ท่องเที่ยว "ดิสรัปท์เมืองกรุง"


เพิ่มเพื่อน    

              ๔-๕ ปีที่ผ่านมานี้......

                บ้านเมืองเรา โดยเฉพาะ "กรุงเทพฯ" เปลี่ยนไปมาก

                ใช้คำว่า "เปลี่ยน" อาจไม่เก็ต

                ต้องใช้คำว่า disrupt!

                หลายคน โดยเฉพาะรุ่นใหม่ใฝ่ต่ำ อย่างพวกธนาธร ปิยบุตร ต้องค้านสุดติ่ง แล้วถาม  ไหน....มันดิสรัปท์ตรงไหน?

                ก็เห็นใจนะ....

                เงยหน้าจากหัวแม่ตีนสิ!

                แล้วจะได้สัมผัสสภาพสังคมจริงรอบตัว ว่าวันนี้ มันดิสรัปท์ เป็นรูปธรรมจับต้องได้มากมายขนาดไหน?

                อย่าง วันที่ ๑ มกรา. "วันปีใหม่"

                สำหรับผม นอกจากเป็นวันปีใหม่เหมือนกับคนทั้งโลกแล้ว ยังเป็น Thaipost Day ลิมิเต็ด

                คือใน ๓๖๕ วัน........

                วันที่ ๑ มกรา.ของทุกปี ไทยโพสต์ "หยุดพิมพ์-หยุดขาย-หยุดทำงาน" ทั้งหมด หนึ่งวัน!

                ผมก็เลยถือโอกาสวันนี้ ออกสำรวจ "กรุงเทพฯ ยุคดิสรัปท์"

                สืบเนื่องจากว่า หลายวันก่อน ได้ท่องโลกอินเทอร์เน็ต ใครไม่รู้ จำชื่อไม่ได้ เขาโพสต์ข้อความว่า

                "ก่อนมี คสช. รู้จักรถไฟฟ้าแค่ 3 สาย

                คือ BTS, MRT กับ Airport Link เพราะวิ่งแค่ระยะทางเดิมๆ สั้นๆ

                แต่ตอนนี้มีรถไฟฟ้าให้จำถึง 14 สาย"

                ก็สะดุดใจกึ๊ก.......       

                เออ จริงด้วย ตั้งแต่สมัยพลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าฯ กทม.ให้กำเนิดรถไฟฟ้า BTS ของคุณคีรี กาญจนพาสน์ เมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว

                ผ่านมากี่รัฐบาลประชาธิปไตยล่ะ ก็ด้วนกระโดนโด่อยู่แค่นั้น จนมาปี ๒๕๕๗ ยุครัฐบาลเผด็จการ คสช.นี่แหละ

                รถไฟฟ้า เจาะมุดดิน เหินขึ้นฟ้า ไม่รู้กี่สาย-กี่สี จนเวียนหัวจะจำ ผุดเหมือนเห็ดบ้าฝน

                ก็อย่างคนที่เขาโพสต์นั่นแหละว่า ตอนนี้มีถึง ๑๔ สาย

                เฮ้ย....

                นี่มัน เผด็จการดิสรัปท์ชัดๆ เลยนี่ (หว่า)!

                อันที่จริง บ้านผมกับย่านรถไฟพหลโยธิน คือแถวๆ สวนจตุจักร ไม่ใกล้-ไม่ไกล แต่เหมือนลูกตากับขนตา มาไม่ได้-ไปไม่ถึง

                ต้องขึ้นทางด่วน ผ่านวันละ ๒ เที่ยว

                เห็นทุ่งโล่ง ย่านพหลฯ เป็นสถานที่ให้หมาขี้มาเป็นสิบๆ ปี

                มา ๔-๕ ปีหลังนี้.....

                ต้องบอกว่า ค่าที่ผ่านทุกวัน เห็นทุกวัน ผมจึงเหมือนนกไม่เคยมองเห็นฟ้า ปลาไม่เคยมองเห็นน้ำ

                คือ จากทุ่งหมาขี้ มาสังเกตอีกทีตอนนี้ เฮ้ย...อะไรวะ?

                ทางรถไฟลอยฟ้าระเกะระกะก่ายเหนือหัวทั้งซ้าย-ขวาไปหมด มองลงไปข้างล่าง

                เฮ้ย...อะไรวะ สถานีรถไฟหัวลำโพง ว่าโอ่อ่าใหญ่โตแล้ว แต่นี่ "ศูนย์บางซื่อ-พหลโยธิน"

                มันกว้างขวางใหญ่โตมโหฬาร CLMV บานตะไท

                มองจากทางด่วนลงไป เห็นรางรถไฟเหมือนกองทัพกิ้งกือยุ่บยั่บ ไม่รู้กี่สิบ-กี่ร้อยราง จนน่ากลัวลูกล้อรถไฟจะสีกันตาย

                ทั้งเร็วสูง เร็วต่ำ เร็วลอยฟ้า เร็วหวานเย็น สารพัดมารวมศูนย์เร็ว ย่านรถไฟพหลโยธินที่เคยเวิ้งว้าง-ว่างเปล่า

                ไปดูกันซะ แล้วจะร้อง นี่มันเผด็จการเนรมิตแหงๆ

                เพราะถ้าประชาธิปไตยสร้าง.........

