ดิ้นกันไปเมื่อรู้ว่า 'ใกล้เมรุ'


เพิ่มเพื่อน    

               ลืมบอกไป.......!

                ว่าจะหาดูเทป "ดอกเตอร์ตอแหล" ได้จากที่ไหน?

                ที่ว่า "องค์ประชุมเราครบนะครับ"......

                "มติเอกฉันท์นะครับ".......

                แต่พอ ๔ ส.ส.มาขอเอกสารเพื่อไปสมัครเข้าพรรคอื่นตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ

                กลับเฉไฉ (ยัง) ไม่ออกให้

                อ้างต้องรอตรวจสอบก่อน ว่าวันนั้น องค์ประชุมครบ-ไม่ครบ อย่างที่ผมถอดเทปให้อ่านไปเมื่อวาน นั้น

                หลายท่านกระปอดกระแปด "ไม่สะใจเลย"!

                เหมือนดูหนังแห้ง อยากจะดูหนังสด จากตัวเทปบันทึก

                จะได้เห็นหน้าค่าตา พวกมารเมืองอวตาร ที่อ้างเป็นพ่อคนรุ่นใหม่ แล้วเวรตะไลการเมืองสุดๆ

                ก็บอกซะเลย หาดูได้ที่ เว็บข่าว thaipbs

                พิมพ์ลงไปที่เว็บอาจารย์กู ว่า 78 กก.บห.-ส.ส.อนาคตใหม่ โหวตเอกฉันท์ ขับ 4 ส.ส.พ้นพรรค

                เจอแน่!

                อย่าลืมดูท้ายม้วนล่ะ ยลโฉมกุลสตรี "ช่อ-พรรณิการ์" ในชุดกางเกงขาว เสื้อยืดสีปูนแห้งครึ่งแขน กระชับเนื้อแนบ

                นั่งไขว่ห้าง "มีเพียงคนเดียว" ในห้องประชุม

                เคียงข้าง "คุณชาย-ธนาธร" แถวหน้าสุด

                พอท่านประธานปิยบุตรบอกว่า....

                "..........มีมติเป็นเอกฉันท์

                ให้คุณกวินนาถ ตาคีย์, คุณฐนภัทร กิตติวงศา, คุณจารึก ศรีอ่อน และคุณศรีนวล บุญลือ

                พ้นจากสมาชิกภาพของพรรคอนาคตใหม่...ขอบคุณครับ ปิดประชุมครับ"

                ก็จะเห็น ธนาธร จอนเลื้อยถึงกกหู สวมแว่นดำ ผมทรงมงกุฎหนาม

                ซ่อนสะใจในรอยยิ้ม ปรบมือนำ บรรดาสาวกรวมทั้งพรรณิการ์ เกรียวกราวประสาน

                ธนาธร ลุกจากเก้าอี้ ยกมือไหว้กราดรอบทิศเหมือนนักมวย ออกจากห้อง และสัมโมทนียกถา

                ขอบคุณครับ..สวัสดีทุกท่านครับ..ขอบคุณครับ....

                มีเสียงประสาน ไป...ไป....ไป ดำเนินการ

                ส่วนพรรณิการ์ กุลสตรีนางนั้น.........

                เมื่อธรลุก เธอก็ลุก สุขสมหวังกระจายล้นใบหน้ากระจาด แยกไปหน้าเวที ทางที่ปิยบุตรเป็นประธาน

                เทปตัดจบตรงนั้น!

                เห็นแล้ว อดนึกถึงงิ้วตามโรงเจที่ผมดูสมัยเด็กไม่ได้ มันช่างสง่างามดั่ง ตั๋งโต๊ะ เตียวเสี้ยน และลิโป้ ออกฉาก

                อยู่ในห้องประชุมด้วยกัน ลงมติด้วยกัน แต่ปรากฏว่า

                ปิยบุตรเลอะเลือนตอนนี้ ว่าองค์ประชุมครบ-ไม่ครบ

                พรรณิการ์ก็เลื่อนเปื้อนก๊อบปี้เดียวกับปิยบุตรไปด้วย ทั้งที่นั่งจ้องตามันเยิ้มตลอดรายการ

                ก็เอาล่ะ.......

