ทรงห่วงคนไทย-จีน ร.10พระราชทานเวชภัณฑ์‘อู่ตะเภา’ให้ใช้พื้นที่กักโรค


เพิ่มเพื่อน    

  "ในหลวง" ทรงห่วงใยคนไทย-คนจีน พระราชทานเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ช่วยเหลือรับมือไวรัสโคโรนา "บิ๊กตู่" ยันไม่ปิดบังข้อมูล พร้อมบินรับคนไทยจากอู่ฮั่นกลับประเทศ 4 ก.พ. "หมอหนู" ขออุบสถานที่กักเฝ้าระวังโรค หวั่น ปชช.ตื่นตระหนก เผยอาการผู้ติดเชื้อทั้ง 19 รายดีขึ้น รักษาหายแล้ว 8  ราย รอปล่อยตัวกลับบ้านอีก 4 ราย "ผบ.ทร." ลั่นอู่ตะเภาพร้อมให้ใช้พื้นที่ "พท." ตามจวกรัฐบาลแก้ปัญหาล่าช้า

    ที่โรงพยาบาลราชวิถี วันที่ 3 ก.พ. เวลา 10.20 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.) เดินทางเข้าเยี่ยมให้กำลังใจบุคลากรของโรงพยาบาลราชวิถีที่ดูแลผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 และผู้ป่วยโรคนี้ 
    นายอนุทินกล่าวว่า ขณะนี้ผู้ป่วยยืนยัน 19 รายอาการดีขึ้นทุกคน รักษาหายแล้ว 8 ราย โดยกำลังจะหายและปล่อยตัวให้กลับบ้านอีก 4 ราย ส่วนที่เหลืออาการดีขึ้นเป็นลำดับ ส่วนกรณีเคสรีพอร์ตของแพทย์ทั้ง 2 ท่าน รพ.ราชวิถีที่ทำการรักษาผู้ป่วยไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 โดยใช้ยาขนานที่เหมาะสมกับอาการผู้ป่วยชาวจีนที่ส่งต่อมาจาก รพ.หัวหิน และมีอาการรุนแรงมากกว่าผู้ป่วยรายอื่น  แล้วปรากฏว่าได้ผลขึ้นมาฟื้นตัวได้ในระยะเวลาที่รวดเร็วกว่าคาดการณ์ 
    "ไม่อยากให้สื่อสารว่าพบสูตรยาใหม่ ต้องเคลียร์ว่านี่คือวิธีรักษาจากประสบการณ์ความชำนาญ  การใช้ความรู้ทางการแพทย์เป็นหลัก ส่วนเคสรีพอร์ตนี้จะส่งให้สถาบันทางการแพทย์ สถาบันวิจัยต่างๆ นำข้อมูลผลการรักษาไปหาข้อเท็จจริงให้มากที่สุด หากพิสูจน์ได้ว่ามีผลต่อการรักษาไวรัสโคโรนา 2019  ก็น่าจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนป่วยทุกคนในโลกใบนี้ และเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์และสาธารณสุขของไทย" นายอนุทินกล่าว
    รองนายกฯ กล่าวว่า ในส่วนการรับตัวคนไทย 161 คนกลับจากเมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน เรามีความพร้อมทุกอย่าง ทีมแพทย์ทั้ง 2 ทีมก็มีความพร้อม หัวหน้าทีมคือ ผอ.สถาบันบำราศนราดูร  แพทย์ที่ไปมี 3 ด้าน คือด้านฉุกเฉิน โรคระบาด และจิตแพทย์ เพื่อไปดูปลอบขวัญคนไทย และยังมีแพทย์จากเหล่าทัพอีก 2 ท่าน และเวชภัณฑ์ก็มีความพร้อม 
    "นอกจากนี้ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานเวชภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและการควบคุมโรคแก่พี่น้องประชาชนชาวจีนในเมืองอู่ฮั่น" รองนายกฯ กล่าว
    ถามถึงขั้นตอนการนำคนไทยจากเมืองอู่ฮั่นกลับไทย นายอนุทินกล่าวว่า เบื้องต้นทางจีนจะต้องมีการคัดกรองตรวจสุขภาพว่าไม่มีไข้ ไม่มีเชื้อ ถึงให้เดินทางมาขึ้นเครื่องได้ เพื่อความปลอดภัยสำหรับการเดินทาง หากมีอาการป่วยก็ต้องอยู่พักรักษาไม่ปล่อยให้เดินทางกลับ แต่ขณะนี้ก็พบว่าทุกคนสบายดี แต่ตามขั้นตอนการควบคุมโรคก็ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการควบคุมโรค 
