'อนค.-ธนาธร'โคม่า หึ่ง!กกต.ชี้เงินกู้ทำนิติกรรมอำพรางจ่อชงยุบพรรค!


   

    จับตา กกต.ถกปมเงินกู้ "อนาคตใหม่" 11 ธ.ค.นี้ สงสัยนิติกรรมอำพราง ชี้พิรุธจ่ายคืนแล้ว  5 งวด 26.8 ล้าน ห่างกันงวดละ 10 วัน เป็นเงินของใคร เบิกถอนจากไหน ชี้หากเป็นรายได้นำไปใช้หนี้เงินกู้ก็มีความผิด กก.บห.มีสิทธิ์ติดคุก เสนอศาล รธน.ยุบพรรคได้ "ศรีสุวรรณ" เปิดเอกสารลับเลขาฯ  กกต.ระบุเงินกู้ 161 ล้านเป็นเงินบริจาคผิด พ.ร.ป.พรรคการเมืองห้ามบริจาคเกิน 10 ล้านต่อปี ชงฟันอาญาเพิกถอนสิทธิ์ "ธนาธร"-กก.บห.5 ปี "ช่อ" โวยเอกสารหลุดมีใบสั่งยุบ อนค.
    เมื่อวันจันทร์ แหล่งข่าวเปิดเผยว่าจากกรณีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะพิจารณาเรื่องที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ให้เงินกู้แก่พรรคอนาคตใหม่  ในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ หลังจากคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน กกต.ได้รับพยานหลักฐานบางส่วนจากพรรคอนาคตใหม่ ในคดีกู้เงินนายธนาธรจำนวน 191 ล้านบาทนั้น กรณีดังกล่าวเป็นที่น่าจับตาว่าในการประชุมครั้งนี้ กกต.จะมีมติชี้ขาดเลยหรือไม่
    โดยมีรายงานว่า กกต.ได้ตั้งประเด็นตามคำร้องรวม 2 ประเด็น คือ 1.การกู้เงินดังกล่าวถือเป็นการบริจาคของบุคคลเกินกว่า 10 ล้านบาทต่อปีตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ 2.การกู้เงินดังกล่าวถือว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเข้าข่ายเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่ เพราะเมื่อพิจารณาข้อกฎหมาย มาตรา 62 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง  ไม่เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองกู้ยืมเงินมาดำเนินกิจการพรรคการเมืองได้ เช่นเดียวกับ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ปี 2550 ที่จะกำหนดให้พรรคสามารถมีรายได้อื่น และพรรคการเมืองในขณะนั้นก็มีการกู้เงินและนำมาลงบัญชีในหมวดรายได้อื่น 
    ขณะที่ในส่วนข้อเท็จจริงหากบอกว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินบริจาค ซึ่งกฎหมายกำหนดให้บริจาคได้เพียง 10 ล้านบาท หากจะบอกว่าที่เหลือเป็นการบริจาคเกินก็คงไม่ได้ และเมื่อพิจารณาจากเอกสารหลักฐานชี้แจงที่พรรคอนาคตใหม่ส่งมาส่วนหนึ่งนั้น ระบุว่าสัญญาเงินกู้ฉบับแรกเมื่อวันที่ 2 ม.ค.62 ที่พรรคอนาคตใหม่ทำสัญญากู้ยืมเงินจากนายธนาธร จำนวน 161,200,000 บาท และตามสัญญาระบุว่าพรรคจะมีการชำระเงินภายใน 3 ปี โดยในปีแรกจะชำระเงินกู้จำนวน 80 ล้านบาท ปีที่สอง 40 ล้าน และปีที่สาม 41 ล้านบาท ซึ่งพรรคได้งานมาว่าปัจจุบันเงินกู้ดังกล่าวได้ชำระแล้ว 26.8 ล้านบาท แบ่งเป็น 5  งวด ห่างกันครั้งละ 10 วัน และชำระเป็นเงินสดทั้งหมด ก็ยังมีข้อน่าสงสัยว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินของใคร  เบิกถอนมาจากไหน และเอาเข้าบัญชีใคร หรือถ้านำเงินที่เป็นรายได้ของพรรคตามกฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 62 มาชำระ ก็ยิ่งจะถือว่าผิดกฎหมาย เพราะกฎหมายมาตราดังกล่าวกำหนดเรื่องที่มารายได้ของพรรคไว้ 7 ประการ และไม่ให้นำรายได้เหล่านี้ไปใช้เพื่อการอื่นนอกจากการดำเนินกิจการของพรรค ซึ่งหากมีการนำรายได้ของพรรคไปจ่ายหนี้เงินกู้ก็จะมีความผิดตามกฎหมายอาญา กรรมการบริหารพรรคต้องติดคุก  