                นี่ก็ วันที่ ๑๘ มกรา เลยกำหนด ๓๐ วัน ที่ ๔ ส.ส.ต้องหาพรรคสังกัดไปแล้ว!

                กฎหมายคืออะไร?

                กฎหมายคือ กฎ "สุจริตพิทักษ์"

                ดังนั้น ด้วยสุจริตตามครรลอง เท่ากับเอกสารรับรอง ๔ ส.ส.ที่จะไปขอเข้าสังกัดพรรคอื่นๆ ได้อยู่แล้ว

                โดยไม่ต้องสนใจ ว่าพรรคต้นสังกัด คือพรรคอนาคตใหม่ จะออกหนังสือแจ้งเป็นทางการหรือไม่?

                ถึงธร ปิยบุตร หรือช่อ จะเล่นแง่

                เมื่อชอบแง่ ก็ให้เขาเล่นกันไป.........

                ศาลรัฐธรรมนูญ เป็น "ทางที่จบ" ของปัญหา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ เป็นศาลระบบไต่สวน

                ศาลมีอำนาจสืบพยานเอง ค้นหาความจริงได้เอง เรียกพยานหลักฐานที่ศาลสงสัยได้เอง

                เหมือน "เปาบุ้นจิ้น" ที่ศาลไคฟง

                ซึ่งต่างกับศาลอาญา ที่เป็นระบบกล่าวหา ขึ้นอยู่กับทนาย ๒ ฝ่าย ว่าฝ่ายไหนจะฟอกถ่านให้ศาลเห็นว่าขาวกว่า นั่นก็ชนะไป

                แต่กรณีนี้ ไม่ถึงขั้นศาลหรอก ยกเว้น ๔ ส.ส.จะนำกรณีพรรคกลั่นแกล้งไปฟ้องศาลอาญา

                นั่นแหละ "ถึงศาล".........

                ถึงโดยพรรคเป็นจำเลย ส่วน ๔ ส.ส.เป็นโจทก์!

                แต่โดยธรรมแล้ว

                ไม่ว่าศาลระบบไหน ขอย้ำ "สุจริต คือ เกราะบัง ศาสตร์พ้อง" แก่ผู้สุจริต

                ด้วย "สุจริต" ว่า ๔ ส.ส.ถูกพรรคอนาคตใหม่ "ขับออกจากพรรค" ซึ่งพรรคได้แถลงข่าวต่อสาธารณะไปแต่ปลายปี ๖๒

                นั่นเป็น "บัตรแข็ง" อยู่แล้ว

                ไม่ต้องแคร์คอย "กระดาษเช็ดตูด" ประทับตรารูปลักษณ์กางเกงในเก่าหรอก!

                ทำอย่างที่ "ส.ส.ศรีนวล บุญลือ" ไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน นั่นเป็นวิธีการหนึ่ง

                แสดงถึง "สุจริตกระทำ" ต่อการที่เธอถูกพรรค "กระทำไม่สุจริต"

                แบบนี้ พรรคยิ่งแกล้ง พรรคยิ่งตาย

                ส่วนเธอ ไม่มีวันตาย!

                หรือ ส.ส.คนไหน จะทำอย่างที่รองนายกฯ "วิษณุ เครืองาม" แนะนำ คือ

                ไปที่ กกต. ......

                ไปหา "พันตำรวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา" เลขาฯ กกต.

                บอกเขาว่า........

                "ผมถูกพรรคกลั่นแกล้ง อย่างนี้...อย่างนี้ ผมควรจะทำยังไงดีครับ?" นี่ก็เป็นวิธีคุ้มครองสิทธิ์ได้ทางหนึ่ง

                พ.ต.อ.จรุงวิทย์ นอกจากเป็นเลขาฯ กกต. ยังเป็น "นายทะเบียนพรรคการเมือง" ด้วย

                เรื่องนี้ อยู่ในการดูแลของเขาโดยตรง แล้วฟังดูว่านายทะเบียนเขาแนะนำอย่างไร ก็ตามนั้น

                แต่ขั้นต้น ให้เขาบันทึกเรื่องไว้เป็นหลักฐานเลย และตรงนี้แหละคือ "สุจริต ศาสตร์พ้อง"

                แบบนี้ ต่อให้พรรคมันดองเอกสารจนเป็นฟอสซิลไปพร้อมกับตัวปิยบุตร ธนาธร

                ๔ ส.ส.ก็จะไม่สึกหรออะไรไปด้วยเลย!

