งัดแพ็กเกจกระตุ้นท่องเที่ยว แบงก์พร้อมเยียวยาลูกหนี้


เพิ่มเพื่อน    

 ขุนคลังวอนคนไทย-นักท่องเที่ยวอย่ากลัวเกินเหตุ  รับ "ไวรัสโคโรนา" กระทบเศรษฐกิจไทย เร่งคลอดแพ็กเกจกระตุ้นท่องเที่ยว ธปท.ขอสถาบันการเงินดูแลลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ แบงก์รัฐขานรับออกมาตรการเยียวยา 

    เมื่อวันที่ 30 มกราคม นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ไม่รู้สึกเป็นห่วงในกรณีที่สื่อต่างประเทศนำเสนอว่าไทยเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอันดับ 2 รองจากประเทศจีน ที่ให้ระมัดระวังในการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา โดยอยากให้คนไทยและนักท่องเที่ยวอย่าไปกลัวจนเกินเหตุ     ส่วนกรณีที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมเสนอคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ให้ยกเลิก Visa On Arrival (VOA) กับนักท่องเที่ยวชาวจีนนั้น ยังไม่ทราบเรื่องนี้ แต่เชื่อว่าถ้ามีมาตรการนี้จะไม่มีผลกระทบ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว
    อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย รวมถึงเศรษฐกิจทั่วโลกด้วย ดังนั้นกระทรวงการคลังจึงต้องหาแนวทางในการดูแลเศรษฐกิจภายในประเทศให้ขยายตัว เพื่อทดแทนปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ให้ได้ โดยเฉพาะการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยว ซึ่งจะต้องเร่งดำเนินการให้ออกมาโดยเร็วที่สุด เพื่อให้มีผลสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพโดยเร็ว
    ขณะเดียวกันยังขอความร่วมมือสถาบันการเงินให้ช่วยดูแลผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนาอยู่ในขณะนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ให้มีสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนในช่วงนี้ให้ได้ ซึ่งเป็นแนวทางสอดคล้องกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ขอความร่วมมือสถาบันการเงิน ให้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวแล้ว
    นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง และกรมบัญชีกลาง เร่งชี้แจงทุกหน่วยงานราชการให้เข้าใจถึงการใช้เงินงบประมาณในช่วงที่งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ว่า ยังสามารถใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 ไปพลางก่อนได้ ในการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ รวมถึงการใช้งบลงทุนผูกพันก่อนหน้า ทั้งนี้เชื่อว่างบลงทุนผูกพันดังกล่าว จะเป็นส่วนหนึ่งในการประคองเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ดีขึ้น
    “โชคดีที่เศรษฐกิจไทยมีฐานะการเงินการคลังที่แข็งแกร่ง มีเสถียรภาพสูง ดังนั้นการจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใดๆ ยังสามารถดำเนินการได้ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศขยายตัวได้ดี ชดเชยผลกระทบที่เกิดจากปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทบในช่วงต้นปีนี้ได้ ซึ่งเชื่อว่าเราจะผ่านไปได้ เพราะไข้หวัดนกที่หนักกว่านี้เราก็ผ่านมาได้” รมว.การคลังระบุ
    ส่วนกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องกรณีการจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น นายอุตตมยอมรับว่า งบประมาณรายจ่ายปี 2563 จะล่าช้าออกไปแน่นอน แต่ยืนยันว่ากระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ เตรียมแผนรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีทุกแนวทางให้พิจารณา จะต้องรอให้ศาลตัดสินออกมาก่อน ซึ่งกระทรวงการคลังติดตามอย่างใกล้ชิด และพร้อมรับมืออย่างเต็มที่
    อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ถึง 3% ตามที่ระบุไว้หรือไม่ เนื่องจากจะต้องรอดูสถานการณ์ปัจจัยที่เข้ามากระทบว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด แต่กระทรวงการคลังพร้อมดูแลสถานการณ์อย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัวไปมากกว่าที่ควรจะเป็น
    ทั้งนี้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และ 18 สถาบันการเงิน ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ มาตรการ “ต่อเติม เสริมทุนเอสเอ็มอี สร้างไทย” โดยจัดสรรวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ 6 หมื่นล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียม 2 ปี สำหรับการขยายระยะเวลาการค้ำประกันสินเชื่อสำหรับลูกค้า บสย. ที่ใช้โครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS ระยะ 5-7 บสย.ได้ขยายเวลาการค้ำประกันออกไปอีก 5 ปี เพื่อให้เอสเอ็มอีกลุ่มนี้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดย บสย.และธนาคารจะร่วมกันช่วย โดยการเข้าสู่การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกลุ่มนี้ ร่วมโครงการเต็มจำนวนเป้าหมาย 2.8 หมื่นราย
