รัชกาลนี้ต้องไม่มีม็อบ นายกลั่นอย่าให้ใครปลุกปั่น ซัดสมชัยทำวันเลือกตั้งป่วน


   

    “พระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรอยู่   รัชกาลนี้ต้องไม่มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น” ประยุทธ์แนะชาวบ้านอย่าให้ใครปลุกปั่นไปประท้วง หวังประชาชนร่วมมือร่วมใจเลิกโกรธเกลียด รับฝ่ายกฎหมายขอมาให้ใช้มาตรา 44 ฟัน “สมชัย” เพราะทำป่วนวันเลือกตั้ง โพลอีสานเผยชัดเลือก “หญิงหน่อย” นั่งนายกฯ พร้อมเชียร์เพื่อไทย “มาร์ค” ลั่นถึงยุค 3 ทางเลือก “คสช.-พท.-ปชป.”  
    เมื่อวันพฤหัสบดี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ   (คสช.) พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อเป็นประธานสักขีพยานในการมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการคัดเลือกในโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.) ตามนโยบายของรัฐบาล 
    โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกับประชาชนช่วงหนึ่งว่า   วันนี้รัฐบาลเป็นแบบนี้ วันหน้าเป็นรัฐบาลแบบไหนไม่รู้  อยู่ที่ประชาชนแล้ว ที่ผ่านมาดีหรือยัง ดีตอนไหน แล้วรัฐบาลนี้ดีหรือยัง แต่มันไม่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก เพราะเป็นการเริ่มต้น สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องหลักคิดที่ถูกต้อง ประชาธิปไตยไทยควรเป็นอย่างไร ควรเป็นประชาธิปไตยที่ดูแลทุกคนหรือไม่ ส.ส.ที่มาจากทุกพื้นที่ทุกจังหวัดมาจากหลายพรรคการเมือง ซึ่งเป็นธรรมดา มีฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายไหนเป็นรัฐบาลเขาก็ลงพื้นที่ของเขา ใครเป็นฝ่ายค้านไม่ค่อยได้ แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะได้ตลอดไป ไม่ได้ มันต้องนึกถึงคนอื่นเขาด้วย เพราะฉะนั้น ต้องมีรัฐบาลที่ทำแบบนี้ คือลงมาทุกพื้นที่ทุกจังหวัด จังหวัดไหนลำบากมากต้องดูแลมาก อย่างรัฐบาลนี้ก็ดูแลหนองบัวลำภูเป็นหนองบัวลำภูโมเดล เหมือนกาฬสินธุ์โมเดล
    “ประชาธิปไตยต้องเป็นแบบนี้ ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ แต่ต้องไม่ทิ้งเสียงส่วนน้อย ใครเป็นรัฐบาลต้องไม่ทิ้งฝ่ายค้าน เพราะเขามีประชาชนที่จะต้องดูแลเหมือนกัน รัฐบาลนี้คิดแบบนี้ จะได้มั่นคงเสียที ไม่ต้องไปกลัวใครฝ่ายไหนจะได้ไม่ได้เป็นบุญคุณกันตลอดไป ไม่ได้อะไรขึ้นมาใหม่ ก็ได้เหมือนเดิม วันหน้าน่าจะดีขึ้น” นายกฯ กล่าว
    พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงคำถาม 10 ข้อที่ถามประชาชน ว่ามีคนตอบแล้ว 1.5 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นคนที่จบการศึกษาชั้น ป.4 ทั้งสิ้น คนที่จบการศึกษาสูงไม่ค่อยมาตอบ ภาคเกษตรเสียส่วนใหญ่ และเข้าใจว่าต้องการประชาธิปไตยอย่างไร ซึ่งต้องการฟังพวกเรา มันจะได้ตรงกันเสียที ปรับตรงกลางให้มาเจอกัน ให้ประโยชน์กลับสู่ประชาชนให้มากที่สุด
