'มาฆะ-ไวรัส-ไวรัล-วาเลนไทน์'


เพิ่มเพื่อน    

    เฮ้อออ........
    อีกแล้วเรอะ คุณอนุทิน?
    ชื่อเล่นว่า "หนู" น่ะ น่ารัก แต่โตเป็นถึง "รองนายกฯ" แล้ว     
    ฉะนั้น จะพูด จะทำอะไร 
    ควรให้พ้นความเป็น "คุณหนู" ที่น่าเบื่อหน่ายซะทีได้มั้ย?
    เมื่อวาน (๗ ก.พ.๖๓) ไปเดินแจกหน้ากากอนามัยผู้คนตามถนนหนทาง ก็รณรงค์ป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสอู่ฮั่นนั่นแหละ
    ทุกคนรับไปสวม
    ยกเว้นฝรั่ง ไม่รับ และไม่ยอมสวม! 
    รัฐมนตรีอนุทินโกรธ เหวี่ยงใส่แบบคุณหนู
    "....ไอ้พวกฝรั่งนักท่องเที่ยว ต้องบอกไปยังสถานทูต บอกประชาชนทั่วไปด้วย ไม่ยอมใส่ แจกแล้วไม่ยอมใส่ แจกแล้วไม่ยอมรับ แบบนี้ ต้องไล่ออกจากประเทศไทย”
    ซักพัก คุณอนุทิน รีบโพสต์เฟซ........
    “ขออภัย ที่วันนี้ มีอาการ 'หลุด' ใส่ชาวต่างชาติ แถบยุโรป บางคน ที่แสดงอาการรังเกียจคนไทยใส่  mask และไม่ร่วมมือในการใส่ mask
    ในขณะที่พวกเรากำลังรณรงค์ป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา ในประเทศไทย...............”
    พูดก่อน คิดทีหลัง 
    เหมือนอมปากกระบอกปืนแล้วลั่นไก จะเขียนจดหมายลาตายหรือไม่เขียน ค่าเท่ากัน!
    เดี๋ยวจะบินไปรับคนไทยที่อู่ฮั่นเอง เดี๋ยวจะยกเลิกวีซ่านักท่องเที่ยวจีนหน้าด่าน แล้วนี่ จะไล่ฝรั่งที่ไม่สวมหน้ากากออกจากประเทศอีก
    ลูกพรรคตัวเองซน จน พ.ร.บ.งบประมาณเจ๊ง เกือบต้องชัตดาวน์ประเทศ แทนจะรู้สึก-รู้สา
    เปล่าเลย 
    หัวหน้าพรรคก็ยังซนตามประสาคุณหนูไปได้เรื่อยๆ จนอดสยองไม่ได้ว่า พรุ่งนี้ ปะรืน ปะเรื่อง จะซนอะไรจนตกเปลอีก?
    ก็เห็นพูดกัน ไวรัล ร้ายกว่า ไวรัส
    ที่รัฐมนตรีอนุทิน เดี๋ยวหลุด เดี๋ยวหัวร้อน รายเรื่อง-รายวัน แบบนี้แหละ มันแพร่เชื้อไวรัลให้ระบาดใส่รัฐบาลและประเทศ ที่ดูจะร้ายกว่าไวรัสจริงๆ?
    เรื่องการแพร่เชื้อ กับเรื่องสวมหน้ากาก ตอนนี้ ผมเห็นแล้วก็คันใจ แต่พูดไป ก็จะกลายเป็น "ขวางคลอง"
    การกลัวไวรัส การสวมหน้ากาก เป็นเรื่องดี 
    แต่การกลัว การสวม แบบตื่นตระหนก ให้กระแสลากไป โดยแต่ละคนไม่ใช้สติใคร่ครวญถึงเหตุผลตามกาล ตามสถานที่ และตามบุคคล
    แบบนี้ บางที คนสวมนั่นแหละ ติดก่อนคนไม่สวม!
