สุมหัววิเคราะห์คดี! ลูกหาบอนค.นัดรวมตัว/'ธนาธร'โอ่มีทุกทางเลือก


เพิ่มเพื่อน    


    ลูกพรรคอนาคตใหม่นัดรวมตัวก่อนเที่ยงอังคารนี้ ลุ้นฟังคำวินิจฉัยพรรคจะโดนยุบหรือรอด "ชำนาญ" วิเคราะห์เป็นฉากๆ 9 ตุลาการนัดประชุมเช้า อ่านคำตัดสิน 11.30 น. มีนัย คำวินิจฉัยกลางสั้น อ่านจบเร็ว อาจยกคำร้อง แต่ถ้าขอเลื่อนอ่านเป็นช่วงบ่ายก็ข่าวร้าย!.มาแล้วพรรคสำรอง "สามัญชน" เปิดประตูพร้อมรับ ส.ส.อนค.หากถูกยุบ "ไชยันต์" นักรัฐศาสตร์ชี้เปรี้ยง "เนปาลโมเดล" ใช้รัฐสภาเปลี่ยนระบอบ 
    ก่อนจะถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคอนาคตใหม่ ในคำร้องเรื่องล้มล้างการปกครอง ในวันอังคารที่ 21 ม.ค.นี้ เวลา 11.30 น. มีความเคลื่อนไหวจากฝ่ายต่างๆ 
     นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค. ) กล่าวถึงความพร้อมสำหรับการฟังคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 21 มกราคมนี้ ว่าเราพร้อมอยู่แล้ว เรามั่นใจในความบริสุทธิ์ และเรามั่นใจว่ากระบวนการที่ทำให้มาถึงจุดนี้เป็นกระบวนการที่มีมูลเหตุและแรงจูงใจทางการเมืองมากกว่า ดังนั้นเราจึงไม่กังวลและพร้อมทุกสถานการณ์ ไม่ว่าคำวินิจฉัยของศาลธรรมนูญที่จะมีขึ้นในวันที่ 21 มกราคมจะเป็นอย่างไร ทั้งนี้ เราพร้อมเดินหน้าต่อไปร่วมกับประชาชน ดังนั้นขอให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกคนยังมีความหวัง เพราะยังมีความหวังว่าการเปลี่ยนแปลงและสร้างสังคมไทยที่ดีกว่านี้เป็นไปได้ ขอให้เราเดินต่อไปด้วยกัน
    เมื่อถามย้ำว่า มีการเตรียมพรรคการเมืองให้ ส.ส.ย้ายไปหากมีการยุบพรรคการเมืองนั้นเป็นพรรคการเมืองลักษณะไหน นายธนาธรกล่าวว่า "เดี๋ยวคอยดูดีกว่า ทางเราได้เตรียมความพร้อมสำหรับทุกความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 21 มกราคมนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นเราถึงไม่มีความกังวลใจ ยุบพรรคไปก็ไม่มีความหมายอุดมการณ์ยังอยู่ ผู้คนยังอยู่ ส.ส.ยังอยู่ ยุบพรรคไปก็มีแต่การยุบพรรค แถมยังได้ธนาธรและปิยบุตรไปรณรงค์ทั่วประเทศ เราพร้อมสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม" 
    ด้านนายชำนาญ จันทร์เรือง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวเช่นกันว่า ทาง ส.ส.และกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้มีการเตรียมการอะไรเป็นพิเศษ ในวันที่ 21 ม.ค. โดยก็มีการคุยกันว่าหากใครจะมาติดตามฟังการอ่านคำวินิจฉัยก็ให้มาเจอกันที่พรรค ในช่วงก่อน 12.00 น. หรือใครจะติดตามอยู่ทางบ้านก็ได้ แต่ทั้งหมดก็จะมารวมตัวกันเพื่อประชุมพรรคตามปกติทุกวันอังคารที่จะนัดกันในเวลา 14.00 น. ที่คาดว่าถึงตอนนั้นก็จะรู้ผลคำตัดสินของศาล รธน.แล้ว ซึ่งหลังจากนั้นก็คงจะมีการประเมินกันถึงผลที่จะออกมาว่าแล้วพรรคจะทำอย่างไรต่อไป แต่ผมดูแล้วยังไงก็คงไม่ยุบพรรคแน่นอน 
    รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ระบุว่า ถึงตอนนี้มั่นใจว่าศาลรธน.จะไม่มีคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ เพราะมีข้อสังเกตหลายประการถึงการนัดอ่านคำตัดสินของศาล รธน.
