ภาพรวมถือว่าช้ากว่าแผนไปประมาณ56% เพราะที่ผ่านมาสามารถเข้าพื้นที่ได้เพียง 31% หากจ่ายค่าเวนคืนแล้วตามมติ ครม.แล้ว กรมทางหลวงก็จะสามารถเข้าพื้นที่ได้ทันที และกำหนดเร่งรัดงานก่อสร้างให้เสร็จตามแผนคืองานโยธาต้องเสร็จต้นปี 2566ส่วนงานร่วมลงทุนการดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) จะแล้วเสร็จหลังงานโยธาประมาณ 6 เดือน หรือราวกลางปี 2566 ดังนั้นประชาชนจะสามารถใช้บริการมอเตอร์เวย์สายใหม่ได้ในเดือนก.ย.2566

 

สำหรับมอเตอร์เวย์ สายบางใหญ่-กาญจนบุรี เป็นเส้นทางเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมสู่ภาคตะวันตก โดยมีจุดเริ่มต้นต่อเนื่องจากทางหลวงหมายเลข 9 สายกาญจนาภิเษก ถนนวงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก ผ่านพื้นที่ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ,อำเภอนครชัยศรี, อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม, อำเภอท่ามะกาและไปสิ้นสุดที่ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ระยะทางรวม 96.410 กิโลเมตร

 

ลักษณะโครงการเป็นทางหลวงพิเศษขนาด 4 ถึง 6 ช่องจราจร มูลค่าโครงการรวม 49,120 ล้านบาท ซึ่งการก่อสร้างงานโยธา มีจำนวนทั้งหมด 25 สัญญา เมื่อโครงการมอเตอร์เวย์ สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ก่อสร้างแล้วเสร็จ จะทำให้การเดินทางจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไปยังภาคตะวันตกของประเทศสะดวกมากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาค และช่วยพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่ง รวมถึงการท่องเที่ยว

 

นับระยะเวลาโครงการมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี ที่ติดหล่มก็ร่วม 3 ปี ประเทศไทยเสียโอกาสในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและหมุนเวียนงบประมาณเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไปมาก แต่ส่วนสำคัญที่สุดคือความเดือดร้อนของประชาชน จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อดีของการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังฉับไว และรอบคอบ ของ “ราชรถ 1” นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้โครงสร้างพื้นฐานเดินหน้าตามแผน สู่กลไกยกระดับขีดความสามารถของประเทศในอนาค


ลืมบอกไป.......! ว่าจะหาดูเทป "ดอกเตอร์ตอแหล" ได้จากที่ไหน? ที่ว่า "องค์ประชุมเราครบนะครับ"...... "มติเอกฉันท์นะครับ".......

ปิยบุตร "ยังเป็นคนอยู่หรือ?"
ประชาธิปัตย์ 'ก่อนศตวรรษ'?
ยำใหญ่ “ใส่ไข่” นายกฯประยุทธ์
'ผีบุญ' แนวทางศึกษา 'ทอน'
ประเดิมศกด้วย"ศึก ๒ สวน"
'ตำรวจกับผู้ร้ายในชีวิตจริง'