'หมอยง'สยบกระแสตื่น! ไวรัสโคโรนาไม่ได้ติดง่าย


เพิ่มเพื่อน    


    สถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในไทยยังอยู่ที่ 19 ราย "หมอยง" สยบกระแสหวาดวิตก เชื้อไวรัสโคโรนามาทางอากาศ กรณีแท็กซี่ต้องมีการสัมผัสเชื้อ ไม่ใช่เพราะอยู่ในห้องโดยสารเดียวกัน "อนุทิน" เตือนผู้ประกอบการผลิตหน้ากากอนามัยอย่าทำบาปฉวยโอกาสขึ้นราคา น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ช่วงวิกฤติต้องช่วยดูแลประชาชนด้วย
    เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ออกแถลงการณ์ชี้แจง​จากกรณีพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ รายแรกที่​ จ.เชียงใหม่ เป็นชาวจีนอายุ 28 ปี ว่าผู้ป่วยเดินทางจากเมืองอู่ฮั่นไปคุนหมิงก่อนมายังเชียงใหม่ และในวันที่ 18 มกราคม เริ่มมีน้ำมูกและไอเล็กน้อย จากนั้น 21 มกราคม ผู้ป่วยได้มาตรวจรับการรักษาด้วยอาการไข้ แพทย์ได้แยกตัวอยู่ในห้องควบคุม และได้ทำการสอบสวนโรคตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข ผลการตรวจตัวอย่างจากช่องคอและจมูก ไม่พบการติดเชื้อ 
    ต่อมา 25 มกราคม ผู้ป่วยยังคงมีไข้ คณะแพทย์ผู้ทำการรักษาจึงทำการตรวจหาเชื้อซ้ำอีกครั้ง แต่ผลตรวจก็ยังไม่พบการติดเชื้อ​ จึงติดตามรักษาอย่างสม่ำเสมอ ก่อนทำการตรวจภาพรังสีทรวงอกอีกครั้ง จนพบว่าปอดอักเสบ และนำน้ำจากปอดไปสอบสวนโรคเพิ่ม ผลการวินิจฉัยยืนยันพบการติดเชื้อไวรัสดังกล่าวในวันที่ 31 ม.ค. ขณะนี้ผู้ป่วยได้นอนรักษาอยู่ในห้องแยกความดันอากาศเป็นลบสำหรับผู้ติดเชื้อทางเดินหายใจ ไข้ลดลง แต่ยังมีอาการเพลียอยู่บ้าง 
    ทางโรงพยาบาลตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยและผู้ใช้บริการ ตลอดจนบุคลากร จึงยกระดับในการรับมือสถานการณ์ในทันที ทั้งป้องกัน คัดกรอง และเฝ้าระวังการระบาดของเชื้อในทุกช่องทาง ตามมาตรฐานสากล พร้อมเฝ้าติดตามบุคลากรที่ดูแลผู้ป่วยรายดังกล่าว เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ติดเชื้อ จนถึงปัจจุบันยังไม่มีรายงานผู้ป่วยและบุคลากรในโรงพยาบาลที่มีอาการผิดปกติหรือพบว่าติดเชื้อไวรัสดังกล่าว โดยโรงพยาบาลยังเปิดทำการตามปกติ และขอให้ความเชื่อมั่นต่อประชาชน รวมถึงบุคลากรในการดูแลอย่างเต็มที่
    นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดแถลงข่าวถึงสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ถึงผลตรวจคนขับแท็กซี่ที่รับนักท่องเที่ยวชาวจีนแล้วมีอาการเป็นไข้ว่า ผู้เชี่ยวชาญจาก 3 ด้านคือ ด้านระบาดวิทยา ด้านคลินิกวิทยา และด้านไวรัสวิทยา ลงความเห็นแล้วว่าประเทศไทยพบผู้ป่วยติดเชื้อยืนยันเพิ่มอีก 5 ราย 