    ขณะเดียวกันก็จะต้องพิจารณาถึงรายรับรายจ่ายของพรรค ว่ามีการลงบัญชีเงินจำนวนนี้ไว้ในหมวดใด การรับบริจาคที่หากนำเงินบริจาคไปชำระคืนกระทบต่อยอดเงินบริจาคหรือไม่ และความสามารถของพรรคในการชำระหนี้ เพราะจากรายงานงบการเงินของพรรคอนาคตใหม่ในรอบปี 2561 ที่มีการรายงานต่อ กกต.เมื่อ เม.ย.62 ก็ยังมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้
สงสัยนิติกรรมอำพราง
     ดังนั้นการให้พรรคอนาคตใหม่กู้เงินจึงอาจจะเข้าข่ายของการเป็นนิติกรรมอำพราง เป็นการได้เงินมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งก็จะเข้าข่ายตามมาตรา 72 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ห้ามไม่ให้พรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะมีความผิดตามมาตรา 92 (3)  เป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคได้
    "เรื่องการกู้ยืมเงินเป็นกฎหมายเอกชน ยืมเงินมาต้องใช้ แต่คุณจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ในเมื่อกฎหมายห้ามไม่ให้เอาเงินรายได้ของพรรคไปใช้อย่างอื่น นอกเหนือจากเพื่อการดำเนินกิจการทางการเมืองของพรรค ซึ่งเงินกู้ไม่ถือเป็นกิจการทางการเมืองของพรรค เราจึงสงสัยว่าจะเป็นนิติกรรมอำพราง  กฎหมายตอนปี 50 เปิดช่องให้พรรคมีรายได้อื่นๆ พรรคจึงมีการกู้เงินจากคนที่เป็นนายทุน บุคคลนอกพรรค แล้วก็เกิดปัญหาการครอบงำโดยบุคคลคนเดียว กฎหมายปี 60 จึงมีการแก้ไข ตัดไม่ให้มีเรื่องของรายได้อื่นๆ ออก ให้พรรคไม่ใช้เงินเกินตัว โดยกำหนดไว้ว่าให้ใช้เงินจากทุนประเดิม ค่าสมาชิกพรรค  เพื่อไม่ต้องการให้เกิดการครอบงำจากบุคคลคนเดียวแล้วทำให้การเมืองผิดเพี้ยน เราก็อุตส่าห์ตัดระบบนี้ แต่เขาก็ยังมาทำแบบนี้อีก" แหล่งข่าวระบุ    
    ทั้งนี้หากในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว กกต.เห็นว่าเข้าข่ายมีความผิด ตามกฎหมายมีช่องทางที่  กกต.จะดำเนินการได้ 3 ช่องทาง คือ 1.กรณีเป็นความปรากฏต่อ กกต. ซึ่งหาก กกต.เห็นว่าเป็นความผิดยุบพรรคก็สามารถเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้เลย เช่นเดียวกับกรณียื่นให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ และให้วินิจฉัยสถานภาพ ส.ส.ของนายธนาธร ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยยืนยันว่า การใช้อำนาจในการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่เป็นความปรากฏอยู่ในอำนาจที่ กกต.ดำเนินการได้  
    2.ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นแล้วเสนอต่อ กกต.เพื่อพิจารณาอีกครั้ง และ 3.มีมติให้แจ้งข้อกล่าวหานายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่เพื่อให้มาชี้แจงข้อกล่าวหา เช่นเดียวกับที่ กกต.เคยทำในกรณีมีมติให้นายธนาธรมาชี้แจงกรณีถูกร้องเรื่องถือครองหุ้นสื่อ เพื่อดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 151  ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.