    “ทุกประเทศชื่นชมประเทศไทย แต่เขาถามว่าทำไมประเทศไทยวุ่นวายกันนัก ประเทศอื่นเขาส่งคนไปสำรวจจะไปอยู่โลกไหนกันแล้วถ้าโลกนี้อยู่ไม่ได้ เขาเตรียมการแล้ว แต่ไทยยังเริ่มต้นประชาธิปไตยเปาะแปะๆ อยู่ กี่ปีมาแล้ว ประชาธิปไตยมาจากประชาชนชาวไทย ไม่ใช่ประชาชนกลุ่มนี้ๆ เป็นปวงชนชาวไทยทุกกลุ่มทั้งหมด ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ 200 กว่ามาตรา ท้ายสุดต้องไปดูพระราชบัญญัติต่างๆ แต่นี่เอารัฐธรรมนูญมาทะเลาะกันอย่างเดียวไม่ได้ กฎหมายลูกมีเป็นร้อยเป็นพัน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรอยู่
    นายกฯ กล่าวอีกว่า อย่าให้ใครมาปลุกปั่น ไปประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาล อย่าไปเลย เสียเวลา เสียเงินเสียทอง อยู่บ้านนอน มีอะไรส่งศูนย์ดำรงธรรม แก้ให้หมด แก้มากแก้น้อย แก้เร็วแก้ช้า ก็ว่าไปตามกลไก อย่าไปประท้วง อย่าให้ใครเขาปลุกปั่นอีกเลย ไม่เกิดประโยชน์กับท่านหรอก คนอื่นเขาเดือดร้อน ไม่ได้ ต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น
    ทั้งนี้ ระหว่างที่นายกฯ กล่าวอยู่ ได้หันไปถามประชาชนว่า “เคยไปทำเนียบฯ หรือเปล่า ไปประท้วง” ก่อนจะกล่าวต่ออีกว่า “ใครเขาชวนอย่าไปอีกเลย ไปแล้วอันตราย วันหน้าอย่าให้เกิดอีกนะ รัชกาลนี้ต้องไม่มีนะ พระเจ้าอยู่หัวท่านทอดพระเนตรอยู่ ท่านทรงทำไว้เยอะแยะแล้ว รัชกาลนี้ต้องไม่มีเรื่องที่มันไม่ดีเกิดขึ้นอีก  เราต้องทำให้สิ่งดีๆ ร่วมกัน เพื่อลูกหลานในอนาคต เราเดี๋ยวก็แก่ตาย ผม 64 เข้าไปแล้ว วันนี้ถือว่ามาให้ของขวัญวันเกิดตัวเอง คือการมาเจอพวกเรา ผมต้องการของขวัญจากท่านคือความร่วมมือร่วมใจเท่านั้น ไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น ใครเคยโกรธเกลียดกันเลิกโกรธเลิกทะเลาะกัน ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย หาส่วนดีเขาให้เจอ แล้วคบเขาให้ได้ เขาจะได้ดีขึ้น”
    ในเวลา 15.40 น. ที่กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ ต.นาคำไฮ อ.เมืองฯ จ.หนองบัวลำภู พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่ว่า ครั้งนี้มีความสุขที่ได้พบปะกับชาวบ้าน ติดตามความก้าวหน้าของโครงการต่างๆ ไม่เคยสนใจคะแนนเสียง ขอร้องวันนี้การเมืองขอให้เอาไว้ก่อน
    “วันนี้ไม่ได้มาเพื่องานการเมืองทั้งสิ้น อาจจะมีคนมาพูดจาโน่นนี่ว่ามาเช็กคะแนนเสียง ผมไม่ต้องการคะแนนเสียง คะแนนเสียงเดียวผมก็ทำให้ ซึ่งการทำงานคะแนนเสียงอย่างเดียวไปไม่ได้ ประเทศชาติจะติดหล่มอยู่ที่เดิม“ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกับชาวบ้าน