    รวมสะสมทั้งหมด 19 ราย และรักษาจนหายเป็นปกติแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านแล้ว 7 ราย และยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลรวมทั้งหมด 12 ราย โดยใน 5 รายใหม่นี้ เป็นชาวจีน 4 รายที่มีประวัติการเดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน และอีก 1 ราย เป็นคนขับรถแท็กซี่ ที่ไม่เคยมีประวัติการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นรายแรกของประเทศไทยที่เป็นผู้ป่วยติดเชื้อภายในประเทศ และขณะนี้มีอาการดีขึ้น ไม่น่ากังวล
         นพ.สุขุมกล่าวว่า หลังมีการยืนยันผลจากห้องปฏิบัติการแล้ว สธ.ได้เร่งคัดกรองผู้สัมผัสเสี่ยงสูงกับคนขับรถแท็กซี่รายนี้แล้ว 13 คน ซึ่งเป็นคนในครอบครัว 3 คน และผู้สัมผัสเสี่ยงสูงอื่นอีก 10 คน ไม่พบการติดเชื้อเพิ่มเติม ทั้งนี้ ที่มีการพบการติดเชื้อในประเทศไทยเนื่องจากมีการขยายการตรวจที่เดิมตรวจเฉพาะผู้ที่มีประวัติการเดินทางมาจากประเทศจีน เป็นการตรวจไปยังกลุ่มเสี่ยงที่สัมผัสใกล้ชิดกับคนจีน เช่น คนขับรถโดยสารสาธารณะ ทำให้พบผู้ป่วยได้รวดเร็ว และรักษาได้ในขณะที่ยังมีอาการไม่รุนแรง
       “และจากการสอบสวนผู้ป่วยรายนี้พบว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่คาดว่าจะเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ติดเชื้อไวรัสมานั้น คาดว่าเดินทางกลับประเทศจีนไปแล้ว และเมื่อตนทราบว่ามีอาการป่วย ก็ทำการหยุดงาน ไม่ได้ออกไปขับรถ จึงไม่มีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไปยังผู้โดยสารคนอื่น” นพ.สุขุมกล่าว
อย่ากักตุนหน้ากากอนามัย
    นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงว่า มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่วันที่ 3 -31 ม.ค.ที่ผ่านมา 344 ราย คัดกรองจากสนามบิน 39 ราย มารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอง 305 ราย อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว 70 ราย ส่วนใหญ่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ยังอยู่ในระบบเฝ้าระวังในโรงพยาบาล 274 ราย โดยในวันที่ 31 ม.ค.2563 พบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรครายใหม่ 64 ราย ที่พบเยอะเพราะเพิ่มการคัดกรองคนจีนทุกคน รวมถึงคนไทยที่ทำงานใกล้ชิดคนจีน
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ในฐานะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่อแห่งชาติ กล่าวถึงเรื่องร้องเรียนกรณีหน้ากากอนามัยมีราคาสูงขึ้นว่า รับทราบปัญหา และได้เตรียมการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมไปถึง อย. เพื่อหามาตรการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ ตอนผู้ประกอบการซึ่งผลิตหน้ากากอนามัยมาขออนุญาตผลิตกับทาง อย. ท่านให้คำมั่นสัญญาว่าจะสนับสนุนกิจการของของภาครัฐหากเกิดวิกฤติ ท่านจะผลิตเพิ่มเติม และตรึงราคา เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชน มาถึงจุดนี้ ขอวิงวอนให้ผู้ประกอบการ พ่อค้า ช่วยเร่งการผลิต และดูแลราคา เพื่อประโยชน์ส่วนรวมกับพี่น้องประชาชน