    "ปกติแล้วการอ่านคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่จะนัดประชุมกันตอนเช้า ปกติทุกทีศาลรัฐธรรมนูญก็จะนัดอ่านเวลาช่วงบ่าย เช่น 14.00 น. ซึ่งปกติแล้วเวลาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมา ในคำตัดสินที่เป็นโทษ ก็จะใช้เวลาในการเขียนคำวินิจฉัยกลางนาน แต่กรณีคำร้องคดีอนาคตใหม่วันที่ 21 มกราคมนี้ พบว่าศาลรัฐธรรมนูญนัดประชุมตอนเช้า แล้วนัดอ่าน 11.30 น. แสดงว่า 1.ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาในการเขียนคำวินิจฉัยกลาง ที่แสดงว่าต้องสั้นมาก 2.เมื่อนัดอ่าน 11.30 น. แสดงว่าหากคำตัดสินยาว ก็ต้องอ่านเลยเที่ยงไป 3.หากไปดูกรณีของศาลยุติธรรม ในการตัดสินคดี หากศาลยุติธรรมไม่ได้ให้จำเลยสืบพยานต่างๆ ก็จะตัดสินยกฟ้อง เพราะศาลเห็นว่าไม่ต้องฟังจำเลยแล้ว เพราะหากจะลงโทษจำเลย ก็ต้องให้จำเลยสู้คดีจนถึงที่สุด ตรงนี้ก็เป็นการประเมินโดยทั่วไป แต่หากเช่นขอเลื่อนการอ่านคำวินิจฉัยออกไปเป็นช่วงบ่าย แบบนี้ก็น่ากลัว" รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่กล่าว 
    นายชำนาญยังกล่าวถึงกรณีกระแสข่าว ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่เคยเสนอให้ 11 ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคที่เป็นกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ชิงลาออกก่อนศาล รธน.ตัดสินคดียุบพรรคเพื่อไม่ให้พรรคเสียเก้าอี้ ส.ส.ในสภาไป 11 ที่ว่า ในพรรคเราเคยคุยกันเรื่องนี้แล้ว เห็นว่าไม่มีความจำเป็น เพราะจะไปรู้ได้อย่างไรว่าจะมีการยุบพรรค 100 เปอร์เซ็นต์ การจะให้กรรมการบริหารพรรคลาออกก่อนจึงไม่ได้มีประโยชน์อะไร 
พรรคสามัญชนขยับพร้อมถ่ายโอน ส.ส.อนค.
    วันเดียวกันนี้ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน
บ้านนาหนองบง ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งพรรคสามัญชน ที่เคยมีกระแสข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่าจะเป็นพรรคสำรองของพรรคอนาคตใหม่ ที่จะมีการนำ ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ย้ายไปอยู่ด้วย หากพรรคอนาคตใหม่โดนยุบพรรค เนื่องจากแกนนำพรรคอย่างนายธนาธรและนายชัยธวัช ตุลาธน แกนนำอนาคตใหม่ เพื่อนสนิทกับนายธนาธร มีความคุ้นเคยกับผู้ก่อตั้งพรรคสามัญชน โดยกลุ่มดังกล่าวได้ออกแถลงการณ์เรื่อง "การฟื้นฟูเหมืองคือการฟื้นฟูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" มีเนื้อหาระบุว่า "ถึงเพื่อนมิตรทุกท่าน กาลเวลาแห่งการต่อสู้เหมืองทองคำแห่งนี้ได้ล่วงเลยมาพอสมควร เด็กๆ ของเราเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มสาว ผู้ใหญ่ของเราเข้าสู่วัยชรา เรากำลังเข้าสู่ช่วงสิบปีที่สองแห่งการฟื้นฟูเหมืองหลังจากช่วงสิบปีแรกเราใช้เวลาในการปิดเหมืองได้แล้ว จนทำให้เจ้าของเหมืองต้องล้มละลายสิ้นเนื้อประดาตัว
    สิบปีก่อนมีแต่คนพูดว่าเป็นไปไม่ได้ที่ประชาชนสามัญชนคนธรรมดาอย่างพวกเราจะต่อสู้กับนายทุนทำเหมืองทองคำรายใหญ่ได้ เพราะพวกเขามีทั้งเงินและอำนาจรัฐอยู่ในกำมือ แต่เราก็ทำให้เห็นแล้วว่าตราบใดที่มีความฝันอย่างมุ่งมั่น สามัญชนก็เปลี่ยนแปลงโลกได้
    พื้นที่แห่งนี้ถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มาตลอดสิบปีแห่งการทำเหมือง ถูกลดทอนคุณค่าให้เป็นพลเมืองชั้นสองที่ต้องแบกรับมลพิษจากการพัฒนา แต่เราไม่ยอมรับชะตากรรมนั้น  เพราะเราต้องการกำหนดชะตาชีวิตของเราเอง เราจึงลุกขึ้นสู้ สู้ทั้งเพื่อชุมชนและชนชั้น