    ทั้งนี้ ในช่วงหนึ่งนายกฯ ยังได้หันไปถามชาวบ้านว่าจะกลับไปที่เดิมหรือไม่ ซึ่งชาวบ้านก็ตอบว่า “ไม่” จากนั้นนายกฯ กล่าวอีกว่า สัญญาแล้วนะ สัญญาไม่ใช่สายัณห์ อย่ากลับไปที่เดิมโดยเด็ดขาด เราต้องมีรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล อย่าเลือกเพราะรู้จัก แล้ววันหน้าถ้าพวกนี้ไม่ได้ พวกนั้นมา อีกพวกหนึ่งมาอีก ท่านก็ไม่ได้อะไรเหมือนเดิม ก็กลับไปกลับมาอยู่แบบนี้ ต้องเป็นอย่างรัฐบาลทุกวันนี้ ที่ไปได้ทุกพื้นที่ ไปทุกตารางนิ้วของประเทศไทยก็ไปได้ ไม่ใช่พรรคหนึ่งไปได้ พรรคหนึ่งไปไม่ได้ ต้องหารัฐบาลที่ไปได้ทุกพื้นที่ นี่ประเทศไทยไม่ใช่ของใคร และวันนี้ไม่ใช่การหาเสียง
    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า วันหน้าถ้าเรามีรัฐบาลที่คิดละเอียดว่าจะทำอย่างไร ซึ่งจะถามในเดือน มิ.ย. ซึ่งเขาบอกว่าจะไม่มาตอบ กลัวจะรู้หรือไง ก็เขาจะมาพูดให้ท่านฟัง รัฐบาลหรือใครที่จะมาเลือกตั้ง อย่าไปฟังเฉพาะตอนที่เขาหาเสียง ไม่เอา ต้องการสร้างการเรียนรู้ตรงนี้
    "ประเทศไทยไม่มีชนชั้น ไม่มีไพร่อะไรทั้งสิ้น มีใครเขาพูดกันว่าไพร่หมื่นล้าน มีไหม ไม่มีนะ ไพร่เลิกตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ไปแล้ว มีที่ไหนทาส พูดส่งเดชไปเรื่อย ถ้าใครพูดอย่างนี้ถือว่าดูถูกเรา วันนี้เราต้องเดิน ไม่ใช่การเมืองมานำประเทศ เอาการพัฒนาไทยนิยมยั่งยืนมานำประเทศ ไม่ใช่ให้การเมืองมาชี้นำทุกอัน ผมพูดเลยไม่ใช่การเมือง" นายกฯ ระบุ
    สำหรับกรณีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2561 ปลดนายสมชัย ศรีสุทธิยากร พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นั้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มีความจำเป็น เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางกฎหมายเขาขอมา เขาบอกว่ามันไม่ไหวแล้ว ทำให้ทุกอย่างสับสนอลหม่านมากพอสมควร ซึ่งก็ไม่ได้อยากจะออกคำสั่งนี้กับใคร ขอร้องสื่อว่าพอ และจบได้แล้ว อย่าไปขยายความให้กับเขาเลย เขาก็รู้ตัวหรอกน่า ถ้าวันนี้สื่อยิ่งไปขยายให้กับเขา ก็ยิ่งออกมาพูดหนักขึ้นไปอีก แล้วคราวนี้จะให้ใช้อะไร คำสั่งมาตรา 45 หรือ 
“อยากขอร้องให้ดูว่าถ้าอะไรที่เป็นประโยชน์ ผมก็ฟัง แล้วไม่คิดกันบ้างหรือว่าผมฟังมาสี่ปีแล้ว ตอนนี้ก็กำลังเลือกตั้งแล้ว แต่ก็ทำให้สับสนอลหม่านไปกันหมด เลือกอย่างนั้นอย่างนี้ ขอถามว่าเขาเป็นคนเลือกหรือ เขาเป็นคนกำหนดวันเวลาวันเลือกตั้ง หรือใครเป็นคนกำหนด รัฐบาลกับ คสช.ไม่ใช่หรือ หรือ กกต.เป็นคนกำหนด เมื่อไหร่ที่มีการกำหนดวันเลือกตั้ง เขาถึงมีหน้าที่ตรงนั้น อย่าออกมาพูดว่าเมื่อนั้นเมื่อนี้ ผมบอกไปแล้วว่าต้นปี 2562 ก็แค่นั้น จบแล้ว จะมาบอกเลือกวันไหนกันอีก จะย้อนกลับมาเดือนตุลาคมอะไรกันอีก พูดจนสับสนอลหม่านกันหมด แต่เขาอาจจะหวังดีมั้ง ผมขี้เกียจจะไปยุ่งแล้ว”
    เมื่อถามว่า ดูเหมือนนายสมชัยยังไม่หยุด ยังเคลื่อนไหวอีก นายกฯ กล่าวย้อนถามพร้อมกับยกนิ้วมือขึ้นมาเกาว่า “ใครจะเคลื่อนล่ะ ไม่รู้สิ แล้วสื่อจะไปขยายให้เขาทำไม พูดแล้วก็คัน ยุงกัดเต็มไปหมด สงสารผมบ้างไหม“ 
    พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวในเรื่องนี้ว่า ก็เคลื่อนไหวไป แต่ก็อย่าขัดกฎหมายแล้วกัน