    เขากล่าวว่า สถานการณ์แบบนี้ มันต้องน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ถึงจะผ่านพ้นกันไปได้ ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ตอนท่านมาขออนุญาตผลิต เราดูแลท่าน ถึงเวลาที่ท่านจะต้องกลับมาช่วยดูแลประชาชนบ้าง ส่วนใครที่คิดจะฉวยโอกาส อย่าทำเลย เป็นบาป และมีความผิดตามกฎหมายด้วย
     ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และรมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีมาตรการป้องกันการกักตุนหน้ากากอนามัยว่า ได้ลงนามในคำสั่งให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ตั้งวอร์รูมโดยเชิญอธิบดีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เข้ามาช่วยกันกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งการปฏิบัติการและความต้องการของผู้บริโภค เพื่อไม่ให้มีการโก่งราคาหรือขายแพงเกินสมควร หากทำเช่นนั้นจะถือว่าผิดกฎหมาย 
    อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ปลัดกระทรวงพาณิชย์ได้เรียกประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์ พร้อมสั่งการพาณิชย์จังหวัดสำรวจตลาดและต้องรายงานให้ทราบทุกวันว่าพื้นที่ไหนขาดตลาด หรือขายเกินราคา ซึ่งจากการพูดคุยกับผู้ผลิตในประเทศที่มีอยู่ 10 ราย ทราบว่าปริมาณการใช้คือ 30 ล้านชิ้นต่อเดือน แต่ศักยภาพการผลิตสามารถผลิตได้ 100 ล้านชิ้นต่อเดือน และในเวลานี้ยังไม่พบปัญหาเรื่องวัตถุดิบ ซึ่งยังผลิตได้ต่อเนื่องอีก 4-5 เดือน
    นายจุรินทร์กล่าวอีกว่า ขอความร่วมมือประชาชนอย่าซื้อหน้ากากอนามัยกักตุนไว้เกินความจำเป็น เพราะโรงงานผลิตกำลังเร่งผลิต ส่วนการกว้านซื้อหน้ากากอนามัย กระทรวงพาณิชย์กำลังพิจารณาว่าจะมีมาตรการแก้ปัญหาอย่างไร เช่นเดียวกับปัญหาหน้ากากอนามัยปลอมที่อ้างว่านำเข้ามาจากต่างประเทศ ทางกระทรวงพาณิชย์จะต้องไปตรวจสอบอยู่แล้ว
โรคนี้มันไม่ติดง่ายขนาดนั้น 
    ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ อดีตหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ ได้ให้สัมภาษณ์ Live สดทางทีวี และทางเพจรายการข่าวช่อง 8 ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับการแพร่ระบาดโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ในแง่มุมต่างๆ ที่น่าสนใจมาก ดังนี้ 
    ผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นแท็กซี่ที่เป็นคนไทยรายแรกได้รับเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในประเทศไทย ว่าทำไมถึงได้รับเชื้อ หรืออาจเป็นเพราะอยู่ในห้องโดยสารเดียวกับคนที่แพร่เชื้อ ศ.นพ.ยงกล่าวว่า กรณีของแท็กซี่รายนี้ อยู่ในรถที่เป็นสถานที่ปิด เชื่อว่าไม่ได้รับเชื้อทางอากาศ ทุกคนรู้ว่าเป็นไวรัสโคโรนาเป็นไวรัสมีขนาดใหญ่ขนาด 120 นาโนเมตร เชื้อจะออกมาได้ คนไข้คนนั้นจะต้องไอหรือจามออกมาเป็นฝอยละอองเล็กๆ แล้วตกลงไป มือของแท็กซี่รายนั้นอาจไปสัมผัสเชื้อหรือละอองฝอย อาจโดนจมูก ตา เยื่อบุปาก ซึ่งเป็นเรื่องที่รู้กันในกลุ่มครอบครัวโคโรนาทั้งหมดมานานแล้วว่าจะต้องติดเชื้อรูปแบบนี้ ไม่ใช่เพิ่งรู้ ส่วนที่สงสัยว่าทำไมเชื้อสามารถเข้าทางตาได้ ก็เพราะตาจะมีท่อส่งไปที่จมูก ปาก ลำคอ แต่ไม่ใช่ว่าจ้องหน้ากันแล้วจะติด เป็นไปไม่ได้ การติดเชื้อจะต้องมีการสัมผัส  
    "ตอนนี้เลยกลัวกันไปหมดว่าเดินสวนกันแล้วจะติด แต่รับรองเลยว่าไม่ติด แต่ถ้าคุยกันคนนั้นเขาเอาน้ำลายพ่นใส่เรา หรือคุยแล้วน้ำลายกระเด็นมาที่เรา ติดแน่นอน ดังนั้นทุกอย่างการติดถ้าเรารู้วิธีการป้องกันก็จะไม่ติด แท็กซี่ผมบอกได้เลยว่าไม่ได้ติดจากการหายใจในห้องโดยสาร คนที่ให้เชื้อนั้นจะต้องมีการไอหรือจาม หรือคนให้เชื้อ มือของเขาอาจไม่สะอาดพอ อาจจะไปจับส่วนใดส่วนหนึ่งของรถ แล้วแท็กซี่รายนั้น ไปจับทับ ไม่ได้ล้างมือ เอามือไปลูบหน้าลูบตาก็ทำให้ติดได้"
    ศ.นพ.ยงเล่าถึงสมัยโรคซาร์สระบาดว่า มีการติดเชื้อที่โรงแรมที่ฮ่องกง ติดเฉพาะที่ชั้น 9 ที่ผู้ป่วยอยู่ สันนิษฐานว่าติดเชื้อจากการใช้ลิฟต์ร่วมกัน เนื่องจากคนไข้อาจจามตออยู่ในลิฟต์ ก็เลยทำให้ติดกันทั้งคนที่อยู่ชั้น 9 แต่ที่ชั้นอื่นไม่มีคนติดเลย แสดงว่าต้องมีการสัมผัสกันแล้วไม่ล้างมือ ขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อหลักหมื่นโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในตอนนี้่ หลายคนมองกันว่ามีความเสี่ยงสูงมาก จริงๆ แล้วซาร์สมีอัตราเสี่ยงมากกว่า คนไหนเป็นแล้วปอดบวมทุกราย อัตราตาย 10% ถือว่าสูงมาก แต่ส่วนตัวเชื่อว่าโรคนี้น้อยกว่าซาร์ส 10 เท่า หรือ 1% เท่านั้น เป็นหลักการของโรคที่มีความรุนแรงน้อย จะมีการแพร่ระบาดมาก เทียบกับซาร์ส เป็นโรคที่รุนแรง เป็นแล้วต้องนอนโรงพยาบาล โอกาสที่จะไปแพร่ให้คนอื่นแทบไม่มีเลย แต่โรคที่ป่วยแล้วมีอาการน้อย จะแพร่เชื้อได้มาก 
    "โรคนี้มันไม่ติดง่ายขนาดนั้น ไม่งั้นติดกันทั้งโลกแล้ว อัตราการตายคาดว่าจะน้อยกว่าซาร์ส 10 เท่า โรคนี้ป่วยแล้วอาการน้อย จะมีโอกาสแพร่เชื่อได้เร็ว เพราะความรุนแรงน้อย อำนาจแพร่กระจายเท่ากับ 2 หรือเท่ากับไข้หวัดใหญ่ ไม่เหมือนวัณโรค คอตีบ แพร่ ได้ 1 ต่อ 7 แต่แน่นอนทำไม ตัวเลขคนติดเชื้อเป็นหมื่นได้ เพราะลองเอา 2 มายกกำลัง 20 คูณไปๆ ก็ไม่แปลกตอนนี้ คนติดเชื้อจะเพิ่มวันละ 2 พัน ซึ่งผมว่ายังน้อยด้วยซ้ำ เพราะถ้าติดในอัตรานี้ อีก 5-6 วันอาจจะเป็น 2 หมื่น หรือ 4 หมื่น หรืออีก 5 วันต่อไปอีกอาจจะเป็น 8 หมื่น อย่าเสียเวลานับเลย เอาเวลามาดูแลตัวเองดีกว่า" ศ.นพ.ยงกล่าว