    ขณะที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้โพสต์ข้อความว่า  "ยุบ หรือ ไม่ยุบ ไม่ใช่หน้าที่ผมแล้วครับบบบ" พร้อมโพสต์เอกสารซึ่งเป็นความเห็นของ พ.ต.อ.จรุงวิทย์  ภุมมา เลขาธิการ กกต. มีเนื้อหาดังนี้ "ความเป็นเลขาธิการ กกต.สำนวนนี้ นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้ร้องที่ 1 นายสุวัชร สังขฤกษ์ ผู้ร้องที่ 2 ได้ร้องคัดค้านว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถูกร้องที่ 1 กระทำโดยไม่ชอบด้วยมาตรา 66 ประกอบมาตรา 124 และมาตรา 125 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 กล่าวคือการบริจาคเงินกว่า 10 ล้านบาท ให้แก่พรรคอนาคตใหม่ ผู้ถูกร้องที่ 2 เกินกว่า 10  ล้านบาทต่อปี
ชงยุบ อนค.ตัดสิทธิ์ กก.บห. 5 ปี
    พิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามรายงานการไต่สวนแล้วเห็นว่า สัญญากู้เงินสัญญากู้ยืมเงินระหว่างผู้ถูกร้องที่ 1 และที่ 2 จำนวน 161,200,000 บาท ฉบับลงวันที่ 2 มกราคม 2562 (เอกสารหน้า 125) นั้น นายนิติพัฒน์ แต้มไพโรจน์ เหรัญญิกพรรคอนาคตใหม่ ปฏิบัติหน้าที่แทนหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นผู้ลงนามในสัญญากู้อ้างว่าผู้ถูกร้องที่ 1 ให้ผู้ถูกร้องที่ 2 กู้เงินโดยจ่ายเป็นสำเนาเช็คเงินผู้จำนวน 1 ฉบับ โดยมีหลักฐานสำเนาเช็คหลักฐานการชำระหนี้คืนบางส่วน และรายงานการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ที่ลงมติให้กู้เงินจากผู้ถูกร้องที่ 1 ซึ่งจะส่งมาประกอบภายในวันที่  20 สิงหาคม 2562 แต่ก็ไม่ยอมส่งมาประกอบการพิจารณา จึงเป็นข้อพิรุธประกอบกับการกู้ยืมเงินมิได้เป็นรายได้ของพรรคการเมืองตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 62  (1)-(7) ซึ่งจะนำไปใช้ในการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง
    ดังนั้นจึงน่าเชื่อว่าเงินจำนวน 161,200,000 บาทดังกล่าว เป็นเงินบริจาค ซึ่งตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 66 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า 'บุคคลใดจะบริจาคเงินทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคการเมืองมีมูลค่าเกินกว่า 10 ล้านบาทต่อพรรคการเมืองต่อปีได้...' และวรรคสองบัญญัติว่า 'พรรคการเมืองจะรับบริจาคเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งมีมูลค่าเกินวรรคหนึ่งมิได้' และมาตรา 124 วรรค 1 บัญญัติว่า 'ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 66 วรรคหนึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 5 ปี' 
    และมาตรา 125 บัญญัติว่า พรรคการเมืองใดรับบริจาคเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดมูลค่าเกินที่กำหนดไว้ในมาตรา 66 วรรคสอง ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคมีกำหนด 5 ปี และให้เงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ส่วนที่เกินมูลค่าที่กำหนดไว้ตามมาตรา 66 ตกเป็นของกองทุน จึงเห็นควรดำเนินการดังนี้ 
    1.ดำเนินคดีอาญาแก่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถูกร้องที่ 1 ในความผิดตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 124 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 และขอให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งมีกำหนด 5 ปี 2.ดำเนินคดีอาญาแก่พรรคอนาคตใหม่ผู้ถูกร้องที่ 2 ในความผิดตามมาตรา 66 วรรคสองประกอบมาตรา 125 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 และขอให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่มีกำหนด 5 ปี และขอให้เงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดส่วนที่เกินมูลค่าที่กำหนดไว้ในมาตรา 66 ตกเป็นของกองทุน 
