'ปิยบุตร' ยกส.ส.ฝรั่งเศสสามารถลงคะแนนแทนกันได้


เพิ่มเพื่อน    

แฟ้มภาพ

30 ม.ค.63 - นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีปัญหาการลงคะแนนกันของส.ส.ระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2563 โดยระบุว่า เมื่อช่วงหลายวันที่ผ่านมามีกรณีที่น่าสนใจเกิดขึ้นในที่ประชุมสภา นั่นคือการเสียบบัตรแทนกัน ของ ส.ส. ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทำให้กลายเป็นที่ถกเถียงและจับตากันของหลายฝ่ายว่าจะส่งผลอย่างไรต่อ พ.ร.บ.งบประมาณแผ่นดินที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว กฎหมายจะมีปัญหาหรือเปล่า และประเทศไทยจะมีงบประมาณใช้หรือไม่

นายปิยบุตร กล่าว่า ผมขอเล่าถึงกรณีของประเทศฝรั่งเศสก่อน ว่ามีบทบัญญัติเป็นข้อบังคับไว้ชัดเจนว่า ส.ส. อาจมอบอำนาจให้ ส.ส. คนอื่นลงคะแนนแทนได้ ในกรณีดังนี้ 1. ป่วย​ อุบัติเหตุ​ เหตุร้ายแรงเกี่ยวกับครอบครัว 2.ติดภารกิจชั่วคราวที่มอบหมายโดยรัฐบาล 3.ติดภารกิจทางทหาร 4. สภามอบหมายให้ไปปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับภารกิจด้านต่างประเทศของสภา 5. อยู่ในการประชุมสภาสมัยวิสามัญ​ สำหรับกรณี ส.ส. ในเขตเลือกตั้งนอกดินแดนฝรั่งเศสหรือดินแดนโพ้นทะเล
6.เหตุสุดวิสัย​ ตามที่สำนักงานสภาฯ เห็นชอบ 

นายปิยบุตร กล่าวว่า ในส่วนของประเทศไทยนั้นข้อบังคับการประชุมสภาในข้อที่ 80 เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่าการออกเสียงลงคะแนนไม่สามารถทำแทนกันได้ นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยในประเด็นการออกเสียงลงคะแนนของสภาผู้แทนราษฎรในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกรณี พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทเพื่อโครงสร้างพื้นฐานในสมัยรัฐบาลเพื่อไทย ไว้ในปี 2556-2557 ซึ่งแท้จริงแล้วผมก็ไม่เห็นด้วยกับแนวทางคำวินิจฉัยแบบนี้ เพราะเห็นว่าหากมีกระบวนการการออกเสียงลงคะแนนที่ไม่ชอบ ก็ควรต้องตัดเอาคะแนนที่ไม่ชอบนั้นออกไปเท่านั้น ไม่ใช่ทำให้ร่างกฎหมายทั้งฉบับนั้นต้องตกไปเพียงเพราะมีการเสียบบัตรแทนกันแค่ไม่กี่คน โดยเฉพาะเมื่อตัดคะแนนที่ไม่ชอบออกไปแล้วไม่มีผลทำให้คะแนนเสียงข้างมากเปลี่ยนข้าง ส่วนการลงโทษทางวินัยต่อผู้กระทำผิดนั้นควรเป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรที่จะพิจารณาลงโทษ 

"แต่หากศาลรัฐธรรมนูญมีแนวทางคำวินิจฉัยปัดตกทั้งฉบับเช่นนี้มาแล้วในอดีต ก็เป็นที่น่าติดตามต่อไปเช่นกันว่าจะวินิจฉัยกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้อย่างไรบ้าง รอดหรือไม่รอด พระราชบัญญัติจะตกไปเพราะกระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่เคยวินิจฉัยไว้ในอดีตหรือไม่ และรัฐบาลจะมีทางแก้ไขปัญหานี้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือข้อเสนอที่ชี้โพรงให้รัฐบาลออกงบรายจ่ายประจำปีเป็น พระราชกำหนด แทน พระราชบัญญัตินั้นทำไม่ได้แน่นอน เพราะในรัฐธรรมนูญมาตรา 141 ก็บัญญัติเอาไว้ชัดเจนว่าต้องออกเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น" นายปิยบุตร กล่าว 

นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า ตามที่คุณวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ความเห็นว่าหากศาลรัฐธรรมนูญปัดให้กฎหมายงบประมาณตกไปทั้งฉบับนั้น ก็ให้ยกเอารัฐธรรมนูญมาตรา 143 มาใช้ โดยถือว่าหากสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาไม่เสร็จภายใน 105 วัน ให้ถือว่าเห็นชอบและดำเนินการต่อไป แต่ผมก็เห็นว่าเป็นไปไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะกรณีที่เกิดขึ้นนั้นไม่เข้ากับมาตรา 143 เนื่องจากร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแล้ว จนตอนนี้อยู่ในขั้นตอนที่นายกรัฐมนตรีจะทูลเกล้าฯ เพื่อให้พระมหากษัจริย์ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้ ซึ่งกรณีนี้ทั้งหมดไม่ใช่กรณีตามมาตรา 143 แน่นอน การกระทำทำเช่นนี้จะขัดรัฐธรรมนูญชัดเจน

"แต่ทั้งหมดนี้ที่ผมเล่าไป ผมอยากให้ทุกท่านได้คิดและมองภาพที่กว้างกว่านั้น ที่ว่าลักษณะการทำโจ๋งครึ่มเป็นล่ำเป็นสันกันกลางสภาเช่นนี้เกิดจากอะไร ผมเห็นว่าลักษณะเช่นนี้เป็น “อาการ” และ “ผลพวง” ของการที่รัฐบาลชุดนี้เป็น “รัฐบาลเสียงข้างมากแบบปริ่มน้ำ” อันเป็นผลร้ายของ “รัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ” ที่ออกแบบมาให้เป็นมีเสียงปริ่มน้ำ มีพรรคร่วมหลายพรรค มีบางครั้งที่ฝ่ายรัฐบาลแพ้โหวตในสภา ทำให้ต้องเข้มงวดกวดขันให้ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลทุกคนต้องมาโหวต ไม่เช่นนั้นถ้าผิดพลาดไปนิดเดียวก็อาจจะแพ้โหวตฝ่ายค้านอีกได้ การเสียบบัตรแทนกัน จึงเกิดขึ้นอยู่เป็นนิจ" นายปิยบุตร ทิ้งท้าย


"...ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่ทุกคนค่ะ ขอให้ประสบความสุขความสำเร็จในชีวิตค่ะ ส่งผ่านความภาคภูมิใจไปถึงบัณฑิตทุกคนและครอบครัวนะคะ..."

ความจริงจากเยอรมัน
'สรรพรส-สรรพเรื่อง' (เละๆ)
เมื่อคืนของ 'ประธานชวน'
นายกฯ ชัดแล้ว...ฝ่ายค้านล่ะ?
หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'