    ด้านนายสมชัยโพสต์เฟซบุ๊กอธิบายถึงการคาดการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา 6 เรื่องว่ากลายเป็นเรื่องจริง 5 เรื่อง ส่วนเรื่องที่ 6 ต้องรอดูว่าจะเกิดผลอย่างไร และในวันที่ 23 มี.ค. จะอธิบายในเรื่องที่ 7 ซึ่งยังไม่ได้พูด และอาจเป็นเหตุให้ คสช.หวั่นไหว จนต้องออกคำสั่งมาตรา 44 ให้พ้นจากหน้าที่ 
    ส่วนความเคลื่อนไหวจดแจ้งตั้งพรรคเมื่อวันที่ 22 มี.ค. ซึ่งถือเป็นวันที่ 15 นั้น มีกลุ่มการเมืองมาขอจด 2 กลุ่ม คือ กลุ่มของนายธีรพงษ์ พริ้งกลาง ขอจดในนามพรรคพันปีธรรมดีเพื่อแผ่นดิน ซึ่งเป็นลำดับที่ 69 และกลุ่มของ พล.อ.อธิชาติ เจริญยิ่ง ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม จดแจ้งชื่อพรรคสยามพัฒนา เป็นลำดับที่ 70  
คนอีสานเชียร์หญิงหน่อย     
    วันเดียวกัน ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เผยผลสำรวจเรื่องพรรคการเมืองในฝันของคนอีสาน ซึ่งสำรวจประชาชนใน 20 จังหวัดภาคอีสาน จำนวน 1,190 ราย โดยเมื่อสอบถามถึงการจัดเลือกตั้ง ส.ส.ช่วงใดเหมาะสมที่สุด พบว่า 50.5% เห็นว่าควรจัดในช่วง พ.ค.-ส.ค.2561, 31.8% ควรจัดช่วง ก.ย.-ธ.ค.2561, 12.9% ควรจัดช่วง ม.ค.-เม.ย.2562, 3.5% ควรจัดช่วง พ.ค.-ส.ค.2562 และ 1.3% ควรจัดช่วงปลายปี 2562 หรือนานกว่านั้น ซึ่งโดยสรุปคนอีสาน 82.3% คิดว่าการจัดเลือกตั้ง ส.ส.ภายในปี 2561 เหมาะสมที่สุด
          เมื่อสำรวจจุดเด่นของพรรคการเมืองในฝัน พบว่า 90.8% มีหัวหน้าพรรคที่บริหารประเทศเก่ง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ, 81.7% มีหัวหน้าพรรคที่มีจริยธรรมสูง/เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม, 81.2% มีนโยบายและความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย, 80% มีนโยบายและความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาทุจริตของชาติอย่างจริงจัง และ 79.4% มีทีมงานและผู้สมัคร ส.ส.ที่มีจริยธรรมสูง/เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม 
         ส่วนผู้ที่เหมาะสมดำรงตำแหน่งนายกฯ คนต่อไป พบว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ 35.2%, นายจาตุรนต์ ฉายแสง 34.9%, นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ 34.3%, พล.อ.ประยุทธ์ 24.1% และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 22.0% และเมื่อสอบถามถึงการสนับสนุนพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า อันดับหนึ่ง 42.9% จะสนับสนุนพรรคเพื่อไทย, 38.3% พรรคทางเลือกอื่นๆ หรือยังไม่ตัดสินใจ, 7.2% พรรคประชาธิปัตย์, 6.4% พรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์, 2.4% พรรคภูมิใจไทย, 2% พรรคชาติพัฒนา และ 0.7% พรรคชาติไทยพัฒนา