                กว่าจะเป็นรูปร่างอย่างวันนี้ได้ เร็วที่สุด ต้อง ๑๐-๑๕ ปีขึ้น และมันต้องไม่เงียบอย่างนี้

                ป่านนี้ มันต้องมีข่าว "ค่าหัวคิว" ฉาวแล้วไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ?

                แต่นี่เงียบฉี่....

                ไอ้เผด็จการหน้าโง่ โครงการหมื่นล้าน-แสนล้าน มึงไม่ฟัน เอาแต่ดูดขี้ฟันตัวเองกินอยู่ได้!

                เนี่ย..........

                พอถอยห่างออกมานิด แล้วมองย้อนกลับ ดูความเป็นไปของบ้านเมือง ก็ต้องยกมือทาบอก

                ร้องเหมือนคุณหญิงวาด...ว้าย อุ๊ย ตายแล้ว 

                กรุงเทพฯ ฉั้น ดิสรัปท์ ปรับสภาพสู่ยุค Big Data ด้วย IOT, AI และ Cloud แค่ ๔ ปี ๕ ปี ถึงปานนี้เชียวหรือนั่น?

                เมื่อวันปีใหม่ เพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

                จึงชวนเพื่อนมกร์ ออกสำรวจความเป็นไปของบ้านเมืองที่เผลอแผล็บเดี๋ยว "เปลี่ยนไป" แทบไม่รู้สึกตัว

                ตกลงกันว่า ทำตัวเหมือน "บ้านนอกเข้ากรุง" โดยไปตั้งต้นชีวิตใหม่กันที่เยาวราช

                โบกเรียกแท็กซี่ เข้าเขตวัดไตรมิตร จากถนนโล่งเป็นจราจรแออัด

                นึกว่าอยู่เมืองจีน.....

                นักท่องเที่ยวชาวจีนมาไว้หลวงพ่อทองคำวัดไตรมิตรกันเหมือนมดปลวกแตกรัง ร้านอาหารแผงลอยบริเวณนั้น ขายดียิ่งกว่าแจกฟรี

                พอเข้าไปย่านเยาวราช ซัก ๕ โมงเช้าเห็นจะได้ พ่อเจ้าประคุณเอ้ย ผมสองคน กลายเป็นไทยพลัดถิ่นเข้าไปในดงจีน

                จีนที่ว่า ไม่ได้หมายถึงเยาวราชถิ่นคนจีน

                แต่หมายถึงผู้คนทั้งย่าน ทั้งถนน นักท่องเที่ยวจีนร้อยละ ๘๐ เป็นฝรั่งและชาติอื่นอีกซัก ๕-๘%

                นอกนั้น "เจ้าภาพ" คือคนไทย เจ้าบ้าน-เจ้าเมือง ที่ท่อกแท่ก เดินตัวลีบ หมดปัญญาแย่งกิน เพราะแต่ละร้าน คิวยาวยิ่งกว่าคิ้วไซซี

                ผ่านร้านทอง "ทุกร้าน" เยาวราช

                ไหน...ใครว่าเศรษฐกิจไม่ดี ชาวบ้าน จน เครียด?

                แม่เจ้าโว้ย แย่งกันซื้อทองทะลักร้าน จนมองไม่เห็นทองที่เรียงรายอะร้าอร่ามในตู้ เพราะหัวคนบังดำมืดไปหมด!

                มีอยู่ยุค นักการเมืองคนหนึ่ง ลืมไปแล้วชื่ออะไร เขาพูดความจริงว่า

                "ความจนไม่มีในหมู่คนขยัน"

                ปรากฏว่าเละคาที่!

                ทั้งสื่อ ทั้งนักการเมือง ทั้งพวกจริตสังคม รุมสับ-รุมด่าขรม ว่าพูดจาดูถูก-ดูแคลน เหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

                เรื่องจน เรื่องขยัน เป็นคนละเรื่อง หรือคนละเรื่องเดียวกัน ผมว่า มันขึ้นอยู่กับ "มุมทัศนะ" ของแต่ละคน

                สมมุติ คืนนี้ มีลิเกมาปิดวิก........

                คนส่วนหนึ่ง บอก ดีเว้ย...คืนนี้ เราจะเที่ยวกัน

                แต่คนอีกส่วน บอก ดีเว้ย...คืนนี้ เราไปผัดก๋วยเตี๋ยวขายกัน!

                เห็นมั้ย ในสถานการณ์เดียวกัน มันให้ทั้งโอกาสรวย โอกาสจน ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะใช้โอกาสนั้นไปในทางไหน?