    ขณะเดียวกัน บสย.ยังมีการปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของ บสย. ได้แก่ การรับความเสียหายเพิ่มจาก 30% เป็น 40% เพื่อให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบอย่างสบายใจ และเสริมสภาพคล่องให้กับต่อลมหายใจให้ธุรกิจได้ โดยความช่วยเหลือนี้ รัฐบาลจะใช้กลไกของการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ช่วยเติมทุนให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าสู่ระบบสินเชื่อ ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าปกติ จากสถาบันการเงินที่ร่วมลงนามทั้ง 18 ธนาคาร ด้วยความมั่นใจ มีเงินทุนเข้าสู่ระบบ 1.8 แสนล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการได้ 1.42 แสนราย โดยรัฐบาลจะติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นไปตามเจตนารมณ์เห็นผลจริงโดยเร็ว
    ด้านนายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019  ธปท.มีความห่วงใยลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว จึงขอความร่วมมือให้สถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ และผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับและสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ พิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยให้สถาบันการเงินดูแลและพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ ดังนี้
    1.ด้านเงินทุนและสภาพคล่องแก่ลูกหนี้เพื่อให้ประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เช่น ให้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติม ลดหรือยกเว้นดอกเบี้ย/ค่าธรรมเนียม 2.ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ และปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ปรับลดอัตราการผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำให้ต่ำกว่า 10% ของยอดคงค้าง 3.ผ่อนผันเพดานวงเงินชั่วคราวกรณีฉุกเฉินของสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2563
    นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับลูกค้าของธนาคารที่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว และอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019  ธอส.จึงได้เตรียมกรอบวงเงิน 1,000 ล้านบาท จัดทำมาตรการช่วยเหลือลูกค้าผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินงวดผ่อนชำระไม่เกิน 6 เดือน โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เท่ากับ 0.01% ต่อปี เพื่อลดภาระหนี้ที่ผ่อนชำระกับ ธอส. ทุกวัตถุประสงค์การกู้ โดยลูกค้าที่ได้รับผลกระทบสามารถติดต่อยื่นคำร้องเพื่อเข้าร่วมมาตรการได้ที่สาขาของ ธอส.ทุกแห่ง และทำนิติกรรมระหว่างวันที่ 30 ม.ค.-31 มี.ค.2563 หรือภายใต้กรอบวงเงินที่ธนาคารกำหนด
     นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ขณะนี้กำลังตรวจสอบผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสกับกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวชุมชนอยู่ ซึ่งหากพบว่าได้รับผลกระทบ จะมีการปรับเวลาพักหนี้ให้เพิ่ม 1 ปี
    นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ธนาคารได้เตรียมออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเอสเอ็มอีและลูกค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบการระบาดไวรัส 2 มาตรการ ได้แก่ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำรายละ 5 หมื่นบาท โดยคิดดอกเบี้ยพิเศษเพียง 0.50% ต่อเดือน ลดจากเดิม 1% ผ่อนชำระ 5 ปี รวมถึงจะปรับโครงสร้างหนี้ เช่น การพักเงินต้นให้ชำระแต่ดอกเบี้ย การลดดอกเบี้ยลง หรือการพักเงินต้นและดอกเบี้ยบางส่วน ขณะเดียวกันลูกค้าที่มีการกู้เงินสินเชื่อพิเศษจากออมสิน จะทำประกันภัยคุ้มครองกรณีได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา โดยเอสเอ็มอีจะได้รับการคุ้มครองสูงสุด 3 ล้านบาท และรายย่อยคุ้มครองสูงสุด 1 ล้านบาท
    วันเดียวกัน นายมานพ แซ่เจีย นายกสมาคมมัคคุเทศก์จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า กลุ่มทัวร์มัคคุเทศก์ โรงแรม ต่างได้รับผลกระทบหนัก หลังจากที่ทางการจีนห้ามประชากรเดินทางออกประเทศ อาชีพมัคคุเทศก์ที่ไม่มีเงินเดือนตกงานกันมากขึ้นทันทีตั้งแต่ปลายเดือนนี้ และอีกหลายธุรกิจจะได้รับผลกระทบอย่างไม่คาดคิด ระหว่างนี้อยากให้หน่วยงานรัฐบาลและเกี่ยวข้องรีบหาแนวทางเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว เนื่องจากผ่านมาเราพึ่งพิงตลาดนักท่องเที่ยวจีนเกิน 80% ดังนี้ ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวบริการที่เกี่ยวเนื่องต่างๆ เห็นพ้องว่านอกเหนือจากการเฝ้าระวังการระบาดของโรคแล้ว จำเป็นต้องมีมาตรการสร้างความเชื่อมั่นเป็นรูปธรรมให้ได้ว่ามาเที่ยวประเทศไทยจะปลอดภัยอย่างแน่นอน เพื่อหาตลาดการท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นมาชดเชย.
 


เนี่ย.......... ด้วยตำแหน่ง "โฆษกรัฐบาล"! ถ้าจะตำหนิ "นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์" ก็ต้องตำหนิกันในเรื่องนี้แหละ คือเรื่องการใช้มาตรการควบคุมโควิดกับบุคคลต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศช่วงนี้

'การเมือง' ที่ไม่มี 'วันพระ'
'การอยู่-การไป' ของสมคิด
หมอชาญชัย"เผยตาหมาก"
ภาพสะท้อน 'อนาคตไทย'
อาจารย์แหม่ม 'ผิดตรงไหน?'
การเมืองเรื่อง 'คิดกันไปเอง'