    เราจึงกอบกู้ชุมชนของเราด้วยการลุกขึ้นสู้เหมือง และยังจะสู้ต่อไปจนกว่าการฟื้นฟูเหมืองจะสำเร็จเป็นรูปธรรม เพราะสารพิษยังตกค้างอยู่อีกมาก สุ่มเสี่ยงต่อคุณภาพชีวิตที่เลวร้ายหากไม่ทำการฟื้นฟูให้เห็นเป็นรูปธรรม"
    แถลงการณ์ระบุตอนหนึ่งว่า "พวกเราชาวบ้านธรรมดาเห็นภาพของสังคมไทยใหญ่ขึ้นมากไปกว่าแค่ความเดือดร้อนของพวกเรา  เราเห็นความเหลื่อมล้ำของผู้คนทั่วทุกภูมิภาคจากการถูกกดขี่ข่มเหงและกอบโกยผลประโยชน์ไปจากภูเขา ท้องทุ่ง แม่น้ำลำธาร ท้องทะเลและอากาศที่ควรเป็นสินทรัพย์ที่สร้างความยั่งยืนให้กับลูกหลานของพวกเรา โดยผู้มีอำนาจและชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ
    เราพบสัจธรรมว่า ประวัติศาสตร์ของสังคมทั้งหมดที่ผ่านมา ล้วนแต่เป็นประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ทางชนชั้น ซึ่งเราเห็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองในรอบปีที่ผ่านมาโดยพรรคการเมืองเช่นอนาคตใหม่ ได้พยายามต่อสู้เพื่อเขียนประวัติศาสตร์ประชาชนขึ้นมาแทนที่ประวัติศาสตร์ของผู้ปกครอง เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในฐานะเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ที่โดนปล้นอำนาจไปตลอดทศวรรษของรัฐประหารสองครั้งที่ผ่านมา
    เราขอชื่นชมและสดุดีพรรคอนาคตใหม่ที่ทำให้การเมืองเข้าถึงและเป็นไปได้สำหรับประชาชน แต่พวกเขาก็กำลังถูกกลั่นแกล้งอย่างไร้มนุษยธรรมจากอำนาจจารีตหัวเก่า ที่ไม่ยอมรับว่าโลกกลมและโลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางจักรวาล เป็นเพียงแค่เถ้าธุลีในห้วงอวกาศกว้างใหญ่
    พวกจารีตหัวเก่าได้สร้างสมมุติเทพว่าอำนาจปกครองควรเป็นของคนรวยที่มีเงินและการศึกษาเท่านั้น ส่วนประชาชนที่เหลือเป็นได้แค่ผู้อาศัยและแรงงาน กลุ่มคนพวกนี้กระทำการฝืนสัจธรรมด้วยการไม่ยอมรับว่าประชาชนคือผู้สร้างโลก
    สำหรับพรรคอนาคตใหม่แล้ว พรรคสามัญชนถือความเป็นมิตรเป็นที่ตั้ง ดังนั้นสิ่งที่หายไปก็แค่ชื่อพรรคอนาคตใหม่เท่านั้น หากถูกยุบพรรคจริง ส่วนอุดมการณ์ของพรรคอนาคตใหม่ไม่มีวันสูญหายไปไหน พวกเราพรรคสามัญชนจะสานต่อ
    พรรคสามัญชนยินดีต้อนรับอนาคตใหม่ทุกท่านที่พร้อมจะต่อสู้เพื่อชุมชนและชนชั้นไปด้วยกัน ส่วนที่เป็นงูเห่าและพวกที่ลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุนให้เกิดการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงเพื่อผันน้ำโขงลงสู่แม่น้ำเลย ชีมูลและป่าสัก พวกที่ลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุนให้ขุดคอคอดกระหรือคลองไทย หรือญัตติอะไรอื่นที่ไม่เห็นหัวประชาชน ไม่เห็นมิติชุมชนท้องถิ่นและแนวคิดด้านรอยเท้านิเวศและความยั่งยืน พรรคสามัญชนไม่ขอต้อนรับ
    สุดท้ายนี้ ขอให้พี่น้องทุกหนทุกแห่งจงลุกขึ้นสู้กับรัฐที่ฉ้อฉล  ปล้นชิงทรัพยากรและธรรมชาติไปจากพวกเรา ให้เหมือนกับที่พรรคอนาคตใหม่ได้ลุกขึ้นสู้ด้วยหัวจิตหัวใจที่แข็งแกร่ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคขวากหนามใดๆ ทั้งสิ้น ด้วยแนวทางนี้เท่านั้น ที่จะเห็นถึงสัจธรรมอันถ่องแท้ว่าอำนาจแท้จริงเป็นของประชาชน" แถลงการณ์ระบุ
    ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวถึงการยุบพรรคอนาคตใหม่ว่า ที่ผ่านมาพูดมาหลายครั้ง และเห็นความเป็นไปคือการเตรียมความพร้อมรับมือของพรรคอนาคตใหม่ การอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อกรณีการยุบพรรคอนาคตใหม่หรือไม่จากการที่ติดตามการแถลงข่าวของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ก็มีการเตรียมความพร้อม เพราะชะตากรรมของการถูกยุบพรรคนั้นจะต้องมีพรรคสำรองไว้ และหากถูกยุบพรรคจริงนั้น กรรมการบริหารพรรคจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ดังนั้นต้องดูว่ากรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ที่เป็น ส.ส.จะตัดสินใจทางการเมืองอย่างไร หากวัดดวงตัดสินใจไม่ลาออกก็ต้องยอมรับว่าจะต้องเสีย ส.ส.ไปทั้งหมด 11 ที่นั่งจากจำนวน 76 เหลือ 65 ที่นั่ง แต่หากตัดสินใจเด็ดขาดคือการน้อมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น และวางแผนกันอย่างมีสติ ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย ตัดสินใจลาออกทั้ง 11 คนเพื่อให้ลำดับถัดไปได้ขึ้นมาเป็น ส.ส. ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเวลาที่จะต้องตั้งสติเพื่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุดของจำนวน ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นเชื่อว่าอยู่ระหว่างการชั่งใจ เนื่องจากมีแบบอย่างและบทเรียนให้ได้เห็นมาแล้ว 
วิเคราะห์เนปาลโมเดล 
    ส่วนความเห็นของนักวิชาการต่อกรณีนี้ ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หากมีการสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่โดยที่คำวินิจฉัยของศาล รธน.มีเหตุผลเพียงพอ ไม่เลือกปฏิบัติ มีการอธิบายเหตุผลผ่านสื่อ เช่น โซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง รวมถึงมีการเปิดให้มีการวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เช่น จัดเวทีให้นักวิชาการได้พูดคุยถึงคำวินิจฉัยดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนได้เห็นแง่มุมของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าคำวินิจฉัยมีเหตุมีผล ไม่เลือกปฏิบัติ ก็คิดว่ายังไงอนาคตใหม่หากจะไปเคลื่อนไหวทำกิจกรรมอะไร ก็คงไม่บานปลายมาก แต่ถ้าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาแบบไม่มีเหตุผล และถูกมองว่าเลือกปฏิบัติ แน่นอนว่าก็จะมีแรงส่งทำให้คนออกมาร่วมทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น
    เมื่อถามว่ามีความเห็นอย่างไรกับคำร้องยุบพรรคอนาคตใหม่เรื่องล้มล้างการปกครอง มีน้ำหนักหรือไม่ โดยเฉพาะการยกเหตุการณ์ในอดีตของแกนนำพรรคอย่างนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,  นายปิยบุตร แสงกนกกุล, น.ส.พรรณิการ์ วานิช ที่เป็นเรื่องก่อนเข้าสู่การเมือง หรือร้องเรื่องโลโก้พรรคเหมือนกับสัญลักษณ์ของกลุ่มอิลลูมินาติ นายไชยันต์กล่าวตอบว่า คำร้องดังกล่าว เรื่องสัญลักษณ์พรรคคล้ายกับของอิลลูมินาติคงไม่เกี่ยว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอิลลูมินาติเลย มันก็มีมูลพออยู่ระดับหนึ่ง ตนคิดว่าเขาชัดเจนตรงที่ว่าเขาอาจจะต้องการให้อย่างน้อยๆ ที่สุดก็คือลดทอนพระราชอำนาจหรือทำให้สถาบันฯ อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง ตามความเข้าใจของเขา นั่นคืออย่างน้อย อย่างมากก็คือว่าให้มีการเปลี่ยนแปลง