คนแก่เสี่ยงตายสูง
    ประเด็นที่คนหวาดกลัวอีกประการคือ ติดเชื้อแล้วเสียชีวิต ศ.นพ.ยงกล่าวว่า ถ้าดูจากที่ตายรายแรกๆ จำนวน 18 ราย เกือบทั้งหมดอายุเกิน 65 ปี ครึ่งหนึ่งอายุเกิน 80 ปี มีโรคประจำตัว เบาหวาน หัวใจ มะเร็ง อัมพฤกษ์ โรคสมองเสื่อม เมื่อมีโรคปอดเข้ามาแทรกก็ทำให้เสียชีวิต ในจำนวนนี้มีคนอายุ 89 ปี 2 คน แต่น่าสังเกต 18 คนแรกที่เสียชีวิตเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ไม่น่าแปลกใจ โรคติดเชื้อจะเกิดกับผู้ชายมากกว่า เพราะระบบภูมิต้านทานผู้หญิงดีกว่าผู้ชาย 
    ผู้สื่อข่าวถามว่า คนเป็นแล้วเป็นอีกได้หรือไม่ ศ.นพ.ยงกล่าวว่า  เชื่อว่าคนที่ติดเชื้อแล้วหายระยะสั้น 2-3 ปีจะไม่เป็นอีก แต่ในกรณีที่สายพันธุ์เปลี่ยนไป อาจป้องกันไม่ได้ แต่ถ้าสายพันธุ์ไม่เปลี่ยน ส่วนตัวคิดว่าถ้าเป็นแล้วใน 10 ปีจะไม่เป็นอีก
    ส่วนที่มีการคาดการณ์ว่าการระบาดจะมีระยะเวลายาวนานถึง 6 เดือน ศ.นพ.ยงกล่าวว่า ระยะในการแพร่ระบาด คิดว่าไม่อยากให้ระบาดใหญ่ เพราะถ้าระบาดใหญ่ ระบบสาธารณสุขของเราจะรับไม่ได้ เช่นเดียวกับประเทศจีนขณะนี้ ต้องสร้างโรงพยาบาลใหม่  แต่ถ้าการระบาดแบบค่อยเป็นค่อยไปเรื่อยๆ จะดีกว่าการระบาดแบบตูมพรวดเดียว เพราะถ้าเป็นแบบนั้่นเราจะดูแลไม่ทัน ความสูญเสียจะมีมากกว่าการระบาดแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งคนที่เป็นแล้วหาย จะมีภูมิไม่เป็นอีก ซึ่งถ้ามีคนติดเชื้อไประยะหนึ่ง ในจำนวนหนึ่ง คนพวกนี้จะเป็นเกราะกำบัง ให้คนไม่มีภูมิ เหมือนเราจะจับแกะดำในฝูงแกะขาว กว่าจะเข้าถึงก็ยาก และถ้ามีคนที่มีภูมิเยอะๆ โรคจะหยุดระบาดไปเองโดยธรรมชาติ
    "ระบาดค่อยเป็นค่อยไป ดีกว่าแบบพรวดเดียว แบบระยะสั้น ระบบสาธารณสุขเรารับไม่ได้แน่ แต่ถ้าให้เป็นยาวหน่อย แล้วให้โรคสงบลงเองจะดีกว่า" ศ.นพ.ยงกล่าว
    ด้านการปฏิบัติดูแลป้องกัน  ศ.นพ.ยงแนะนำให้ล้างมือบ่อยๆ ตอนเช้าตื่นขึ้น ควรล้างมือก่อนค่อยล้างหน้า ไปถึงที่ทำงานก็ล้างมืออีก ก่อนกินข้าวก็ล้างมือ เข้าห้องน้ำเสร็จก็ล้างมือ กลับจากที่ทำงานมาถึงบ้านก็ล้างอีก ถ้าทุกคนฝึกได้เป็นนิสัย จะช่วยลดโรค  แต่ถ้าการล้างมือไม่สะดวก อย่างที่บอกว่าไวรัสตัวนี้เป็นไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม สามารถทำลายได้ด้วยแอลกอฮอล์ สามารถใช้เจลล้างมือฆ่าเชื้อได้ ไม่เหมือนไวรัสมือเท้าปาก แอลกอฮอล์ฆ่าไม่ได้