    "หลังเดินทางมาถึงประเทศไทยก็ต้องเฝ้าระวังควบคุมโรค 14 วัน ส่วนสถานที่มีการเตรียมไว้แล้ว 3-4 ที่ รอหารือกับนายกฯ ว่าจะใช้พื้นที่ไหน จึงจะสามารถกำหนดสนามบินที่จะลงที่ใกล้ที่สุดได้ ซึ่งจะเป็นพื้นที่ไหนคงไม่เปิดเผยเพื่อความปลอดภัยและความสบายใจของทุกฝ่าย เพราะเราต้องคำนึงถึงความรู้สึกพี่น้องประชาชน ความสะดวกสบายคนไทยที่จะกลับมาแล้วถูกควบคุมโรคด้วย" นายอนุทินกล่าว
    รองนายกฯ ยืนยันการดูแลคนทั้งหมดคิดว่าจะใช้สถานที่เดียวกัน และจะต้องมีการดูแลไม่ให้เกิดความเครียดเพราะอยู่ระหว่างการเฝ้าระวัง หากยิ่งเครียดจะป่วยอีก แต่ตรงนี้รับประกันได้ว่า 161 คน ไม่มีคนไหนแพร่เชื้อที่ไม่พึงประสงค์ให้ในประเทศไทยอย่างแน่นอน
ตั้งทีมสอบสวนโรคระบาด
    ขณะที่ นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคติดต่ออุบัติใหม่ เกิดขึ้นมาบนโลกไม่ถึง 2 เดือน ตอนนี้ยังไม่มีวิธีการรักษามาตรฐาน ส่วนใหญ่เป็นการรายงานเคส  ซึ่งจีนมีการรายงานการรักษาครั้งแรก 40 กว่าคน โดยใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ เราจึงมีการทดลองใช้ยาต้านไวรัสเอดส์เช่นกัน ส่วนกรณีผู้ป่วยชาวจีนที่มาจากเมืองอู่ฮั่นแล้วส่งต่อจาก รพ.หัวหินมายัง รพ.ราชวิถี  ยอมรับว่าอาการไม่ค่อยดี ตนจึงให้รายงานทุกวัน เพราะเกรงว่าจะเกิดการเสียชีวิตเป็นรายแรกนอกประเทศจีน 
    "แพทย์ รพ.ราชวิถีทั้ง 2 ท่านช่วยเหลือดูแล และไปศึกษาว่านอกจากการให้ยาต้านไวรัสเอดส์ 2  ตัว คือ ยาโลพินาเวียร์และยาริโทนาเวียร์ ยังมีการรักษาอะไรอีกบ้าง ซึ่งก็พบว่ามีการใช้ยารักษาไวรัสไข้หวัดใหญ่ ยาโอเซลทามิเวียร์ ที่ช่วยรักษาโรคเมอร์สจากเชื้อไวรัสโคโรนาเช่นกัน จึงนำมาใช้ร่วมกัน  โดยยาต้านไวรัสเอดส์ กลไกการทำงานคือไปช่วยยับยั้งการขยายตัวของไวรัสในเซลล์ แต่ไวรัสในเลือดก็ยังเข้าไปในเซลล์ได้อยู่ดี แต่ยาโอเซลทามิเวียร์จะช่วยทำให้เชื้อไวรัสใหม่ไม่เข้าไปในเซลล์ ก็เป็นการลดทอน" นพ.สมศักดิ์กล่าว
    นพ.พจน์ อินทลาภาพร หัวหน้างานโรคติดเชื้อ กลุ่มงานอายุรศาสตร์ รพ.ราชวิถี กล่าวว่า ยาต้านไวรัสเอดส์ที่ใช้ถือเป็นยาอันตราย ต้องสั่งใช้โดยแพทย์ ดังนั้นการนำยามาใช้เองถือเป็นอันตราย ไม่ควรหามาใช้เอง แม้จะมีรูปภาพของยาเผยแพร่ออกไป เพราะยามีผลข้างเคียงมาก เมื่อเข้าไปในร่างกายและขับผ่านตับจะไปลดการขับยาอื่นที่ตับด้วย จึงทำให้มีผลข้างเคียงจากการใช้ยาอื่นร่วมด้วยได้ ถือเป็นเรื่องอันตราย เช่นอาจมียาหลายๆ ตัว เช่นยาลดความดัน ยารักษาโรคหัวใจ ยารักษาไมเกรน ยารักษาไขมันในเลือด ยารักษาสิว ฯลฯ ถ้าให้ร่วมกันแล้วผลข้างเคียงมากขึ้นและเป็นอันตราย อยากให้ประชาชนเข้าใจว่าไม่ควรซื้อรับประทานเพื่อป้องกันหรือรักษาใดๆ ก็ตาม