    ฝรั่งยุโรป ที่มาเที่ยวเมืองไทย หรือเมืองไหนๆ ที่เขาไป แล้วไม่สวม Mask เพราะเขาก็มีเหตุผล
    คือไม่ใช่ฝรั่งไม่กลัวโรคระบาด แต่ที่ไม่สวม เพราะ
    ๑.มั่นใจ ประเทศที่เขาไป อย่างไทย ว่าปลอดโรคระบาด เชื่อมาตรฐาน "แพทย์-สาธารณสุข" ว่าเยี่ยม
    ๒.มั่นใจ ระบบคัดกรองคนติดเชื้อ ทั้งประเทศต้นทาง และปลายทาง
    ๓.เส้นทางที่เขาเดินทาง ไม่ทรานสิตจีน
    ๔.ฝรั่งถือว่า เฉพาะคนป่วยเท่านั้นที่สวม Mask ในเมื่อเขาไม่ป่วย และมั่นใจไทยปลอดโรคระบาด  เรื่องอะไรจะต้องสวม
    ด้วยเหตุนี้ ที่ฝรั่งเขาปัดมือ ไม่รับแจก ไม่ใช่เขาเหยียดหยาม แต่เพราะเขาเข้าใจว่า เราเห็นเขาเป็นคนป่วย เป็นตัวแพร่เชื้อ
    ซึ่งเขาไม่ป่วย ไม่เป็น เขาจึงปัดมือด้วยไม่ชอบใจ 
    สรุปคือ เป้าหมายเดียวกัน "ไม่มีโรค" แต่ตีเจตนาในการทำไปคนละทาง จึงเข้าตำรา
    "ทำคุณบูชาโทษ-โปรดสัตว์ได้บาป" ประมาณนั้น
    เนี่ย....ความจริง เราควรดีใจนะ!
    ที่ฝรั่งยังมาเที่ยวไทย 
    และควรต้องรีบใช้แบรนด์ "ฝรั่งไม่หน้ากาก" นี่แหละ เป็นตัวสร้างความมั่นใจ "เที่ยวไทย" ต่อตลาดโลก
    ไม่ใช่ไปโกรธเขา จะไล่เขาออกไปจากประเทศ
    ฝรั่งน่ะ เขาตีค่าพวกเขาสูงกว่าชาวเอเชียมาก ฉะนั้น เขาคำนึงถึงความปลอดภัยของเขาอยู่แล้ว 
    เมื่อมา แสดงว่า "ไทยไร้ระบาด" ชัวร์
    คิดกลับในมุมนี้ รัฐมนตรีอนุทิน ควรไปจับมือฝรั่ง บอกเวลคัม มากกว่า เก็ตเอาต์
    แต่สำหรับคนอาเซียน-เอเชีย ต้องยอมรับ ระยะนี้ "จิตตก" และเป็นโรคอุปาทานหมู่ กลัวไวรัสอู่ฮั่นระบาดใส่
    ก็มีเหตุผล เพราะจีน เหมือนคนร่วมหมู่บ้าน ป่วย-ตายด้วยไวรัส เห็นกันตำตา
    อะไรที่ "ตำตา-ตำใจ" เห็นจะจะ ระยะแรก จะหวาดผวาเป็นธรรมดา 
    เห็นเพื่อนบ้านตาย กลางคืน กล้าเดินผ่านบ้านมั้ยล่ะ?
    ฉะนั้น ที่รัฐมนตรีอนุทินออกแจกหน้ากาก ชาวเรา "อาเซียน-เอเชีย" รับไปสวมนั้น
    เป็นที่เข้าใจได้และแปลงภาษา "จิตผวา-ระแวง" ด้วยกลัวติดกัน เป็นภาษาสวยๆ ว่า "ป้องกัน"
    ก็ดี สนับสนุน เห็นด้วย 
    เพราะ คนจีน-ไทย-พม่า-ลาว-ญวน-เขมร-ญี่ปุ่น-สิงคโปร์-ไต้หวัน-ฮ่องกง-มาเก๊า รูปร่าง หน้าตาแยกกันยาก 
    และสถานที่ไปกิน ไปเที่ยว ไปสังสรรค์ ไปสมาคม คือที่จะไปรวมอยู่ที่เดียวกันมากๆ จะรวมแหล่งเดียวกัน
    ดังนั้น ป้องกันไว้ก่อน ถูกต้องในเบื้องต้นที่สุด!
    แต่ฝรั่ง ที่กิน ที่เที่ยว ที่ช็อป ที่จะไปรวมสังสรรค์ คนละแหล่ง ฝรั่งไม่ผวา-ระแวงไวรัส เขาจึงไม่เห็นเหตุต้องสวม
    ย้อนมาดูเฉพาะ "บ้านเรา" กันเองบ้าง
    ในชั่วโมงนี้ ผมยังแยกไม่ออก ระหว่างกลัว "โรคไวรัส" กับโก้เก๋ "แฟชั่นหน้ากาก" ว่าไหนเป็นกระแสจริงตอนนี้?
    กลัว..ก็เฮกันกลัว แล้วก็..เฮกันซื้อหน้ากาก-แอลกอฮอล์ จนเป็นปัญหาขาดตลาด กักตุน โก่งราคา  รัฐบาลต้องเป็นพ่อค้าขายเอง
    อะไรมันจะขนาดนั้น...หือ?
    รัฐบาลกำลังส่งสัญญาณว่า ควบคุมไม่ได้ มันระบาดสู่คนไทย เมืองไทยแล้ว ต้องสวมหน้ากากทุกตัวคนอย่างนั้นหรือ?