ด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงนโยบายและอุดมการณ์ของพรรคว่า วันนี้สังคมมีทางเลือกชัดเจน ทางเลือกที่ 1 รัฐราชการอนุรักษนิยมที่ คสช.ทำอยู่ 2.ประชานิยมกลับไปหาทุจริตคอร์รัปชัน และ 3.เสรีนิยมประชาธิปไตย ซึ่งทางเลือกนี้เป็นของ ปชป. เรายืนยันว่าเราจะทำงานด้วยความซื่อสัตย์ จากนั้นเสรีนิยมประชาธิปไตยต้องมาแปลงเป็นเรื่องๆ ว่านโยบายมีอะไรบ้าง ส่วนพรรคใหม่อื่นจะเสนอเป็นทางเลือกใดว่ากันไป เพราะประเทศจะมาแข่งขันกันเป็นเรื่องๆ ไม่ได้แล้ว ใครจะให้ค่าแรงสูงกว่ากันมันไม่ใช่แล้ว ต้องมาพูดว่าตกลงเราจะเดินแบบ คสช.หรือไม่ หรือเราจะเดินแบบประชานิยม
“ที่ ปชป.ประกาศเป็นพรรคทางเลือกนั้นมีเป้าหมายเป็นทางหลัก แต่ผมให้เกียรติทางเลือกอื่น จะมาบอกว่าผมเป็นหลักคนเดียวได้อย่างไร ใครจะเป็นหลักไม่ได้อยู่ที่พรรค อยู่ที่คนเลือกตั้ง ถ้าคนเลือกตั้งเลือกคุณมาเยอะถือว่าคุณเป็นหลัก ผมเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตย จึงบอกว่าประชาชนต้องมีทางเลือก ส่วนจะจับมือกับพรรคหรือกลุ่มไหนนั้น ต้องดูว่าใครยอมรับแนวทางความคิดที่เราทำ เช่นเราเอาเรื่องกระจายอำนาจคุณเอาหรือไม่ เราไม่ยอมให้มีการทุจริตคอร์รัปชันคุณเอาหรือไม่” นายอภิสิทธิ์กล่าว
เมื่อถามว่า หากพรรคขนาดกลางรวมตัวกันแล้วเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นเป็นนายกฯ ปชป.จะร่วมขบวนด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ยังไม่รู้เลยว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นคนนอกหรือเป็นคนใน สมมุติว่าเขารวบรวมเสียงมาได้ ถามว่าเราจะไปร่วมหรือไม่ เราต้องดูก่อนว่าแนวทางของเขาตรงกับแนวทางที่เราไปหาเสียงหรือไม่ มันปรับเข้ากันได้หรือไม่ มันปรับเข้ากันไม่ได้ก็ไม่ไป จะไปทำไม ต้องซื่อสัตย์ซื่อตรงกับคนที่สนับสนุนเรา
“ถ้ามันตรงกันมันร่วมได้ แต่ตอนนี้มันมีอะไรที่ไม่ตรงกันเยอะพอสมควร เพราะชัดเจนแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่เอากระจายอำนาจ แนวคิดเศรษฐกิจไม่ได้แก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างในเรื่องทุนใหญ่ ไม่ได้แก้โครงสร้างการดูแลภาคการเกษตร” นายอภิสิทธิ์ย้ำ
1เม.ย.ปชป.โชว์อุดมการณ์
     เมื่อถามว่า เมื่อ คสช.ปลดล็อกการเมืองแล้ว ปชป.มีขั้นตอนดำเนินการอย่างไรบ้าง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เดี๋ยวสัปดาห์หน้าจะบอก เพราะวันที่ 1 เม.ย.จะเริ่มกระบวนการยืนยันสมาชิกพรรค โดยจะแถลงเพื่อบอกว่าแนวทางที่ตั้งใจไว้ แม้จะไม่เป็นมติพรรค มันมีอะไรบ้างเพื่อประกอบการตัดสินใจของสมาชิก จะได้พูดเป็นเรื่องเป็นราว ลำดับให้ขั้นตอนของพรรค ปชป.ทั้งหมด