    จึงขอเสนอความเห็นพร้อมสำเนามาเพื่อประกอบการพิจารณาอันหนึ่งเนื่องจากเป็นกรณีเรื่องเร่งด่วนให้เสนอสำนวนต่อที่ประชุมกรรมการการเลือกตั้งพิจารณา" เอกสารระบุ 
'ช่อ' โวยใบสั่งการเมือง
     ด้าน น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ แถลงว่า กรณีเอกสารที่หลุดออกมานั้นทำให้เกิดความน่าสงสัยว่า การดำเนินการของ กกต.เป็นไปโดยมีธงทางการเมืองและใบสั่งทางการเมืองหรือไม่ เพราะรายละเอียดในเอกสารนี้ได้ชี้นำคดีไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าจะให้นายธนาธรและกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่มีความผิดในคดีอาญา ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ต้องอย่าลืมว่าใบสั่งทางการเมืองสามารถมีได้มากกว่าหนึ่งใบเสมอ พรรคได้รับรายงานมาจากแหล่งข่าวเช่นกันว่า กำลังมีความพยายามที่จะทำให้คดีนี้นำไปสู่การวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญและนำไปสู่การยุบพรรคอนาคตใหม่ ทั้งๆ ที่คดีนี้ฐานความผิดไม่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคเลยแม้แต่น้อย ไม่สามารถนำไปสู่การยุบพรรคได้ตามตัวบทกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้พรรคมีข้อสังเกตว่า ในขณะนี้อาจมีใบสั่งทางการเมืองไม่ใช่แค่ใบเดียว แต่มีสองใบหรือไม่ คือทั้งจะดำเนินคดีอาญาตัดสิทธิ์ทางการเมืองนายธนาธรและกรรมการบริหารพรรค 5 ปี พร้อมกับนำเรื่องขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การยุบพรรคให้ได้ด้วย จึงขอให้ประชาชนได้ช่วยกันจับตามองในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
    น.ส.พรรณิการ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าจะพอทำให้เห็นได้ว่าเรื่องของธงหรือใบสั่งทางการเมืองอาจจะเป็นเรื่องจริง คือกรณีที่ กกต.ไม่รอให้คณะอนุกรรมการสอบสวนคดี บ.วี-ลัค มีเดีย สอบสวนให้แล้วเสร็จก่อน แต่กลับส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญไป โดยที่ยังเรียกพยานในคดีดังกล่าวไปสอบอยู่ พรรคอนาคตใหม่ได้ยื่นฟ้อง กกต.ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบไปแล้ว แต่ปรากฏว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กกต.กลับยังคงไม่ยอมรับ และออกมายืนยันว่าปฏิบัติหน้าที่โดยชอบแล้ว  โดยอ้างว่าที่ กกต.เรียกตัวพยานมาสอบนั้นเป็นเรื่องคดีอาญา ทางพรรคขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากเอกสารเรียกพยานมาสอบทุกฉบับ ไม่มีฉบับใดที่ระบุว่าเป็นการสอบในคดีอาญาดังที่ กกต.กล่าวอ้าง 
    "ในทางกลับกัน เอกสารทุกฉบับระบุว่าเป็นการสอบในความผิดฐานมีลักษณะต้องห้ามการเป็น ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) กกต.พูดแบบนี้ต่อสังคมหมายความว่าอย่างไร นี่เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีความเป็นไปได้ว่า กกต.มีธงทางการเมือง อนุฯ ยังสอบไม่เสร็จกลับส่งเรื่องสู่ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ทั้งๆ ที่อนุฯ สอบประเด็นเดียวกันไม่ใช่คดีอาญา ขอให้ กกต.ตอบเรื่องนี้ด้วยเพื่อความกระจ่างต่อสังคม ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.เป็นไปโดยชอบ ไม่มีธงทางการเมืองแบบที่สังคมกำลังสงสัย" น.ส.พรรณิการ์กล่าว.


สมัยก่อน......... เรือสำเภา มีหินเป็น "ตัวอับเฉา" ถ่วงท้องเรือ กันเรือโคลง สมัยนี้...... ประชาธิปไตยเลือกตั้ง มี ส.ส.เป็น "ตัวอับเฉา" ถ่วงประเทศ กันบ้านเมืองเจริญ!

แรงจูงใจของอาชญากร
ที่ไม่ได้วินิจฉัย 'ใช่ว่าไม่ผิด'
'ศิษย์หนุ่มกับอาจารย์ทารก'
๒๑ มกรา 'มีใครจะลาบวช?'
ดิ้นกันไปเมื่อรู้ว่า 'ใกล้เมรุ'
ปิยบุตร "ยังเป็นคนอยู่หรือ?"