    เช่นเดียวกับ นพ.เกรียงศักดิ์ อติพรวณิช นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ รพ.ราชวิถี หนึ่งในแพทย์ผู้ให้การรักษาผู้ป่วย กล่าวว่าผู้ป่วยจากอู่ฮั่นที่ได้รับยาสูตรนี้อาการดีขึ้น เอกซเรย์วันนี้อาการดีขึ้นชัดเจน  ดีขึ้นเรื่อยๆ ต้องบอกว่ายังไม่ใช่หาย ผลตรวจจากเยื่อบุโพรงจมูกจากผลบวกเป็นลบ ส่วนผู้ป่วยอีกรายหนึ่งที่ใช้ยาเหมือนกันก็อาการดีมาก ตอนนี้แค่รอผลว่าถ้าผลตรวจไม่เจอเชื้อ 2 วัน 2 ครั้งก็จะให้กลับบ้าน
    ต่อมาที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ นายอนุทิน พร้อม นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาเครือข่ายทีมสอบสวนโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 โดยมีแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ และเจ้าหน้าที่ระบาดวิทยาทั่วประเทศเข้าร่วมประมาณ 500 คน
    นพ.สุวรรณชัยกล่าวว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวกรมควบคุมโรคได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาเครือข่ายทีมสอบสวนโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ครั้งนี้ขึ้น เพื่อเป็นการซักซ้อมความเข้าใจในการปฏิบัติงาน และเตรียมความพร้อมรับมือการระบาดของทีมสอบสวนโรคติดต่ออันตราย และหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคในระดับจังหวัดทั่วประเทศ โดยการเพิ่มความเข้มแข็งในการตรวจจับโรค วินิจฉัย ดูแลรักษา และควบคุมโรคในพื้นที่
    "สิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน คือการสื่อสารทำความเข้าใจ ทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่ทุกคน ให้ทราบถึงบทบาทหน้าที่ มาตรการที่ต้องดำเนินการ โดยเฉพาะต้องสามารถป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อเมื่อดูแลผู้ป่วยได้ ส่วนประชาชนต้องสร้างการรับรู้ที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดความรอบรู้ในการป้องกันตนเองและครอบครัวไม่ให้มีการติดเชื้อได้ โดยมาตรการที่สำคัญคือ การสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปากโดยไม่จำเป็น รวมทั้งหลีกเลี่ยงไปในสถานที่แออัด" อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว
ร.10 ทรงห่วงคนไทย-คนจีน
    ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 14.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม  เป็นประธานการประชุมสรุปสถานการณ์ไวรัสโคโรนาร่วมกับกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง  เพื่อติดตามผลการดำเนินงานแต่ละด้านในการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา และหารือถึงรายละเอียดของแผนงานที่ชัดเจนสำหรับการดูแลคนไทยที่จะเดินทางมาโดยเครื่องบินเช่าเหมาลำจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ในวันที่ 4 ก.พ. รวมถึงประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อสอบถามสถานการณ์และการดำเนินงานของแต่ละจังหวัดด้วย