    จะพาสติแตกกันไปหมด ของที่ไม่ขาด แทนที่จะส่งขายไปยังประเทศที่จำเป็นจริงๆ ก็ส่งไม่ได้ เพราะต้องเอามายื้อแย่งกันเอง 
    ถามว่า มันจำเป็น วิกฤติ ถึงขนาดนั้นแล้วหรือ?
    ก็ยังมองไม่เห็น ผมมีอยู่กล่อง-ครึ่งกล่อง เหลือแต่ครั้งหวัดนก หวัดซาร์ส 
    ก็เอามาใช้ เลือกสถานที่ที่จะไป เลือกกลุ่มคนที่เราจะไปร่วม ว่าจำเป็นหรือสมควรสวมมั้ย 
    ก็ไม่เห็นที่ไหน ใคร ในเมืองไทย เป็นแหล่งแพร่ และใครไปติดเชื้อมา 
    ขนาดตามห้าง ตามรถเมล์ รถไฟฟ้า กระทั่งเห็นภาพคนไปเที่ยวงานเกษตรแฟร์ แน่นเป็นหัวถั่วงอกในเข่ง
    ถ้าบ้านเรามีไวรัสระบาดน่ะนะ..........
    จากตรุษจีน มาถึงวันนี้ "มาฆบูชา" มีแต่ด่ารถติด ด่าพีเอ็ม ๒.๕ ด่าประชาธิปไตยเลือกตั้งเฮงซวย 
    ไม่มีเสียงด่า ไปติดไวรัสมา จากที่นั้น-ที่นี้เลย!
    ฉะนั้น ใครตื่น ก็ให้เขาตื่น
    พวกตื่นตามกระแสน่ะ ถ้าระบาดจริง ตายก่อน ส่วนพวกตื่นแบบสติ จะไม่ตาย ถึงตายก็ตายทีหลังเขา 
    เพราะรู้กาล รู้สถานที่ รู้บุคคล รู้ตอนไหนควร ตอนไหนไม่ควร "สติใคร่ครวญ" ใช้ป้องกันได้แน่นอนกว่า "ผ้าปิดจมูก"
    ที่ผมสังเกต........
    กระหายหากันในลักษณะ "แฟชั่นหน้ากาก" มากกว่า เอามาอวดกัน โพสต์อวดกัน 
    ของชั้นของนอกนะ ของชั้นกรองได้จากชั้นนรกถึงชั้นสวรรค์นะ ของชั้นทรงใหม่ สีแซ่บนะ
    คอยดูเหอะ 
    อีกวัน-สองวัน พอหายเห่อ และหายใจไม่ค่อยคล่อง โรคตื่นกระแสหน้ากากก็จะหายไปเอง 
    โรคตื่น "วาเลนไทน์" เข้ามาแทน!
    รัฐบาลต้องคัดท้าย ด้วยการ "นำกระแส-คุมกระแส" ให้ตรงทิศ ตรงทาง อย่าทำอะไรแบบ "ประจบ-เอาใจ" ประชาชนจนเกินเหตุ
    คนไทยวันนี้ เหลืออย่างเดียวที่ไม่เรียกร้องให้รัฐบาลช่วย
    คือ "ช่วยเช็ดก้น"!
    นอกนั้น แทบจะ "ทุกเรื่อง"!
    ตบท้ายไว้นิด เรื่อง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี ๖๓ ที่รอศาลรัฐธรรมนูญว่าเอายังไง?
    เมื่อวาน ศาลฯ มีมติเสียงข้างมาก ๕ ต่อ ๔ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี ๖๓ "ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ" 
    ให้สภาผู้แทนราษฎร กลับไปโหวตใหม่ในวาระ ๒ และวาระ ๓ 
    ประธานสภา "ชวน หลีกภัย" นัดประชุมโหวตใหม่แล้ว พฤหัสบดีที่ ๑๓ ก.พ.
    วันนี้ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ วัน "มาฆบูชา"
    "ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส" นี้คือหัวใจพระพุทธศาสนา.


ไม่อยากใช้คำว่า "เคยบอกไปแล้ว" ในการเขียนหนังสือ แต่วันนี้ "จำเป็น" ขออนุญาตซักครั้ง คือหลังจากเหตุ "ผีน้อย" เกิดเป็น "กรณีศึกษา" ขึ้นแล้ว

ประเทศไทย 'ยังไงๆ ต้องรอด'
เคอร์ฟิว "เซฟก่อนตายจริงๆ"
เมื่อ 5-12 เข้ามาแทน 7-11
"โรงหมอ-กระทรวง"ร่วมโรค
ฉุกเฉิน 'ในระบบราชการ'?
อสม. 'หน่วยรบที่โลกลืม'