รุมขย่มปีหนู‘เศรษฐกิจ’ส่อโคม่า


เพิ่มเพื่อน    

 

เศรษฐกิจไทยปี 63 ยังโคม่า "พิชัย" สอนมวยบิ๊กตู่-ทีมเศรษฐกิจ กางข้อผิดพลาด  รัฐบาลแก้ปัญหามั่วนิ่มทำประชาชนเดือดร้อนสาหัส ฟันธง ศก.ซบเซาโตแค่ 2 เปอร์เซ็นต์กว่า  "กรณ์" เอาด้วย ขย่มรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงต่างคิดเองทำเอง แม้ขยันแต่ไม่ช่วยอะไรมากหากยุทธศาสตร์คลุมเครือ ชี้หลายปัจจัยส่งสัญญาณน่าห่วง 

    เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าววิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจในปี 2563 ว่า เศรษฐกิจโลกอาจจะไม่แย่นัก เนื่องจากความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจะถดถอยได้ผ่อนคลายลง คนสหรัฐฯ 67% มีความเชื่อว่าเศรษฐกิจของตนจะดีขึ้น ดัชนีดาวโจนส์ก็ยังทำลายสถิติขึ้นสูงสุดอีกครั้ง ในขณะที่เศรษฐกิจของอียูก็ยังทรงๆ คงต้องจับตาผลกระทบของเบร็กซิตกันต่อไป แต่เศรษฐกิจจีนอาจจะยังไม่ดีนัก การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจน่าจะต่ำกว่าปีนี้ สงครามการค้าน่าจะยังเป็นปัญหา หนี้เสียในระบบการเงินมีเป็นจำนวนมากและจะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นให้จีน ถึงแม้เศรษฐกิจโลกจะไม่แย่นัก แต่เศรษฐกิจไทยน่าจะย่ำแย่ต่อเนื่องจากปัจจัยการส่งออกยังมีแนวโน้มที่ย่ำแย่ 
    นายพิชัยวิเคราะห์ว่า การส่งออกของไทยในปีหน้ายังคงไม่ฟื้น อย่างเก่งก็ทรงๆ เท่าปีนี้ที่ติดลบมาก หรือถ้าขยายได้ก็ไม่น่าถึง 1% โดยอาจจะมีแนวโน้มที่ติดลบได้ จากอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออกของไทยที่เริ่มจะล้าสมัย และการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ยังมีน้อยมาก การลงทุนที่ลดลงและตกต่ำมาตลอด 5 ปีกว่าส่งผลให้การส่งออกไม่ขยายตัว อีกทั้งปีหน้าไทยจะถูกสหรัฐฯ ตัดจีเอสพีในสินค้าหลายรายการอีกด้วย ยิ่งจะทำให้การส่งออกของไทยแย่ลง ขณะเดียวกันการลงทุนภาคเอกชนทั้งจากต่างประเทศและในประเทศยังคงอยู่ในระดับต่ำ แม้จะมีการโยกย้ายการลงทุนจากประเทศจีนมายังไทยบ้างเพื่อหนีสงครามการค้า แต่ก็ไม่น่าจะมีปริมาณมากนัก และการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูงมีไม่มาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่จะทำให้เกิดคลัสเตอร์แทบจะไม่มีเลย ในขณะที่นักลงทุนไทยยังคงลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนการบริโภคของประชาชนยังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากรายได้ของประชาชนไม่เพิ่มแถมยังลดลง รัฐบาลไม่ได้ทำตามนโยบายที่จะเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10% เพิ่มเบี้ยคนชราเป็น 1,000 บาท ฯลฯ ตามที่สัญญาไว้ อีกทั้งรัฐบาลไม่ได้มีนโยบายอื่นที่จะเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนอย่างถาวรนอกจากการแจกเงิน ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐยังคงมุ่งการแจกเงินเป็นหลัก มากกว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลดำเนินอย่างล่าช้า ตลอด 5 ปีกว่าแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย ความสามารถในการแข่งขันของไทยจะยังคงย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง
    "เศรษฐกิจไทยในปี 2563 ยังคงจะซบเซา เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยควรจะต้องมีการเจริญเติบโต 5% เป็นอย่างต่ำ และยุทธศาสตร์ชาติก็กำหนดเช่นนั้น ซึ่งรัฐบาลสอบตกมาตลอด 5 ปี จึงทำให้เศรษฐกิจซบเซาต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ปัญหาที่น่ากังวลสำหรับปีหน้าคือ การว่างงานที่จะเพิ่มสูงขึ้นถึงกว่า 500,000 คน จากการลงทุนที่ลดลงทำให้การจ้างงานไม่เพิ่ม อีกทั้งยังจะมีโรงงานจำนวนมากที่จะปิดตัวเพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมของไทยที่เริ่มจะล้าสมัย รวมถึงปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าที่ตอนนี้แข็งค่าทะลุ 30 บาทแล้ว จะส่งผลต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย ความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนอาจจะทนลำบากกันไม่ไหว และหมดหวังว่ารัฐบาลนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนี้ได้แล้ว" นายพิชัยระบุ
    นอกจากนี้ นายพิชัยกล่าวย้ำเตือนรัฐบาลว่า รัฐบาลมีผลงานที่ย่ำแย่และเสื่อมเสียให้ประชาชน 10  ผลงาน ดังนี้ 1.ผลงานการทำทุกวิถีทางเพื่อจะเป็นรัฐบาลเพื่อสืบทอดอำนาจ โดยใช้ทุกกลยุทธ์โดยไม่คำนึงถึงหลักการ ความถูกต้อง และจริยธรรม 2.ผลงานทำประเทศไทยย้อนยุคถอยหลังกลับไป 30 ปี  ด้วยรัฐบาลผสม 19 พรรค 3.ผลงานทำให้ประเทศไทยเป็นคนป่วยของอาเซียน และยิ่งป่วยหนักโดย 5  ปี เศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ยต่ำมากเพียง 3% เท่านั้น และหลังเลือกตั้งแล้วกลับลดต่ำลงอีก ปีนี้น่าจะเหลือเพียง 2.5% เท่านั้น และปีหน้าก็น่าจะพอๆ กันคือประมาณ 2% กว่าเท่านั้น
        4.ผลงานแต่งตั้งบุคคลที่มีประวัติพัวพันยาเสพติดเป็นรัฐมนตรี โดยมีการเสนอข่าวกระจายไปทั่วโลก 5.ผลงานที่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลบุกป่าสงวนฯ แล้วยังไม่ถูกดำเนินคดี 6.ผลงานทำให้เกิดมี ส.ส.งูเห่าที่ไม่เคยมีมานานมากแล้ว โดย ส.ส.ได้ย้ายจากพรรคฝ่ายค้านมาอยู่กับพรรคฝั่งรัฐบาล แถมรัฐบาลยังภูมิใจนำออกโชว์อย่างไม่ละอายใจ 
    นายพิชัยกล่าวต่อไปว่า เรื่องที่ 7.ผลงานการไม่ทำตามนโยบายที่หาเสียงและให้สัญญากับประชาชนไว้ ทั้งค่าแรง 400-425 บาท ราคาสินค้าเกษตร ลดภาษีบุคคลธรรมดา 10% เบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 1,000 บาท ฯลฯ 8.ผลงานที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจไม่มีความรู้ทางเศรษฐกิจ โดยอิเหนาเมาหมัด  9.ผลงานการทำลายความเชื่อมั่นของประเทศจากข่าวสารด้านลบที่กระจายไปทั่วโลก อีกทั้งทำให้ Rule  of Law ของประเทศไทยบิดเบือนไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ และยิ่งทำลายความมั่นใจของนักลงทุน 10.ผลงาน ถูกประชาชนแสดงอาการเบื่อให้เห็นต่อหน้า และเป็นตัวแทนของประชาชนจำนวนมากที่เบื่อนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดนี้ 