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุมนายอนุทินและนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม นำทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่จะเดินทางไปรับคนไทยในเมืองอู่ฮั่น รวมถึงทีมแพทย์จากโรงพยาบาลราชวิถีที่ได้ค้นพบวิธีการรักษาไวรัสโคโรนาที่ได้ผลรวดเร็ว ได้แก่ นพ.เกรียงศักดิ์ อติพรวณิช อายุรแพทย์โรคปอด นพ.ชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลราชวิถี และ รศ.นพ.สืบสาย คงแสงดาว นายแพทย์เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลราชวิถี เข้าพบนายกฯ
    จากนั้นนายกฯ ได้เยี่ยมชมหุ่นยนต์ดินสอ รุ่นที่ 4 และหุ่นยนต์ตัวเล็ก "ดินสอมินิ" ที่จะตั้งอยู่ในห้องผู้ป่วย เสมือนทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยพยาบาล คอยตรวจสอบและดูแลผู้ป่วยหากมีอาการ รวมถึงป้องกันการติดเชื้อของเจ้าหน้าที่ โดยนายกฯ ได้กล่าวชื่นชมนวัตกรรมหุ่นยนต์ดังกล่าว
    ภายหลังการประชุมเวลา 17.30 น. พล.อ.ประยุทธ์แถลงว่าในนามนายกฯ และหัวหน้ารัฐบาลจำเป็นต้องขับเคลื่อนในขณะนี้ ซึ่งสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นที่นายกฯ ต้องใช้อำนาจอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งอยู่ในระดับที่ 1-2 เป็นเรื่องการป้องกันการแพร่กระจายภายในประเทศของเรา มาตรการตั้งรับ เตรียมการรับกลับและเตรียมการในเรื่องการรักษาพยาบาล เพื่อป้องกันการแพร่ไปสู่ระดับ 3 ซึ่งจะเป็นอันตรายในการแพร่ระบาดในประเทศของเรา โดยถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่เราสามารถรับมือกันได้ดีพอสมควรและได้รับคำชมเชยจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศต้นทางและหลายประเทศ แม้กระทั่งทูตต่างๆ ที่มาพบก็อยากใช้ประสบการณ์ของไทยในการขับเคลื่อนป้องกันและแก้ไขโรคอุบัติใหม่
    "เรามีมาตรการเสนอความช่วยเหลือไปยังประเทศต้นทางไปแล้ว โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยประชาชนคนไทยและคนจีนในฐานะมิตรประเทศด้วย ซึ่งหลังจากนี้จะรับทราบว่าเราจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงสาธารณสุข สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องดูแลคนไทยและคนต่างประเทศที่มาอยู่ในเมืองไทย สิ่งสำคัญที่ตามมาคือ ถ้าเราตื่นตระหนกมากเกินไปแล้วเราจะแก้ปัญหาไม่ได้ มันจะยิ่งทำให้ตื่นตระหนกมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเราจะไม่ปิดบัง วันนี้ก็เปิดเผยทั้งหมดว่ามีกี่ราย และวันนี้ก็ยังไม่ถึงขั้นที่มีผู้เสียชีวิต สามารถคัดกรองและควบคุมได้ เพื่อรักษาพยาบาลและมีการรักษาหายไปแล้วในประเทศไทย ดังนั้นอย่าไปสร้างความตื่นตระหนกโดยที่ทั้งเจตนาและไม่เจตนา ฝากไว้ด้วยก็แล้วกันในเรื่องไวรัสโคโรนา" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
