ดีเอสไอยกร่าง 6 ประเด็น แย้งอัยการสั่งไม่ฟ้องคดีอุ้ม-ฆ่าบิลลี่


เพิ่มเพื่อน    


28 ม.ค. 63-  แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนคดีฆาตกรรมนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ ยกร่างประเด็นความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 รวม 6 ประเด็น โดยประเด็นแรกเป็นความเห็นของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งอัยการเห็นว่า "วิธีการตรวจหาสารพันธุกรรมในไมโทคอนเดรีย เป็นเพียงวิธีการตรวจหาพันธุกรรมของบุคคลในสกุลเดียวกันจากพันธุ์กรรมฝ่ายมารดา ไม่มีพยานบุคคลใดยืนยันได้ถึงแม่ของยายและยายของยายที่เลยไปกว่าชั้นมารดาของนายพอละจีในแต่ละสายว่า ใครที่ยังมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งดีเอสไอมองว่า อัยการไม่ได้ใช่ดุลยพินิจรับฟังพยานหลักฐานแตกต่างจากพนักงานสอบสวน แต่เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงตามพยานหลักฐานในสำนวน เนื่องจาก อัยการไม่มีการอ้างอิงว่ารับฟังในประเด็นนี้เอามาจากพยานผู้เชี่ยวชาญหรือพยานหลักฐานชิ้นไหน ขณะที่สำนวนสอบสวนมีพยานผู้เชี่ยวชาญการตรวจสารพันธุกรรมเพียงคนเดียวคือ นพ.วรวีร์ ไวยวุฒิ  ขณะที่ผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ให้การโต้แย้งและกล่าวอ้างพยานผู้เชี่ยวชาญอื่น

2.ประเด็นพยานบุคคล รวม 3 ปาก คือเจ้าหน้าที่อุทยาน กับอดีตนักศึกษาฝึกงาน 2 คน ที่อัยการเห็นว่าให้การกลับไปมา ไม่น่าเชื่อถือ แต่อัยการเลือกที่จะเชื่อในคำให้การเฉพาะในส่วนที่ว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดได้ปล่อยตัวนายพอละจีไปแล้วหลังจับกุม ซึ่งย้อนแย้งกันเอง และเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงตามพยานหลักฐานในสำนวน

3.ประเด็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์เบียดบังเอาทรัพย์เป็นของตนฯ ตาม ป.อาญา มาตรา 147 และฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจฯ ตาม ป.อาญา มาตรา 148 ที่พนักงานอัยการเห็นว่า ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าผู้ต้องหาทั้ง 4 เอาทรัพย์ของนายพอละจีไป และเห็นว่าผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ได้ใช้อำนาจข่มขืนใจนั้น  ดีเอสไอเห็นว่า คดีนี้มีพยานบุคคลยืนยันอย่างชัดเจนว่าผู้ต้องหาทั้งหมดได้จับเอาตัวนายพอละจี่ไปโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ทำบันทึกจับกุม ไม่ทำบัญชีของกลาง ไม่แจ้งสิทธิ ไม่นำตัวนายพอละจีไปที่ทำการของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ผู้ต้องหาทั้งหมดกลับร่วมกันสร้างเรื่องราวการปล่อยตัวอันเป็นเท็จ ถือเป็นพฤติการณ์อันสำคัญที่ทำให้เห็นว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดมีเจตนาจับเอาตัวไปเพื่อประทุษร้ายต่อชีวิตร่างกายและเบียดบังเอาทรัพย์สินของนายพอละจี่ไป นอกจากนี้พฤติการณ์ที่ผู้ต้องหาทั้งหมดมีจำนวนคนมากกว่า และมีอาวุธปืนในขณะจับกุมนายพอละจี​ย่อมถือเป็นการข่มขืนใจนายพอละจี เข้าข่ายความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามมาตรา 147 และ 148
 
4.ประเด็นการกล่าวอ้างคำสั่งศาลจังหวัดเพชรบุรี  ดีเอสไอเห็นว่า มีการยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวนายพอละจี ตาม ป.วิอาญา มาตรา 90 ซึ่งประเด็นแห่งคดีเป็นคนละประเด็นกับความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่และคดีฆาตกรรม และในช่วงเวลาดังกล่าวญาติของนายพอละจีซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่สามารถแสวงหาหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า นายพอละจีอยู่ในความควบคุมของผู้ต้องหาทั้งหมดศาลจึงมีคำสั่งยกคำร้อง มิใช่คำสั่งว่าผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ได้กระทำผิดอาญาแต่อย่างใด
ความเห็นของพนักงานอัยการที่กล่าวอ้างคำสั่งศาลจังหวัดเพชรบุรี โดยไม่ฟังข้อเท็จจริงอันสำคัญที่ได้จากการสอบสวนในภายหลังจึงไม่ถูกต้อง
 
5.ประเด็นการพิสูจน์การฆ่า ซึ่งพนักงานอัยการอ้างว่าไม่มีประจักษ์พยานเห็นการฆ่า และไม่อาจนำคดีฆ่าพญ.ผัสพร บุญเกษมสันติ มาเทียบเคียงได้เนื่องจากข้อเท็จจริงไม่ตรงกันนั้น ดีเอสไอเห็นว่า คดีนี้มีหลักในการพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาในทำนองเดียวกัน​ กล่าวคือเป็นคดีที่ไม่มีประจักษ์พยานเห็นการฆ่าและไม่พบศพ โดยพิสูจน์การตายด้วยชิ้นเนื้อซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญและมีแพทย์ยืนยันการเสียชีวิต เช่นเดียวกับคดีนี้ที่พิสูจน์การตายโดยชิ้นส่วนกระดูกอันสำคัญโดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญยืนยันประกอบคำให้การของพยานที่เป็นเครือญาติ

6.คดีนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ยอมให้การโต้แย้งหรือกล่าวอ้างพยานหลักฐานใดในชั้นสอบสวน ทำให้สำนวนคดีทีแต่ข้อเท็จจริงที่รับฟังตามพยานหลักฐานทางการสอบสวน ประกอบด้วย พยานทางวิทยาศาสตร์ พยานบุคคล พยานวัตถุ และพยานเอกสารหลายรายการ โดยพยานส่วนหนึ่งผ่านการพิจารณาของศาลทุจริตและประพฤติมิชอบจนอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมดทุกข้อกล่าวหา คดีจึงสมควรได้รับการพิสูจน์ในชั้นศาล

สำหรับร่างความเห็นแย้งของพนักงานสอบสวน ตามขั้นตอนจะถูกส่งไปยังศูนย์บริหารคดีพิเศษ เพื่อพิจารณาก่อนส่งต่อไปยังกลุ่มงานความเห็นแย้ง เพื่อให้ร่วมตรวจสอบอย่างรัดกุม โดยคดีนี้ไม่สามารถนำพยานหลักฐานอื่นเข้ามาประกอบเพิ่มเติมได้ เนื่องจากอัยการไม่ได้สั่งสอบสวนเพิ่มเติม.


คนร่วมชุมนุม "ม็อบสามสัส" ระยะหลังดูจะออกอาการเซ็งๆ เห็นโพสต์บ่น....ไรวะ"เย็นนัดชุมนุม-ค่ำให้กลับไปกินนมนอน"!แบบนี้ มันคงจบหรอกนะ ที่ "รุ่นเรา" น่ะมันน่าจะไปจบที่ "คุก" ซะก่อนมากกว่า!

ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก
เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์
'เจรจา'...จะ 'เจรจากับใคร'?
เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'