    "อิเหนาเมาหมัด ต้องถามตัวเองมากกว่าว่ามีผลงานอะไรที่ประชาชนจำได้บ้าง นอกจากการแจกเงินที่ไม่จำเป็นต้องใช้สมองในการคิดแต่อย่างใด และยังถูกไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์ท้วงติงอีกต่างหาก ว่าไม่เกิดประโยชน์และไม่พัฒนาความสามารถแข่งขันของประเทศ หากรัฐบาลรู้ตัวว่าไม่ไหวก็ไม่ควรจะฝืนอีกต่อไปแล้ว น่าจะให้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารจะดีกว่า ประเทศจะได้ไม่ล้าหลังและย่ำแย่ลงไปอีก" นายพิชัยระบุ
    นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Korn  Chatikavanij พยากรณ์ถึงเศรษฐกิจไทยในปีหน้าว่า "สิ้นปีนี้เราพอสรุปได้ว่าปัญหาเศรษฐกิจปีหน้าท้าทายแน่นอน และการที่รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงต่างคิดเองทำเองอย่างขยันขันแข็งจะไม่ช่วยอะไรมากนัก หากยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนและสอดคล้องกัน มีคนถามว่าที่บาทแข็งแสดงว่าเศรษฐกิจต้องดีไม่ใช่หรือ คำตอบคือไม่ใช่เสมอไป และตอนนี้ไม่ใช่แน่นอน - เหตุผลหลักที่บาทแข็งเป็นเพราะดุลบัญชีเดินสะพัดเราเกินดุลอย่างมาก ซึ่งล่าสุดเดือนพฤศจิกายนเราเกินดุล 3.4 พันล้านดอลลาร์ ทั้งๆ ที่การส่งออกติดลบกว่า 7% ซึ่งเป็นเพราะการนำเข้าเราลดลงมากกว่า คือกว่า 9% ซึ่งเป็นสัญญาณไม่ดีเพราะที่ลดหนักที่สุดคือการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ และก็สอดคล้องกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะยานยนต์ลดลงกว่า 21% เทียบกับปีที่แล้ว
    การใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมเราลดลงเหลือเพียง 63.2% ซึ่งตํ่ามาก และการบริโภคภายในประเทศก็ลดลง ที่น่าจะเป็นตัวช่วยเร็วๆ นี้คือการใช้เงินภาครัฐ เพราะปีนี้งบประมาณออกช้า จึงทำให้เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาการใช้งบรัฐลดลงเกือบ 30% จากปีก่อนหน้านี้! อาทิตย์หน้างบปี 63 ก็จะผ่านแล้วสถานการณ์น่าจะดีขึ้น แต่ปัญหาคืองบส่วนใหญ่เป็นงบรายจ่ายประจำ อิมแพคจริงๆ จึงค่อนข้างน้อย"
    อดีต รมว.การคลังย้ำว่า เราโทษเรื่องเศรษฐกิจโลก/สงครามการค้า ฯลฯ ได้ แต่เราต้องยอมรับว่าปัญหาทั้งหมดไม่เป็นเพียงเพราะเงื่อนไขจากภายนอก ถ้าเป็นเช่นนั้นประเทศอื่นก็ควรมีปัญหาเหมือนเรา แต่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเราช้ากว่าเกือบทุกประเทศเพื่อนบ้านเรา
    "ผมเชื่อว่าปัญหาเราเป็นปัญหาโครงสร้างที่ยังไม่มีใครแก้ไขจริงจัง โครงสร้างนี้ทำให้การพัฒนา อำนาจ และการเข้าถึงทรัพยากรกระจุกตัว คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ต้องแก้ตรงนี้โดยเร็วครับ จึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดนวัตกรรม และเกิดการลงทุน ผมเอาใจช่วยรัฐบาลนะครับ มีรัฐมนตรีท่านหนึ่งที่มีแนวคิดที่สอดคล้องกับสิ่งที่ผมอยากจะเห็น" อดีต รมว.การคลังระบุ.
    


"บ้านเมืองไทย" ก็เหมือนตะกร้าตอนไปจ่ายตลาด ไม่ได้มีของที่ต้องกิน-ต้องซื้อยัดลงตะกร้าอย่างเดียว ฉะนั้น...... อย่าไปจดจ่ออยู่กับเรื่องใด-เรื่องหนึ่งโดยเฉพาะจนจับเจ่า ชีวิตจะเฉาเปล่าๆ

"กระมิด-กระเมี้ยนอยู่ทำไม"?
'๒๕๖๓ คณาจารย์ร่านเมือง'
ใครทน 'ธรรมศาสตร์ไม่ทน'?
สารพันวันประเทศ 'ฝีแตก'
ชนชั้น 'นิสิต-นักศึกษา'
เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส