ดีเอสไอชงอัยการ สั่งฟ้อง‘ชัยวัฒน์’ ฆาตกรรม‘บิลลี่’


เพิ่มเพื่อน    

  "ดีเอสไอ" ส่งสรุปสำนวนสั่งฟ้อง "ชัยวัฒน์" กับพวกคดีฆาตกรรม "บิลลี่" ให้อัยการแล้ว "ทนายสุรพงษ์" ชี้สร้างความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมไทยให้ทั่วโลก รองโฆษกอัยการฯ เผยตั้งอัยการพิเศษสำนักงานคดีพิเศษ 1 เป็นหัวหน้าคณะทำงาน พิจารณาสำนวนให้แล้วเสร็จภายในเงื่อนเวลา 

    เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.ท.เชน กาญจนปัทม์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค ดีเอสไอ, นายสุรพงษ์ กองจันทึก ทนายความ และ น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือมึนอ ภรรยาของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิชุมชน ชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย จ.เพชรบุรี ซึ่งบิลลี่หายสาบสูญไปในปี 2557 ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนคดีฆ่าบิลลี่ โดยมีความเห็นสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ผอ.ทสจ.) ปัตตานี อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ผู้ต้องหาที่ 1, นายบุญแทน บุษราคำ ผู้ต้องหาที่ 2, นายธนเสฏฐ์ หรือไพฑูรย์ แช่มเทศ ผู้ต้องหาที่ 3 และนายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ ผู้ต้องหาที่ 4 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวทำร้าย ร่วมกันฆ่าอำพรางศพ และข้อหาอื่น
    พ.ต.ท.เชนกล่าวว่า ดีเอสไอจะนำสำนวนคดีฆาตกรรมบิลลี่ส่งให้พนักงานอัยการพิจารณา เพื่อสั่งฟ้องคดีต่อศาล โดยสำนวนคดีของดีเอสไอพร้อมหลักฐานมีจำนวน 17 แฟ้ม 3 ลัง ยืนยันว่าที่ผ่านมาดีเอสไอได้ทำการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานในคดีนี้อย่างละเอียดและครบถ้วนที่สุด ส่วนกรณีที่นายชัยวัฒน์และพวก ก่อนหน้านี้ได้ปฏิเสธไม่ยอมให้การในชั้นสอบสวน แต่ได้เปลี่ยนใจร้องขอ โดยระบุว่าจะขอยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร พนักงานสอบสวนได้ให้เวลาถึงวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา แต่นายชัยวัฒน์ก็ไม่ได้ส่งคำให้การมาแต่อย่างใด จึงต้องสรุปสำนวนส่งอัยการ
    ด้านนายสุรพงษ์กล่าวว่า การทำคดีของดีเอสไอทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะบิลลี่เป็นนักต่อสู้เพื่อนักสิทธิมนุษยชน ที่ผ่านมาบิลลี่ไม่เคยมีศัตรู การสั่งฟ้องในครั้งนี้เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ต่างประเทศทั่วโลกเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยมีมาตรฐานเป็นไปตามหลักสากล และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน
    ส่วน น.ส.พิณนภากล่าวว่า รู้สึกดีใจและพอใจกับการทำงานของดีเอสไอ ทำให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมยังมีอยู่จริง เมื่อคดีเดินเข้ามาถึงจุดนี้ก็ไม่มีใครมาข่มขู่คุกคาม และได้รับการดูแลจากกระทรวงยุติธรรมเป็นอย่างดี 
    ต่อมาพนักงานสอบสวนดีเอสไอได้เข้าพบนายฐาปนา ใจกลม อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เพื่อส่งมอบสำนวนพร้อมความเห็นสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์กับพวก โดยนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า ภายหลังได้รับสำนวนคดีพิเศษที่ 13/2562 ที่กล่าวหาและมีความเห็นสมควรสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์กับพวก รวม 8 ข้อหา ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ, ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ร่วมกันมีอาวุธฯ, ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นฯ, ร่วมกันปล้นทรัพย์, ร่วมกันอำพรางศพ, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ในสำนวนมีเอกสารหลักฐาน 17 แฟ้ม รวม 5,850 หน้า ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 4 ให้การปฏิเสธ แล้วนายฐาปนามอบสำนวนให้นายชวรัตน์ วงศ์นะบูรณ์ อัยการพิเศษสำนักงานคดีพิเศษ 1 รับผิดชอบตรวจพิจารณาสำนวนและทำความเห็นเสนอตามลำดับชั้น