แต่เขาจะใช้วิถีทางรัฐสภาในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ไม่ใช่ไปใช้วิธีการแบบปฏิวัติอะไรแบบนั้น เขาถึงเข้ามา เขาถึงตั้งพรรค เข้ามาเล่นการเมือง แล้วก็ต่อสู้ในสภา เพราะว่ามันมีตัวอย่างของบางประเทศที่เขาเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ มาเป็นระบอบสาธารณรัฐที่ไม่มีกษัตริย์ เช่น ที่เนปาล ที่ไปเปลี่ยนแปลงในสภา เลย คำว่าล้มล้าง ก็ต้องไปตีความว่าคุณใช้วิถีทางนอกสภาหรือไม่ หรือว่าการที่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง โดยเปลี่ยนด้วยวิถีทางของรัฐสภา อันนั้นต้องตีความ
    นายไชยันต์กล่าวอีกว่า คนร้องเขาก็มีสิทธิ์บอกว่าคนคนนี้มีพฤติกรรม มีทัศนคติแบบนี้มาตลอดเลย สอดคล้องกันมาตลอด แม้กระทั่งเมื่อตั้งพรรคการเมือง ในข้อบังคับพรรคก็ยังไม่มีข้อความคำว่าพระมหากษัตริย์เลย ประเด็นก็คือศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องรับฟังความเห็นของฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ หรือว่ามีข้อมูลมาอธิบายหรือไม่ จะยืนยันหรือไม่ว่าไม่ได้มีเจตนาอะไรต่างๆ ก็ว่าไป เช่น ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
    เมื่อถามย้ำว่า คำร้องนี้มีน้ำหนักหรือไม่ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์จากจุฬาฯ ผู้นี้กล่าวตอบว่า ก็มี ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะตีความคำว่าล้มล้างอย่างไร อย่างสมมุติว่าเขาไม่ได้เข้ามาในการเมือง เขาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่การสอนหนังสือก็มีเสรีภาพทางวิชาการที่จะอธิบายว่าระบอบนี้ดีอย่างไร ระบอบนั้นมีข้อเสียอย่างไร แต่เมื่อพอคุณเข้ามาเล่นการเมือง คุณก็ต้องอยู่ภายใต้กติกาเยอะขึ้น ก่อนหน้านี้ ทั้งนายธนาธร นายปิยบุตร และ น.ส.พรรณิการ์ เขาไม่ได้เป็นนักการเมือง อาจเป็นนักเคลื่อนไหว สื่อมวลชนเขาก็มีเสรีภาพที่จะคิด จะพูด แต่เมื่อเข้ามาเป็นนักการเมือง ก็มีกติกาคือเล่นการเมืองภายใต้กติกานี้ แต่ตนสันนิษฐานว่าเขาจะใช้รัฐสภาค่อยๆ เปลี่ยนแปลง ค่อยๆ เปลี่ยน จะเรียกว่าล้มล้างหรือไม่ อันนี้ก็ไม่รู้ แต่ก็ดีกว่าจะไปซ่องสุมกำลังอาวุธหรือไม่
       “หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่มีเหตุผลเพียงพอและไม่เลือกปฏิบัติ แม้ว่าอนาคตใหม่จะขับเคลื่อนทางการเมืองนอกสภา ก็ไม่น่าจะต้องกังวลอะไรมาก และไม่ควรมีการขับเคลื่อนคู่ขนานวัดปริมาณแข่งขันกัน ที่สำคัญคือจะต้องใช้กระแสโซเชียลอธิบายความอย่างมีประสิทธิภาพกว้างขวางเพียงพอด้วย แต่ถ้าคำวินิจฉัยไม่มีเหตุผลและเกิดการเลือกปฏิบัติ การเมืองนอกสภา ก็จะรุนแรง และยิ่งมีคู่ขัดแย้งลงไปเล่นการเมืองนอกสภาอีกด้วยแล้ว การเมืองไทยคงไม่พ้นวังวนเดิมๆ” นายไชยันต์กล่าว 
    ส่วน ม.จ.จุลเจิม ยุคล โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า "คุณปิยบุตร พวกคุณจะเดินหน้าต่อหรือจะถอยกลับมาสู่โลกของความเป็นจริง..... แต่อย่าเอ่ยอ้างเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นโล่ป้องกันความผิดของตัวเอง".


สนใจกันทำไม.....?กับแถลงการณ์เนื้อหาบ่งบอก "คนถ่อย-คนเถื่อน" เขียน ถ้าระดับ "ตัวแทนประเทศ" เขียนแถลงการณ์นั้น.......

จบที่ 'ไม่ยอมจบ' ของทอน
ภาวะโลก "Covid-19" เซตซีโร
'บทบาท กมธ.ที่น่าทบทวน'
เรื่องกฎหมาย 'สไตล์ปิยบุตร'
พงศกร 'สะท้อนภาพ' ธนาธร
จะเอาให้ 'เผาศาล' กันใช่มั้ย?