ปัญหาขยะติดเชื้อ เป็นอีกด้านที่ต้องมีการป้องกัน ศ.นพ.ยงบอกว่า ทุกวันนี้คนใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปกันทั้งนั้น ซึ่งถ้าป่วยโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เชื้อจะออกทางอุจจาระด้วย สำหรับผ้าอ้อมสำเร็จรูปก่อนทิ้งควรหยดน้ำยาล้างห้องน้ำที่มีคลอรีนเป็นส่วนประกอบหยดลงไปในขยะผ้าอ้อมก่อนม้วนทิ้ง เพื่อว่าที่เวลาฝนตกเชื้อจะได้ไม่แพร่กระจายออกไป เพราะบ้านเรายังไม่มีระบบจัดการขยะติดเชื้อตามบ้าน อีกทั้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วก็ควรมีการฆ่าเชื้อก่อนทิ้ง โดยการหยดแอลกอฮอล์ลงไปก่อนทิ้ง เพื่อไม่ให้ขยะพวกนี้ไปแพร่เชื้อต่อ
    "วิธีทำลายเชื้อ ต้องมีการสอนกัน โดยส่วนตัวผมไม่เชื่อว่าอยู่ในห้องเดียวกันแล้วติด ต้องมีการพูดคุยสัมผัสแล้วไม่ได้ระวังตัว จึงทำให้ติดได้ การไอกับจามจะทำให้ติดได้ มันขึ้นกับสถานที่ บ้านเรากำลังโชคดีที่กำลังจะเข้าหน้าร้อน เดือน มี.ค.-เม.ย.จะทำให้ลดแพร่กระจาย ผมว่าเชื้อนี้อยู่ในที่ร้อนแค่ชั่วโมงเดียวก็ตายแล้ว แต่ถ้าอยู่ในที่อากาศเย็นอย่างเมืองจีน ตอนนี้หนาว เชื้อจะอยู่ได้หลายวัน เราจะต้องพึงระวังให้ดีว่า เมื่อพ้นหน้าร้อนเข้าฤดูฝน ความชื้นจะทำให้เชื้ออยู่ได้นาน ดังนั้่นในช่วงฤดูร้อนเราน่าจะประคับประคองได้ แต่เราจะต้องไปรณรงค์อีกทีในช่วงฤดูฝน"
อย่ารังเกียจชาวจีน
     ส่วนที่มีความหวาดระแวง เวลาไปห้างสรรพสินค้า และอาจต้องใช้ของร่วมกันกับนักท่องเที่ยวจีน อาจจะติดเชื้อได้ ศ.นพ.ยง กล่าวว่า ไม่ต้องระแวงถึงขนาดนั้น สิ่งที่สำคัญก็คือตามร้านอาหารที่มีคนเยอะๆ ขอให้พนักงานทำความสะอาดบ่อยๆ ทำให้ถี่ขึ้น ทุกชั่วโมงหรือสองชั่วโมง ตามราวบันได้ด้วย และต้องสอนให้คนทำความสะอาดรู้วิธีป้องกันตนเองด้วย ไม่ใช่เอาแต่เรา 
    "การดำรงชีวิตอย่าให้ถึงขั้นไปเข้มงวด จนชีวิตไม่เป็นสุขเลย เพียงแต่ขอให้รู้ว่ามีโอกาสเกิดได้ แต่จะป้องกันอย่างไร ถ้าทุกคนช่วยกันก็ลดการแพร่ระบาดได้ แต่ไม่ใช่ว่าไปรังเกียจชาวจีนทั้งหมด อันนี้ผมว่ามันก็เกินไปมันไม่ได้ติดง่ายขนาดนั้น ถ้าติดง่ายขนาดนั้นติดทั้งโลกหมดแล้วล่ะ ไม่มีใครเหลือ"
    ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า ภาควิชาวิศวกรรมการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ สจล. ได้ทำการวิจัยและพัฒนา “ประตูสแกนอุณหภูมิร่างกายมนุษย์แบบเดินผ่าน” (Walk-through body temperature scanner) หรือเครื่องสำหรับสแกนอุณหภูมิร่างกายมนุษย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการเฝ้าระวังและคัดกรองบุคคลหรือผู้ป่วยที่มีไข้สูง ประกอบกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาหรือไวรัสอู่ฮั่น ทาง สจล.คาดว่าเครื่องมือดังกล่าวจะมีส่วนช่วยในการเฝ้าระวังและตรวจจับผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัสดังกล่าวได้อีกทางหนึ่ง