    ส่วนนายอนุทินให้สัมภาษณ์อีกครั้ง ถึงกรณีรับคนไทยจากอู่ฮั่นมาลงจอดที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา  และจะใช้พื้นที่ในฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี เฝ้าสังเกตการณ์อาการหรือไม่ในวันที่ 4 ก.พ.นี้ว่า เราจะดูแลให้ดีที่สุดและที่ไม่อยากเปิดเผยสถานที่ เนื่องจากเป็นการกักกันโรค ไม่อยากให้คนตื่นตระหนกและคนที่กลับมาไม่ใช่คนป่วย จึงไม่อยากให้เขาตื่นตระหนก เราต้องการทำให้เกิดความปลอดภัยและมั่นใจ  ทั้งนี้ทุกอย่างทำตามขั้นตอนมาตรฐานสากล
    ถามว่ามีคนไทยที่โพสต์ในโซเชียลเป็นห่วงจะไม่ได้กลับเพราะติดปัญหา นายอนุทินกล่าวว่า ถ้ามีปัญหาเราก็ต้องมีเก็บตกไม่ต้องห่วง 100 กว่าคนเรายังเอามาได้ เหลืออีกไม่กี่คน ถ้าจำเป็นเราก็ต้องเอากลับมาให้หมดถ้าเขาจะกลับ 
    "เจ้าหน้าที่ที่จะเดินทางไปรับด้วยมีจำนวน 15 คน บวกอีก 1 คนคือผม ซึ่งจะใส่ชุดป้องกันโรคไป  โดยจะไปรับคนไทยในเมืองอู่ฮั่นทั้งหมด 144 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทางการจีนรายงานมาล่าสุด" นายอนุทินกล่าว
ทร.พร้อมเปิดอู่ตะเภาดูแล
    นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม โพสต์เฟสบุ๊ก "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ Saksayam Chidchob"  เรื่อง "พร้อมพาคนไทยกลับบ้านพรุ่งนี้ครับ" ระบุว่า สำหรับเที่ยวบินที่จะเดินทางไปรับคนที่ที่อู่ฮั่นขณะนี้ เตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว โดยจะเดินทางด้วยสายการบินแอร์เอเชีย (AirAsia) จะออกเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมือง วันที่ 4 ก.พ.63 เวลา 07.10 น. ถึงอู่ฮั่น 11.35 น. กลับเวลา 16.40 น. จากอู่ฮั่นถึงดอนเมืองเวลา 19.35 น. วันเดียวกัน
    นายศักดิ์สยามระบุว่า มีทีมแพทย์ 2 ทีม ผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร โดยมีแพทย์ทั้งหมด 3  สาขา แพทย์ฉุกเฉิน, แพทย์แพร่ระบาด และจิตแพทย์ นอกจากนี้ยังมีแพทย์จากเหล่าทัพอีก 2 ท่านที่จะเดินทางไปด้วย ทั้งนี้ตามที่ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้แถลงข่าวว่า คนไทยทั้ง 160 คนที่จะกลับมายังประเทศไทยจะเป็นคนปกติ แต่จะต้องมีการตรวจสุขภาพและคัดกรองเพื่อความปลอดภัยสำหรับการเดินทาง จากนั้นจะมีการควบคุมโรคเฝ้าระวัง 14 วัน
    "และในวันพรุ่งนี้จะนำเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีพระราชทานเพื่อช่วยเหลือชาวจีนไปกับเครื่องบินลำนี้อีกด้วยครับ" นายศักดิ์สยามระบุ
    ส่วน พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงการรับคนไทยจากอู่ฮั่นกลับประเทศว่า ในส่วนสนามบินรัฐบาลกำลังพิจารณาว่าจะใช้สนามบินไหน มีทั้งท่าอากาศยานดอนเมือง  ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา แต่มีแนวโน้มว่าจะเลือกสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งต้องรอความชัดเจนจากนายกรัฐมนตรี 