    ขณะเดียวกัน นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีนายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และนายปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา สามารถกลับมาสมัครคัดเลือกเป็น กกต.อีกรอบ หลัง สนช.มีมติไม่เห็นชอบได้ว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. 2560 มาตรา 12 วรรค 8 บัญญัติว่า ในกรณีที่วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการสรรหาหรือคัดเลือกรายใด ให้ดำเนินการสรรหาหรือคัดเลือกบุคคลใหม่แทนผู้นั้น แล้วเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป โดยผู้ซึ่งไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่นี้ไม่ได้ ซึ่งวิธีการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งว่าที่ กกต.นั้นจะมีอยู่ 2 ทาง คือการสรรหาและการคัดเลือก ตามมาตรา 12 วรรค 8 บัญญัติบทห้ามไว้แต่เพียงว่า ผู้ที่ได้รับการสรรหารายใดที่วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบ กฎหมายเขียนห้ามไว้อย่างชัดเจนจะเข้ารับการสรรหาซ้ำไม่ได้ แต่ในส่วนที่เป็นการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา กฎหมายไม่ได้เขียนห้ามไว้ ผู้สมัครทั้ง 2 คนจึงสมัครเข้าคัดเลือกในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ หากผ่านการคัดเลือกก็ต้องส่งให้วุฒิสภาที่ปัจจุบัน สนช.ทำหน้าที่นี้แทน เพื่อให้ความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง
มีรายงานว่า จากบทเรียนจากกรณี สนช.ลงมติไม่เห็นชอบว่าที่ กกต. เพราะ สนช.เกรงว่าจะเกิดปัญหาในเรื่องข้อกฎหมาย ในการคัดเลือก กกต.สายศาลรอบนี้จึงได้มีการออกระเบียบศาลฎีกาว่าด้วยการคัดเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็น กกต.2561 เพิ่มเติมเป็นฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 12 มี.ค. โดยระเบียบดังกล่าวมีเนื้อหาสำคัญระบุว่า “การลงมติเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็น กกต. ตามข้อ 11 ให้กระทำโดยเปิดเผย ด้วยการทำเครื่องหมายกากบาท (X) อย่างชัดเจน ลงหน้าชื่อตัว และชื่อสกุลผู้ซึ่งตนเลือก จำนวนไม่เกิน 2 คน หรือจำนวนเท่าที่ยังขาดอยู่ในบัตรเลือกที่จัดไว้ ซึ่งระบุชื่อตัว และชื่อสกุล ลำดับหมายเลขตามบัญชีอาวุโสในศาลฎีกา แล้วบัตรเลือกไปมอบให้คณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติและนับคะแนน เพื่อดำเนินการนับคะแนนต่อไป” ทั้งนี้ระเบียบดังกล่าวยังระบุว่า ให้เลขานุการศาลฎีกาเป็นผู้เก็บรักษาบัตรเลือกไว้ไม่น้อยกว่า 1 ปี และหากไม่มีการโต้แย้งการคัดเลือกเป็น กกต. ก็ให้ทำลายบัตรเลือกตามระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยงานสารบัญ พ.ศ.2562 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2558.


ถ้าบ้านเมืองจะมี "คนบ้า" ซักคนขอให้บ้าแบบ......."อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์" ศิลปินแห่งชาติ เถอะประเทศชาติจะเจริญ!

'สื่อฝรั่งได้' ทำไม 'สื่อไทยอด'?
"รีแบรนดิ้ง" ประเทศไทย
'แดงอีสาน' โดมิโนการเมือง
'กาแฟดำ' ในแดน 'ไทยโพสต์'
'ตำรวจรับใช้โจร' จะให้ทนหรือ?
'ปฏิรูประบบราชการ' ที่เกิดแล้ว