เรื่องพ่อล้ม'ตู่'ไม่ได้ เกิดก่อนเป็นนายกฯ'เฮียสน'ลั่นลงเรือลำเดียวกัน


เพิ่มเพื่อน    


    "สนธิรัตน์" ลั่น พรรคร่วมรัฐบาลหารือกันตลอด เพราะเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว ดังนั้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ยันไม่หนักใจ พร้อมรับมือ เพื่อไทยขย่มรายวัน เย้ยรัฐบาลลุงตู่ขาลงเต็มสูบ "จตุพร" เตือนจะลามนอกสภา "ไพศาล" ฟันธง เรื่องที่ดินพ่อเอามาล้ม "ลุงตู่" ไม่ได้ เพราะเกิดก่อนเป็นนายกฯ
    เมื่อวันที่ 5 ม.ค. เวลา 10.30 น. ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ  (พปชร.) แถลงว่า จากนี้ไปที่พรรคพลังประชารัฐทุกวันอาทิตย์ เวลา 10.00 น. พรรคจะมีการแถลงข่าวในประเด็นต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน รวมถึงชี้แจง การขับเคลื่อนนโยบายการทำงานของรัฐมนตรีของพรรค ตลอดจนปัญหาต่างๆ ของ ส.ส.ของพรรคที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ มาเสนอต่อประชาชนให้รับทราบ และนำไปสู่การแก้ปัญหาต่อไป อาทิ ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาภาคเกษตร เป็นต้น โดยผู้ที่จะแถลงจะเชิญรัฐมนตรีและแกนนำของพรรคมาแถลงข่าว
    เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจกลางเดือน ม.ค.นี้ โดนจะขุดเรื่องเก่าในสมัยรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นั้น และจะมีการตั้งองครักษ์ขึ้นมาพิทักษ์รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายหรือไม่ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐตอบว่า การอภิปรายถือเป็นกลไกตามรัฐธรรมนูญของระบบรัฐสภาที่สามารถตรวจสอบการทำงานของฝ่ายรัฐบาลได้  ส่วนจะมีการเตรียมการอย่างไร ขอดูรายละเอียดก่อนว่าจะยื่นเมื่อใด ใครที่จะถูกอภิปรายบ้าง และเนื้อหาอะไร ซึ่งตนเชื่อว่าผู้ที่จะถูกอภิปรายสามารถชี้แจงได้
    ถามถึงข้อกังวลในเรื่องเสถียรภาพของพรรคร่วมรัฐบาลจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ นายสนธิรัตน์ตอบว่า พรรคร่วมรัฐบาลหารือกันตลอด เพราะเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว ดังนั้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ในขณะที่พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลไม่หนักใจ พร้อมรับมือ เพราะถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการชี้แจงข้อเท็จอยู่แล้ว
    นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องรอดูญัตติของฝ่ายค้านว่าจะมีการอภิปรายรัฐมนตรีคนใดบ้าง ส่วนรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 7 คน เรามั่นใจในการทำหน้าที่ เพราะมีผลงานที่ชัดเจน และที่สำคัญ ทุกคนบริหารราชการแผ่นดินโดยยึดหลักซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตนใดๆ สำหรับนโยบายประกันรายได้นั้น ฝ่ายค้านก็ยอมรับว่าเป็นผลงานของพรรคประชาธิปัตย์ และทำได้ไว ทำได้จริง แล้วประสบความสำเร็จ 
    ส่วนเรื่องการแบน 3 สารพิษ ก็ชัดเจนว่านายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ย้ำชัดตั้งแต่แรกว่ายึดประโยชน์และความปลอดภัยของเกษตรกรเป็นหลัก ไม่มีเรื่องผลประโยชน์อื่นใดทั้งสิ้น ดังนั้นในทุกเรื่อง ทุกกระทรวง ตนจึงอยากให้ฝ่ายค้านนำเสนอเรื่องด้วยข้อเท็จจริงที่ตรงไปตรงมา และรัฐมนตรีทั้ง 7 กระทรวงของพรรค ไม่มีความกังวลใดหากรัฐมนตรีของพรรคถูกอภิปราย ก็พร้อมนำความจริงชี้แจง และเชื่อในการทำงานที่ยึดหลักความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ตั้ง
ประยุทธ์ขาลงเต็มสูบ
    ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง สารพัดปัญหารุมเร้ารัฐบาลในขณะนี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม อาจถึงเวลาต้องยอมรับความจริงว่า เป็นช่วงขาลงเต็มสูบ กู่ไม่กลับ ของรัฐบาล เวลา 5-6 ปี เพียงพอที่จะให้ประชาชนตัดสินใจได้ว่าจะให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไปต่อ หรือพอแค่นี้ เพียงแค่ยกที่ 1 เดือนแรกของปี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ก็เผชิญสารพัดปัญหารุมเร้า 
    "สนิมเกิดจากเนื้อใน ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากรัฐบาลทำตัวเองทั้งนั้น ถึงวันนี้ที่อ้างว่าจะมีประชาชนออกมาเป็นเกราะป้องกัน เอาเข้าจริงประชาชนที่จะพากันออกมาขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะมากกว่า โพลยังสะท้อนพลังเงียบหันหลังให้รัฐบาล วิ่งไล่ลุง เรตติ้งกระฉูด ทิ้งเดินเชียร์ลุงไม่เห็นฝุ่น นี่คือสัญญาณและสิ่งบ่งชี้ว่า เวลาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์เหลือน้อยลงทุกที แถมต้องไปเจอด่านหินการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่จะน็อกรัฐบาลกลางสภา งานนี้รอดยาก" 
     เขากล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์จะทู่ซี้อยู่ไปเรื่อยๆ เป็นทองไม่รู้ร้อน แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ในขณะที่คนเบื่อนายกฯ มากขึ้นทุกวัน โดยไม่สนใจและไม่ฟังเสียงประชาชนไม่ได้
    นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเป็นหนึ่งในผู้อภิปรายครั้งนี้ ที่ พล.อ.ประยุทธ์  ไม่ให้ฝ่ายค้านอภิปรายย้อนเรื่องรัฐบาลที่แล้วนั้น เราต้องกลับมาดูว่า 1.รัฐบาลที่แล้วและรัฐบาลนี้เป็นรัฐมนตรีคนเดิม และ 2.นโยบายของรัฐบาลนี้เป็นนโยบายสืบเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้ว และการออกมาดักคอฝ่ายค้านเช่นนี้ คาดว่าคงมีการวางตัว ส.ส.ให้มาประท้วงการอภิปรายด้วย
    สำหรับเรื่องที่จะเป็นการเปิดแผลและสั่นคลอนรัฐบาลมากที่สุด นายวิโรจน์แสดงความเห็นว่า ส่วนนี้คาดว่าจะเป็น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในประเด็นเรื่องการนำเข้าขยะจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ทั้งที่กรมควบคุมมลพิษและกรมการกงสุลออกมาบอกว่าจะยุติการนำเข้าขยะแล้ว และมีผู้ประกอบการเพียง 2 ราย ซึ่งเป็นนักลงทุนจีน ที่ได้รับอนุญาตในการนำเข้าขยะ 
    "ผมต้องตั้งคำถามว่า หากการนำเข้าขยะมีกฎหมายห้าม แต่ทำไมจึงยังสามารถนำเข้าและเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น หมายความว่าต้องมีไอ้โม่งหรือขาใหญ่ที่เปิดทางไว้ให้ โดยในช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้มาตรา 44 ที่อนุญาตให้เปิดโรงงานโดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงแผนที่ผังเมือง จากนั้นจึงมีการเปิดขออนุญาตเต็มไปหมด จนเกิดธุรกิจการขายใบอนุญาตขึ้น ต่อมาก็มีการนำเข้าขยะเพื่อนำไปผลิตพลังงาน "RDF" (อาร์ดีเอฟ) หรือ "เชื้อเพลิงขยะ" ซึ่งผมก็ค่อนข้างเห็นด้วย แต่หากเกิดการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และไม่เกิดพลังงานอย่างเพียงพอ ซึ่งในประเด็นเรื่องขยะจะเป็น ส.ส.อีกคนที่จะอภิปราย" นายวิโรจน์กล่าว
เหมือนโจรหนีไปบวช 
    ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) วิเคราะห์การเมือง ว่าปี 2563 เป็นปีเผาจริงทางเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลยอมรับ เมื่อผสมเข้ากับปัญหาภัยแล้ง แม่น้ำหลายสายแห้งขอดสามารถเดินข้ามได้สบาย จึงกระทบถึงข้าวไม่พอบริโภค ดังนั้น ทั้งหมดนี้ รัฐบาลไม่มีปัญญาจะพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้อย่างไร อีกทั้งตนเคยเรียกร้องว่า ถ้าแก้ไขไม่ได้อย่าอยู่เป็นภาระของประเทศ ควรลาออกไป ส่วนฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ฝ่ายค้านสรุปจะอภิปรายหลังตรุษจีน ในทางการเมืองอธิบายว่าจะมีหลังรู้ผลการยุบพรรคอนาคตใหม่ในวันที่ 21 ม.ค.นี้
    รวมทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทราบดีว่าแนวทางการเมืองที่ยึดปฏิบัติมาไม่ใช่การอภิปราย ในขณะที่นายกฯ และรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งเท่านั้น แต่ได้สร้างบรรทัดฐานว่า คนดำรงตำแหน่งทางการเมืองสามารถถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจย้อนหลังไปได้ตั้งแต่เกิดมา เพราะพรรคประชาธิปัตย์เคยอภิปรายนายบรรหาร ศิลปอาชา ตั้งแต่เกิดมาแล้ว
    "อุปมาอุปไมย เหมือนโจรหนีไปบวช เวลาบวชปฏิบัติธรรมเคร่งครัด ไม่มีช่องให้ถูกตำหนิได้เลย แต่ก่อนบวชเป็นโจรไปปล้นเขามา จึงต้องถูกจับสึกได้ ดังนั้น การจะบอกว่าบวชแล้วปฏิธรรมถือศีลครบจับสึกไม่ได้ แต่ความจริงคือคนที่หนีคดีไปบวชย่อมถูกจับสึกได้ ทางการเมืองก็เช่นเดียวกัน"
    นายจตุพรกล่าวว่า สิ่งที่จะเกิดความวุ่นวายคือ เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลต้องขัดขวางให้อภิปรายเฉพาะช่วง พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ สมัยหลังเท่านั้น แต่ทางการเมืองแล้ว ไม่ว่าในยุคใดสามารถยกมาอภิปรายได้ทั้งสิ้น เพราะคนที่เข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองนั้น ต้องถูกตรวจสอบกันได้ตั้งแต่วันเริ่มต้นการมีชีวิตอยู่
    ดังนั้น การอภิปรายในสภา จึงเป็นการพูดกับประชาชน ถ้าฝ่ายค้านทำการบ้านกันดี ไม่พูดกันหลายคน เน้นๆ เฉพาะเรื่องทุจริตฉ้อฉล จะเป็นจุดเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่ได้อยู่กับจำนวนเสียงในสภา แต่อยู่ข้างนอกสภา เมื่อประชาชนฟังแล้วว่ารัฐบาลขาดความชอบธรรมที่จะบริหาร สิ่งนี้ก็เคยมีอันเป็นไปกันแล้ว
    "การอภิปรายครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกของ พล.อ.ประยุทธ์ ส่วนรัฐมนตรีเป็นองค์ประกอบ ดังนั้นนายกฯ ต้องสามารถตอบได้ทุกเรื่องราว เพราะถูกสร้างมาตรฐานว่าสามารถอภิปรายได้ตั้งแต่เกิด แต่ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลลุกประท้วง ขัดขวางแล้วมันจะไม่จบในสภา แต่จะลามออกมานอกสภา"