    "กองทัพเรือมีความพร้อมในทุกด้าน หากรัฐบาลพิจารณาใช้สำหรับเป็นสถานที่เฝ้าติดตามอาการของคนไทย คาดว่าจะใช้บ้านพักตากอากาศของกองทัพเรือ เพราะสะดวกในการดูแล อีกทั้งหากในระหว่างการเฝ้าติดตาม ใครมีอาการป่วยสามารถส่งโรงพยาบาลที่มีอยู่ในสังกัดของกองทัพเรือ เช่น โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์" ผบ.ทร.ยืนยัน
    วันเดียวกัน ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับรัฐบาลพม่าที่ไปรับประชาชนกลับจากอู่ฮั่น เช่นเดียวกับรัฐบาลตุรกีที่ใช้เครื่องบินทหารพาประชาชนกลับประเทศได้ เพื่อหนีผลกระทบจากไวรัสโคโรนา ไม่รู้ว่าเหตุใดรัฐบาลพม่าอพยพประชาชนได้กลับก่อนประเทศไทย ซึ่งค้านกับสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่าไม่สามารถรับประชาชนกลับได้ เนื่องจากรัฐบาลจีนยังไม่อนุญาตให้ไปรับประชาชนกลับมา รวมทั้งค้านกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพราะทั้งสหรัฐ และญี่ปุ่นส่งเครื่องบินไปรับคนของประเทศเขากลับได้ทันที 
    "พล.อ.ประยุทธ์ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า ข้ออ้างที่รัฐบาลจีนไม่ให้ส่งเครื่องบินรับคนกลับมาจากไหน และการให้ข่าวอพยพคนไทยกลับก็เต็มไปด้วยความสับสน รมว.สาธารณสุขระบุว่าจะรับคนไทยกลับ 4 ก.พ. แต่ผู้แทนกระทรวงต่างประเทศที่มาชี้แจงต่อกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กลับปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องในกำหนดการนี้ คงเป็นการคาดการณ์ของ รมว.สาธารณสุข" ร.ท.หญิงสุณิสากล่าว
    รองโฆษกพรรค พท.กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องรู้ว่ามีความล้มเหลวในการสื่อสารกันเองในรัฐบาล  และล้มเหลวในการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบหรือไม่ และควรให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนเพื่อให้เกิดความปลอดภัยจากไวรัสโคโรนา เพราะวันนี้ประชาชนต้องหาข้อมูลเอง รัฐบาลประยุทธ์ไม่ได้รวมศูนย์ข้อมูลข่าวสารไว้ที่เดียวอย่างในอดีตที่เคยทำกัน วิกฤติไวรัสโคโรนาสะท้อนว่ารัฐบาลประยุทธ์ไม่พร้อม แก้ปัญหาช้า ไม่ทันการณ์ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับประชาชนคนไทย ต่างจากคำพูดที่สวยหรู ที่มักพูดตลอดมาว่าจะไม่ทิ้งประชาชนไว้เบื้องหลัง แต่ในทางปฏิบัติค้านกับสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์พูด.    
    


๒ เดือนกว่าๆ มานี่...... ไม่ได้คุยเรื่องของเรากันเลย! มัวแต่ตื่นเต้นไปกับการอุบัติขึ้นของ "เผ่าพันธุ์ใหม่" ในโลกมนุษย์ กึ่งมีชีวิต-ไม่มีชีวิต

เคอร์ฟิว "เซฟก่อนตายจริงๆ"
เมื่อ 5-12 เข้ามาแทน 7-11
"โรงหมอ-กระทรวง"ร่วมโรค
ฉุกเฉิน 'ในระบบราชการ'?
อสม. 'หน่วยรบที่โลกลืม'
'สำรวจแนวรบรอบไตรมาส'