                ดูท่า อนาคตใหม่ และ ๑ หญิง ๒ ชาย นี่ ท่าจะต้องตายทางการเมืองก่อนจะตายตามอายุขัยจริงๆ ซะก็ไม่รู้

                แต่ก็ไม่แปลกสำหรับผม

                เพราะจับสังเกตว่า หลายสิ่ง-หลายอย่าง ธนาธร-ปิยบุตร "ทั้งรู้...แต่กูต้องการทำ"

                คือ "จงใจ" เพื่อสร้างเงื่อนไข นำไปสู่เหตุ ให้เกิดผลตามมุ่งหวัง

                ธร-ปิยบุตร-ช่อ.....

                ถามจริง พวกคุณ "ต้องการอะไร" ในบ้านเมืองไทย?

                ที่ทั้ง คุณ..พ่อ-แม่คุณ..โคตรเหง้าคุณ ได้อาศัยไออุ่นแผ่นดินนี้ อยู่ดี มีสุข

                สร้างฐานะ ส่งลูก-หลาน ร่ำเรียน มีวิชา มีหน้า-มีตา

                แต่เมื่อได้ไออุ่น ขนอุยขึ้น

                กลับเติบกล้า ขาแข็ง ทิ่มแทง เนรคุณแผ่นดินที่คุ้มหัว ไม่กลัว ไม่เกรง ไม่ละอายความเป็นคนของตัวเอง เบ่งพอง ผยองขน ๓ คน มึงจะโค่นประเทศกูได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

                มึงนึกว่า มันจะง่าย เพียงเป่าเขาควาย แล้วแร้งเทศ-แร้งไทย จะลงรุมทึ้งประเทศได้งั้นหรือ?

                ชะโงกดูเงาในแอ่งรอยตีนดูบ้าง อย่าเหิมเลยด้ามหอก จะบอกให้เอาบุญ!

                ใกล้ ๒๑ มกรา ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำพิจารณาวินิจฉัยคดีอันมีโทษขั้นยุบพรรค

                ระดมกระดองมาซุกหัวเชียวนะ..ทอน!

                ปิยบุตร ก็ทำเป็นพ่อสังข์ทอง ร่ายมนตร์เรียกเนื้อ-เรียกปลา "ยุบพรรคแล้วจลาจล"

                สังคมชนคงตื่นกันจนขี้ไม่ออก-เยี่ยวไม่ออกหรอก กับไอ้ตะกั่วชุบทอง แล้วมาร้องขายเยาวราชน่ะ

                เดี๋ยวก็ถูก "ประชาสังคมถีบ" จนได้!

                เอาละมัง............

                มีเวลาให้นอนใช้สัมมาสติตรองอีก ๓ วัน กลับใจคือฟากฝั่ง

                แต่ถ้าตัวไม่กลับด้วย.......

                "ฟากฝัง" เป็นที่หวังได้!

 


เรื่องหน้ากากอนามัย ๒๐๐ ล้านชิ้น มีแต่ตัวเลข ไม่มีตัวหน้ากากที่พูดกันมานานนั้น บทจะจบ..... ก็จบดื้อๆ แค่รองนายกฯ วิษณุพูดว่า "ของเก่าไม่ต้องพูดถึง.......

ฉุกเฉิน 'ในระบบราชการ'?
อสม. 'หน่วยรบที่โลกลืม'
'สำรวจแนวรบรอบไตรมาส'
'เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน'
ทั้ง"พระคุณ-พระเดช"คู่กัน
"ถึงฉุกเฉินพวกโคก็ยังฉุน"