    อย่างไรก็ดี เนื่องจากตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 ยังอยู่ในระหว่างการฝากขังชั้นสอบสวน ซึ่งขณะนี้พนักงานสอบสวนได้ฝากขังครั้งที่ 4 ไว้แล้ว และจะครบกำหนดในวันที่ 29 ธ.ค.นี้ ถือว่าตัวอยู่ในอำนาจการฝากขังของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เป็นการส่งสำนวนให้อัยการเฉพาะเอกสาร ส่วนตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 ก็ได้รับการประกันตัวในชั้นฝากขังอยู่แล้ว จึงไม่ต้องนำตัวมาพบกับอัยการ โดยประมวลวิธีพิจารณาความอาญากำหนดว่า เมื่อพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนเสร็จสิ้น ให้ส่งสำนวนพร้อมตัวผู้ต้องหากับพนักงานอัยการ เว้นแต่ระหว่างนั้นตัวผู้ต้องหาได้ฝากขังไว้ต่อศาลอยู่แล้ว กรณีของนายชัยวัฒน์เข้าข่ายดังกล่าว ขณะที่คดีนี้สามารถยื่นฝากขังได้ 7 ครั้ง ครั้งละ 12 วัน 
    นายประยุทธกล่าวต่อว่า คดีนี้เป็นคดีสำคัญ อธิบดีอัยการจึงได้มอบหมายให้พิจารณาสำนวนในรูปแบบคณะทำงานอัยการ โดยมีอัยการพิเศษสำนักงานคดีพิเศษ 1 เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ในทางปฏิบัติก็จะพิจารณาคดีโดยรวดเร็ว โปร่งใส และให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย คณะทำงานก็จะเร่งพิจารณาสำนวนด้วยความรอบคอบให้ทันภายในกำหนดฝากขังครั้งสุดท้าย หากอัยการมีความเห็นสั่งคดีไปในทางใดก็จะแจ้งให้ผู้ต้องหารับทราบผลต่อไป ส่วนการยื่นร้องขอความเป็นธรรมนั้น ยังไม่มีข้อมูลว่า น.ส.พิณนภา ในฐานะผู้เสียหายมายื่นคำร้องใดให้พิจารณาเพิ่มเติม
    “สำนวนนี้ส่งเข้ามาในช่วงจะครบฝากขังครั้งที่ 4 จากกรอบระยะเวลาการฝากขัง อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษและอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 โดยหลักการท่านจะรู้อยู่แล้วว่าการพิจารณาสำนวนคดีมีเงื่อนเวลาเกี่ยวข้อง ซึ่งเหลือเวลาอีก 40 วัน ดังนั้นก็จะพิจารณาสำนวนให้แล้วเสร็จภายในเงื่อนเวลา หากไม่มีเหตุจำเป็นให้ล่วงเลยระยะเวลาฝากขังที่กฎหมายกำหนดไว้สูงสุด 7 ครั้ง” นายประยุทธกล่าวย้ำ
    ด้าน นายพรชัย พฤกษ์พิชัยเลิศ ทนายความของนายชัยวัฒน์ เปิดเผยว่า ในการส่งสำนวนของดีเอสไอให้อัยการนั้น ตนก็เพียงทราบจากข่าวที่สื่อมวลชนเผยแพร่ ดีเอสไอไม่ได้แจ้งเรื่องส่งสำนวนให้เราทราบ ส่วนนายชัยวัฒน์กับพวกจะยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการ ในการพิจารณาประเด็นใดเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ตนยังไม่ได้พูดคุยหารือกับตัวลูกความ ต้องรอหารือกันก่อน ที่ผ่านมาเราไม่เคยเห็นพยานหลักฐานในสำนวน จึงไม่ทราบว่ามีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ก็ต้องให้อัยการพิจารณาสำนวน แล้วเมื่อมีความเห็นจะแจ้งนัดให้ผู้ต้องหามารับทราบต่อไป ระหว่างนี้นายชัยวัฒน์กับพวกก็ต้องไปรายงานตัวกับศาลตามเงื่อนไขการประกันตัวทุกนัด ซึ่งนัดล่าสุดจะต้องรายงานตัวต่อศาลอีกครั้งในวันที่ 2 ม.ค.2563.


สนใจกันทำไม.....?กับแถลงการณ์เนื้อหาบ่งบอก "คนถ่อย-คนเถื่อน" เขียน ถ้าระดับ "ตัวแทนประเทศ" เขียนแถลงการณ์นั้น.......

จบที่ 'ไม่ยอมจบ' ของทอน
ภาวะโลก "Covid-19" เซตซีโร
'บทบาท กมธ.ที่น่าทบทวน'
เรื่องกฎหมาย 'สไตล์ปิยบุตร'
พงศกร 'สะท้อนภาพ' ธนาธร
จะเอาให้ 'เผาศาล' กันใช่มั้ย?