    สำหรับหลักการทำงานของประตูสแกนอุณหภูมิดังกล่าว อาศัยหลักการทำงานของรังสีอินฟราเรด หรือคลื่นรังสีความร้อน ที่สามารถสแกนอุณหภูมิร่างกายของมนุษย์ในช่วง 30-50 องศาเซลเซียส พร้อมระบบไฟแจ้งเตือนสถานะไฟแดงและไฟเขียว โดยมีความคลาดเคลื่อนในการตรวจจับเพียง 5% และยังสามารถรองรับระบบตรวจจับใบหน้าด้วย AI เพื่อเพิ่มความแม่นยำในอนาคต
    ส่วนของคุณสมบัติของเครื่องเป็นแบบ Work Station สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวกไปยังพื้นที่ที่ต้องการใช้งาน ด้วยขนาดความสูง 221 เซนติเมตร กว้าง 72 เซนติเมตร ลึก 59 เซนติเมตร ใช้งานผ่านเว็บแอปพลิเคชันควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ พร้อมโปรแกรมที่ทำงานบนเว็บ โดยตัวเครื่องต้องมีคุณสมบัติดังนี้ จอแสดงผลชนิดสี แบบจอภาพ LCD ขนาดไม่ต่ำกว่า 23 นิ้ว, RAM ไม่น้อยกว่า 4 GB, มีระบบปฏิบัติการไม่น้อยกว่า Window 10 สามารถเชื่อต่อ wifi ได้
    ด้านนายแพทย์อนวัช เสริมสวรรค์ รองคณบดีฝ่ายบริการทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ สจล. กล่าวเสริมว่า เครื่องดังกล่าวจะทำการตรวจจับอุณหภูมิร่างกายเมื่อมีคนเดินผ่านประตู หากพบว่าอุณหภูมิร่างกายของผู้ที่เดินผ่านสูงไม่เกิน 38 องศาเซลเซียส เครื่องจะแสดงสถานะไข้ต่ำ หากสูงเกิน 38 องศาเซลเซียส เครื่องจะแสดงสถานะว่าบุคคลคนนั้นมีไข้สูง และหากมีอุณหภูมิสูงเกินกว่า 41.5 องศาเซลเซียส จะแสดงว่าบุคคลคนนั้นมีสถานะไข้ที่สูงอย่างรุนแรง
    โดยปัจจุบันได้ทำการผลิตประตูสแกนอุณหภูมิร่างกายมนุษย์แบบเดินผ่านแล้วเสร็จ จำนวน 3 เครื่อง ภายใต้งบประมาณ 1-1.2 แสนบาท หรือเฉลี่ยเครื่องละ 3-4 หมื่นบาท โดยหนึ่งในนั้นถูกนำไปใช้งานภายพื้นที่ทางเข้าของคลินิกเวชกรรม สจล. และ อีก 2 เครื่อง ถูกนำไปใช้งานที่โรงพยาบาลสิรินธร เพื่อเฝ้าระวังและคัดกรองผู้มีไข้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า ซึ่งจากติดตั้งมาได้ระยะหนึ่งแล้วนั้น พบว่าการทำงานของเครื่องเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ" นายแพทย์อนวัชกล่าวสรุป
    ทั้งนี้ หากมีผู้ที่สนใจในเครื่องมือดังกล่าว ทาง สจล.ก็พร้อมที่จะร่วมมือในการต่อยอดทั้งในด้านวิชาการและเชิงพาณิชย์ ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักบริหารงานทั่วไปและประชาสัมพันธ์ สจล. โทรศัพท์ 0-2329-8111 เฟซบุ๊กแฟนเพจ w ww.facebook.com/kmitlofficial หรือเว็บไซต์ w ww.kmitl.ac.th
    


"ฝันดี" มา ๒ วัน กับเลข ๒ หลักวันนี้........."ฝันเด่น" ซะแล้ว ต้องถอยกลับไปที่เลข ๓ หลักใหม่ "เดวิดเจียงสา'สุข" แถลงเมื่อวาน (๘ เม.ย.)ว่า "การ์ดตกนิดเดียว" โควิดซัดเปรี้ยงเข้าปลายกระโดงคาง ติดเชื้อสดๆ เพิ่มอีก ๑๑๑ ราย

ต่ำใต้ในหล้า"บทศึกษาไทย"
"ถอยเพื่อรุกในแนวรบโควิด"
ข่าวดี "ลุงยง" ถึงคนไทย
ประเทศไทย 'ยังไงๆ ต้องรอด'
เคอร์ฟิว "เซฟก่อนตายจริงๆ"
เมื่อ 5-12 เข้ามาแทน 7-11