ฝุ่นPM2.5ฝีมือมนุษย์


เพิ่มเพื่อน    

    
    สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ขณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเท่านั้น ในเมืองใหญ่อย่าง ขอนแก่น เชียงใหม่ ภูเก็ต ชลบุรี ฯลฯ ยังคงมีความรุนแรงมากขึ้นในทุกพื้นที่ จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ ส่งผลกระทบกับสุขภาพของประชาชนอย่างมาก ทำให้ภาครัฐและเอกชนต่างระดมสมองเพื่อหาแนวทางการแก้ไข
    ก่อนอื่นต้องยอมรับกันก่อนว่า มลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่เกิดขึ้นขณะนี้ สาเหตุหลักมาจากฝีมือมนุษย์สร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเกิดจากไอเสียรถยนต์และรถบรรทุก เมืองใหญ่และเขตอุตสาหกรรมที่มีการจราจรหนาแน่น โรงงาน และงานก่อสร้างมากมายที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง   เช่นเดียวกับแต่เขตชนบท ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน จากถนน จากการเกษตรกรรมในรูปของแอมโมเนียจากการใช้ปุ๋ยและมูลสัตว์ และจากหมอกควันที่เกิด จากการเผาเพื่อเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูกของเกษตรกร
    สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เพราะฝุ่นละอองเหล่านี้ล่องลอยไปบนอากาศ ยิ่งมีขนาดเล็กเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นอันตรายคุกคามต่อสุขภาพมากเท่านั้น เพราะฝุ่นขนาดเล็กเมื่อถูกสูดหายใจเข้าไป จะเข้าไปลึกถึงปอดและทางเดินหายใจได้  บางอนุภาคอาจจะเข้าไปถึงกระแสเลือดและไหลเวียนทั่วร่างกายของเราได้ในที่สุด ซึ่งองค์การอนามัยโลกประมาณการว่ามีประชากรที่ต้อง “ตายก่อนเวลาอันควร” เนื่องจากมลพิษในอากาศทั่วโลกมากกว่า 6 ล้านคนในแต่ละปี และในจำนวนนี้ เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ประมาณ 10% หรือ 600,000 คน
    สำหรับประเทศไทยนั้นขณะนี้ถือว่า "ฝุ่น" คือภัยคุกคามร้ายแรงอย่างมาก สำหรับการดำรงชีวิตของเรา ดังนั้นทั้งภาครัฐและเอกชนต่างก็เร่งหาแนวทางแก้ไข โดยเฉพาะท่านอธิบดีกรมการขนส่งทางบก จิรุตม์ วิศาลจิตร นำทัพ กรมการขนส่งทางบก ลุยยกระดับความเข้มข้นมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 
    ไม่ว่าจะเป็นจัดส่งผู้ตรวจการลงพื้นที่สุ่มตรวจค่าควันดำรถบรรทุกและรถโดยสารอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องทั้งในวันธรรมดาและวันหยุดราชการ จากเดิมดำเนินการเฉพาะในวันทำการ, ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กองบังคับการตำรวจจราจร กรุงเทพมหานคร และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)  ตรวจวัดควันดำรถโดยสาร ขสมก. ณ ท่ารถ ขสมก. 21 แห่ง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 
    และตรวจวัดควันดำรถโดยสาร บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร เอกมัย สายใต้) ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตรวจวัดควันดำรถโดยสารไม่ประจำทาง (รถทัวร์ท่องเที่ยว) ณ ศูนย์การค้า SHOW DC ในวันที่ 15 มกราคม 2563 
    รวมถึงสำนักงานขนส่งทั่วประเทศ ส่งผู้ตรวจการออกตรวจวัดควันดำรถบนถนนสายหลักและสายรองในพื้นที่ รวมถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารในความรับผิดชอบทั่วประเทศ  และให้ทุกหน่วยงานดำเนินการมาตรการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวดและจริงจัง 
    งานนี้เขาเอาจริง ตรวจพบค่าควันดำเกินกำหนด หรือเกินกว่า 45% เตรียมควักกระเป๋าจ่ายค่าปรับได้ทันทีเลย 5,000 บาท พร้อมกับถูกพ่นห้ามใช้รถทันที และต้องนำรถไปแก้ไขจนกว่าจะผ่านมาตรฐานของกรม
    ส่วนกรณีที่พบค่าควันดำไม่เกินกำหนด หรือระหว่า 30-45% ก็จะแนะนำให้เจ้าของรถหมั่นตรวจสอบดูแลสภาพรถไม่ให้เกิดควันดำ หากตรวจพบบนท้องถนนจะลงโทษอย่างเด็ดขาด     
    นอกจากนี้ ยังได้เร่งรัดให้เดินหน้ามาตรการป้องกันอย่างเต็มสูบ โดยเฉพาะการตรวจสภาพรถบรรทุกและรถโดยสาร จะดำเนินการตามระเบียบการตรวจสภาพรถอย่างเคร่งครัด โดยรถบรรทุกตรวจสภาพปีละ 1 ครั้ง, รถโดยสารต้องตรวจสภาพรถปีละ 2 ครั้ง 
    อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหานั้นไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกคน ทั้งภาครัฐ เอกชน นักธุรกิจทุกๆ อาชีพ ร่วมไปถึงประชาชนที่ต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อย่ามัวแต่โทษว่าคนนั้นคนนี้ ขอเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ จากเราที่ 1 คน และกระจายออกไปเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ก็สามารถแก้ไขได้ และที่สำคัญทุกๆ คนต้องมาจิตสำนึก ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะใครทำ แต่เป็นเพราะเราๆ ท่านๆ ทั้งหลายที่ช่วยกันสร้างขึ้น 
    และเมื่อสร้างแล้วก็ต้องช่วยกันแก้ไข เพื่อให้โลกกลับมาสดใสเช่นเดิมอีกครั้ง.

บุญช่วย ค้ายาดี 


นี่แหละที่ว่า........ "คนทำดี...ฟ้าดินป้อง คุ้มครองเอย" มันเป็นอย่างนี้ พวก "ความหวังใหม่-ธนาธร" กำลังได้ที ฉวยโอกาส ยกเหตุที่เกิด "เทอร์มินอล 21" โคราช ไล่กระทืบกองทัพ

จะเอาให้ 'เผาศาล' กันใช่มั้ย?
จำเลย 'สารภาพ' แต่ดิ้นโชว์
"ออมสิน" ในปริศนา "เสี่ยสั่ง"
เรือสำราญ 'อย่าเป็นม้าอารี'
อย่าหลง 'รบอยู่กับคลื่น'
'โคราช' สะท้อน 'บทบาท สส.'