    สำหรับการแก้ รธน.นั้น นายจตุพรกล่าวว่า วันนี้ชัดเจนแล้วว่าไม่มีทางสำเร็จ เพราะกรรมาธิการศึกษาแนวทางแก้ไข รธน.เข้าไปยุ่งกับเนื้อหาสาระมากเกินไป และตนเคยย้ำมาหลายครั้งให้แก้เฉพาะ ม.256 เพื่อเปิดทางให้ประชาชนเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาแก้ไข รธน. หมายถึงมอบให้ประชาชนทำหน้าที่แทน ส.ส.-ส.ว.นั่นเอง
    อีกทั้งพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้แก้ ม.256 และฝ่ายค้านเห็นด้วย ดังนั้น ควรมอบภาระให้พรรคประชาธิปัตย์ไปพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลให้สนับสนุนการแก้ ม.256 จะเกิดประโยชน์กว่า แต่การโยนประเด็นแก้ไขต่างๆ ในขณะนี้นั้น ยิ่งจะทำให้ ส.ว.ตั้งหลักทัน แล้วจะไม่สามารถได้เสียง 1 ใน 3 มาร่วมแก้ รธน.เลย
    นายจตุพรเปรียบเปรยว่า ส.ส.ได้เข้าไปเล่นในเกมขนหินสร้างกำแพงของฝ่ายรัฐบาล เพราะจะตั้ง กมธ.ศึกษาอะไรก็ให้หมด แต่ทำให้เป็นจริงเป็นจังอะไรไม่ได้สักเรื่อง แล้วล้มเหลวทุกเรื่องกรณีชาวไทยภูเขากลุ่มไทยม้งนั้น ส่วนตัวเคยขึ้นไปเป็นครูบนภูเขาก็เห็นความเป็นจริง ซึ่งตามสิทธิที่เกิดในราชอาณาจักรใดก็จะต้องได้รับสัญชาติของประเทศนั้นๆ ชาวไทยภูเขาไม่ว่าจะเผ่าใด หากเกิดในประเทศไทย ก็ควรจะได้รับสัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องชาวเขาชาวเรา ดังนั้นรัฐบาลควรมองในเเง่บวกและใช้โอกาสนี้ในการตรวจสอบเพื่อทำให้ถูกต้อง
     นายไพศาล พืชมงคล อดีตที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  ระบุว่า เรื่องขายที่ดินของบิดา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้บริษัทคุณเจริญ 600 ล้านบาทนั้น ล้มลุงตู่ไม่ได้ ด้วยเหตุผล 1.เป็นที่ดินของบิดา ไม่ใช่ของลุง ลุงไม่ใช่ผู้ขาย 2.เป็นการซื้อขายในปี 2556 ก่อนลุงยึดอำนาจ ยังไม่เป็นนายกฯ ไม่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน
    3.ราคาที่ดินที่ขายย่อมสูงกว่าราคาประเมินเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าคิดโกง สามารถจดทะเบียนขายเท่าราคาประเมินก็ได้ การแสดงราคาขายมากกว่าราคาประเมินจึงถูกต้องแล้ว 4.ราคาซื้อขายเท่าใดย่อมขึ้นอยู่กับการตกลงโดยเฉพาะการคิดคำนวณการลงทุนของผู้ซื้อ มากรายราคาซื้อขายสูงกว่าราคาประเมินนับพันเท่า เพราะราคาประเมินเป็นมูลค่าต่ำสุดเพื่อเก็บภาษี หากตั้งสูงประชาชนย่อมเดือดร้อน
    5.บริษัทคุณเจริญซื้อที่ดินแล้วจะพัฒนาเมื่อใด จะมีรายได้อย่างไรเป็นวิธีการลงทุนของคุณเจริญ ไม่เกี่ยวกับลุงแก 6.ตอนซื้อขายไม่มีใครรู้ว่าลุงแกจะเป็นนายกฯ เพราะตอนนั้นคุณยิ่งลักษณ์มีอำนาจมาก ผมไม่ชอบใจเรื่องกัญชา แต่เรื่องนี้ก็ด่าลุงแกไม่ได้.


"การดําเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง ต้องอาศัยรายได้ของพรรคการเมือง ซึ่งกฎหมายกําหนดแหล่งที่มาไว้ตามมาตรา ๖๒

ภาวะโลก "Covid-19" เซตซีโร
'บทบาท กมธ.ที่น่าทบทวน'
เรื่องกฎหมาย 'สไตล์ปิยบุตร'
พงศกร 'สะท้อนภาพ' ธนาธร
จะเอาให้ 'เผาศาล' กันใช่มั้ย?
จำเลย 'สารภาพ' แต่ดิ้นโชว์