หวดเร่งเบิกงบปี63กระตุ้นศก.


เพิ่มเพื่อน    

  ครม.เข็นมาตรการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี 2563 จี้ส่วนราชการลุยเบิกจ่าย สั่งก่อหนี้ผูกพันด่วนไม่เกิน พ.ค.นี้ พร้อมตั้งเป้าหมายไตรมาส 2 อัดฉีดเงินเข้าระบบ 1 ล้านล้านบาท หวังเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายงบรายจ่ายปีงบประมาณ 2563 เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้งบประมาณของส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐได้ออกมาใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีเม็ดเงินช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้มีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับสถานการณ์ และเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ
    ทั้งนี้ ในส่วนของเป้าหมายภาพรวมการใช้จ่ายงบประมาณในไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2563 จากพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว อยู่ที่ 54% ของงบรายจ่ายรวมทั้งหมด โดยคาดว่าเมื่อสิ้นไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2563 (ม.ค.-มี.ค.63) จะมีเม็ดเงินงบประมาณลงสู่ระบบเศรษฐกิจ ประมาณ 1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น งบรายจ่ายประจำ จำนวน 7.7 แสนล้านบาท และรายจ่ายลงทุน อีกประมาณ 2.2 แสนล้านบาท
    อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้สำนักงบประมาณจะแจ้งแนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการการใช้จ่ายงบประมาณ การอนุมัติเงินจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณแผ่นดิน โดยให้หน่วยรับงบประมาณถือปฏิบัติต่อไป
    นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบให้มีการเร่งรัดให้หน่วยงานที่จะรับงบประมาณ ใช้จ่ายงบหรือก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยรายการผูกพันใหม่ ขอให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน พ.ค.นี้ เพื่อให้ทันต่อการเบิกจ่ายในเดือน ก.ย.2563 โดยเฉพาะรายการที่เป็นโครงการเพียงปีเดียว
    สำหรับงบประมาณรายจ่ายที่จะต้องเบิกจ่ายโดยสำนักงานในส่วนภูมิภาคนั้น ให้หน่วยรับงบประมาณเร่งดำเนินการจัดสรรไปยังส่วนภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการก่อหนี้ผูกพันข้ามปี การลงทุนในโครงการใหม่ที่ยังไม่เคยดำเนินการมาก่อน โดยให้หน่วยรับงบประมาณจัดส่งรายละเอียดให้สำนักงบประมาณพิจารณาความเหมาะสมของราคา ประกอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง รวมทั้งเห็นชอบให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณากำหนดระยะเวลาการส่งมอบงานให้รวดเร็วขึ้น
    “ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณใช้งบอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และเหมาะสมกับสถานการณ์ สามารถก่อหนี้ผูกพันได้ทันทีภายหลังจาก พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 มีผลบังคับใช้ ซึ่งตั้งเป้าหมายว่าเมื่อถึงไตรมาส 4 ของปีงบประมาณ 2563 (ก.ค.-ก.ย.63) จะต้องมีการใช้งบรายจ่ายประจำครบ 100% และงบรายจ่ายลงทุน 100% เช่นกัน
    นางสาววิลาวรรณ พยาน้อย รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยถึงผลการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายในไตรมาส 1 ปีงบประมาณ2563 (ต.ค.-ธ.ค.62) ว่างบประมาณภาพรวมใช้จ่ายแล้ว จำนวน 7.65 แสนล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 25.52% แบ่งเป็น 1.รายจ่ายลงทุนมีการใช้จ่าย จำนวน 5.15 หมื่นล้านบาทของวงเงินงบประมาณ 5.93 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 8.73% และ 2.รายจ่ายประจำมีการใช้จ่าย จำนวน 7.13 แสนล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 29.67% สำหรับเงินงบประมาณที่กันไว้เบิกเหลื่อมปี มีการใช้จ่ายจำนวน 2.57 แสนล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 2.63 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 97.67%
    “เนื่องจากไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2563 เป็นการใช้จ่ายงบประมาณปี 2562 ไปพลางก่อน ซึ่งเป็นการใช้จ่ายรายจ่ายประจำและโครงการที่มีความต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการจัดซื้อจัดจ้างของโครงการที่เกิดขึ้นใหม่หน่วยงานของรัฐสามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างไปก่อนได้ แต่จะลงนามในสัญญาต่อเมื่องบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 มีผลบังคับใช้ และได้รับการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงบประมาณแล้ว” นางสาววิลาวรรณกล่าว.


 


เอาละครับ..... นับจากวันนี้ (๘ ส.ค.๖๓) เป็นต้นไป ถึงสิ้นปี และมีความเป็นไปได้ ที่จะติดพันไปถึงต้นปีหน้า

"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?
ชังชาติโดยสันดาน
'ประยุทธ์' ชวนแก้รัฐธรรมนูญ
'คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ'
บันทึกช่วย 'อัยการ-ตำรวจ' จำ
นิมิตหมายจาก 'ไฟในเมือง'