                เป้าหมายผมวันนี้ ต้องการมาปรับสภาพตัวเองให้ทันยุคดิสรัปท์

                อันดับแรก อยากเรียนรู้การไปไหน-มาไหนด้วยรถไฟฟ้าด้วยตัวเอง

                เข้าไปในสถานีมังกร ที่ร่ำลือว่าสวย เข้าบรรยากาศเยาวราช-ถิ่นคนจีน

                อุ๊แม่เจ้า.......

                ผลุบเข้าไป ผู้คนมันช่างมากมายปานนั้น ขั้นแรกกับเพื่อนมกร์ ต่างยืนงง เพราะไม่เคยด้วยกันทั้งคู่

                รถไฟฟ้าอยู่ไหน ไปทางไหน จะซื้อตั๋วที่ไหน ยังไง มันเยอะและยัดเยียดไปหมด

                อืมมม ได้ทำอะไรด้วยตัวเอง มันแสนจะภูมิใจ และก็เพิ่งเห็นคุณค่าความเป็น "คนชรา" วันนี้เอง

                ไปซื้อเหรียญรถไฟ ๒ คน ให้แบงก์ร้อยไป เขาบอกคนแก่ครึ่งราคา

                ทอนแบงก์ ๕๐ มาใบกับเศษสตางค์ ก็ดีใจ ถูกจริงวุ้ย...รีบโกยเหรียญออกมา เพราะคนอื่นเขารอคิว

                ได้เหรียญมา ทำไงล่ะหว่า เอาไปแตะตรงโน้น-ตรงนี้ ไม้กั้นมันก็ไม่เปิด อายคนข้างหลังหูแดงเลยเรา

                เจ้าหน้าที่เขามาบอก ลุง..ลุง ถอยมาก่อน นี่..นี่..เอาแตะตรงนี้

                ไม้กั้นเปิด สองคนกับพวก ดีใจ ได้เข้าเขตได้ขึ้นรถไฟฟ้าแล้วโว้ย

                คลำตามป้าย กว่าจะขึ้นชั้นโน้น-นี้ ไปที่ชานชาลาได้ เล่นเอาหอบด้วยตื่นเต้น

                จากสถานีมังกร ลอดแม่น้ำเจ้าพระยา ไปสุดทางสายสีน้ำเงินที่สถานีหลักสอง ฝั่งธน

                ออกจากสถานี ทำตัวเป็นนักท่องเที่ยว เดินจนเหนื่อยไปเข้าห้างเดอะมอลล์

                เจอคาเฟ่ อเมซอน แสนจะดีใจ ได้เรียนรู้การเข้าคิวสั่งกาแฟเอง แล้วไปรอคิวเขาเรียก

                กาแฟดำแก้วใหญ่ ๑ แก้ว ชามะนาวเย็นขึ้นชื่อซึ่งเพื่อนเขาชอบ ๑ แก้ว ให้แบงก์ร้อย ได้ทอน ๑๐ บาท

                อุ๊ยตาย .......

                ไปกินสตาร์บัคส์ กาแฟแก้วเดียว ยื่นแบงก์ร้อยให้ เขาบอกต้อง ๑๒๐ หรือ ๑๒๕ ก็ลืมไปแล้ว เจอคาเฟ่ อเมซอน แบบนี้ ผูกขา-ผูกปี กินกันเลย!

                โอ้ย...เล่าไปก็ไม่จบ สรุปว่า

                ในรอบ ๔-๕ ปี รถไฟฟ้าสารพัดสาย-สารพัดสี ยุครัฐบาล คสช.เนรมิต

                เปลี่ยนฮวงจุ้ยกรุงเทพฯ และวิถีชีวิตคนกรุงไปชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ

                เมื่อเดินถนน จะพบว่า กรุงเทพฯ เปลี่ยนไป ทั้งธุรกิจร้านค้า ทั้งวิถีและการใช้ชีวิตผู้คน

                กรุงเทพฯ ไม่ใช่เฉพาะของคนไทยเหมือนก่อน กรุงเทพฯ วันนี้ หลากหลายหน้าตา ต่างชาติ-ต่างภาษา ยิ่งเข้าไปตามย่านดาวน์ทาวน์

                ไปเที่ยวนอก กับเที่ยวไทย ดูจะไม่ต่างกันเลย!

                เอาละมัง.......

                กะว่าจะคุยขึ้นต้นเป็นกระสายยา ที่ไหนได้ เลื้อยไปจนจบไม่ลง

                พรุ่งนี้ ค่อยมาคุยเรื่องที่เขาหมกมุ่นกันอยู่ตอนนี้นะ.   


ก็ "จบแบบเจ็บๆ" ของฝ่ายค้าน...... สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่เริ่มมาแต่ ๒๔ ก.พ. แล้วใครชนะ?

'เรื่องนักเรียนกับคนบ้าข่าว'
มหกรรม 'มหา'ลัย' แข่งติด #
ผ่ายุทธการอรุณรุ่งริ่ง
'สิ้นสุดทางคุก' ของ ๓ มะกอก
จบที่ 'ไม่ยอมจบ' ของทอน
ภาวะโลก "Covid-19" เซตซีโร