'ช่อ'ชวนจ่าย2พันตลอดชีพ เจ้าของส้มหวานไม่ใช่'ทอน'


เพิ่มเพื่อน    

    "ช่อ" ไปกล่อมชาวเหนือ "ธนาธร" ไม่ใช่เจ้าของพรรคอนาคตใหม่ ไม่ได้ให้เงินพรรคใช้ฟรีๆ แต่การเป็นเจ้าหนี้ไม่มีการตัดสินในพรรคการเมือง การเปลี่ยนแปลงประเทศได้พรรคต้องการผู้สนับสนุนที่อยู่นอกสภา ผู้คนที่จ่ายค่าสมาชิก 200 บาทต่อปี หรือ 2,000 บาทตลอดชีพ อนาคตใหม่จะได้เป็นพรรคของมวลชน "นันทเดช" อบรม "ปิยบุตร" ชี้การทำรัฐประหารของคณะราษฎร เป็นแม่แบบของการรัฐประหารในยุคต่อมา
    ที่โรงแรมแทนเจอรีนด์ ต.สันทราย​ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ร่วมกิจกรรมพบปะสมาชิก และบรรยายถึงความสำคัญของการสนับสนุนของประชาชนต่อพรรคอนาคตใหม่ และบทบาทหน้าที่ของพรรคอนาคตใหม่ในสภาผู้แทนราษฎร ​อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่เขต 6-7 จังหวัดเชียงใหม่สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขต่อไป โดยมีสมาชิกพรรคอนาคตใหม่และประชาชนในพื้นที่มาร่วมงานจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีนายชํานาญ จันทร์เรือง และนายมานพ ศิริภูวดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ มาร่วมกิจกรรม 
    น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า หากพูดถึงแนวทางการทำงานของพรรคอนาคตใหม่ หรือพูดถึงการสร้างพรรค สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความผูกพันของประชาชนกับพรรค ที่ผ่านมาประชาชนมีความคิดที่ไม่ไว้ใจนักการเมืองเท่าใดนัก แต่เนื่องจากเราเพิ่งลงเลือกตั้งเป็นครั้งแรก จึงอยากให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ พรรคอนาคตใหม่ก็เหมือนทุกพรรคการเมือง ที่จะพูดยังไงก็ได้เมื่อตอนหาเสียง แต่การกระทำต่างหากที่จะพิสูจน์ว่าพรรคอนาคตใหม่จะแตกต่างจากพรรคอื่นๆ ที่หลังจากเลือกตั้งเสร็จแล้วจะหายหน้าไปหรือไม่ 
    "แน่นอนว่านักการเมืองนั้นต้องทำเพื่อคะแนนเสียง แต่เราไม่ได้ทำเพื่อหวังคะแนนเสียงเพียงอย่างเดียว ซึ่งการหวังคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนไม่ใช่เรื่องผิด แต่การอยู่กับพี่น้องประชาชนคือหัวใจของพรรคอนาคตใหม่ ที่ไม่ใช่แค่ 2 เดือนก่อนเลือกตั้ง เราอยากได้พรรคการเมืองที่เป็นของประชาชน ไม่ใช่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของ เพราะการที่ประชาชนเป็นเจ้าของพรรค ประชาชนจะบอกปัญหาและนำข้อเท็จจริงมาให้เรา เพื่อสร้างนโยบายให้เกิดขึ้นผ่านสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ถูกออกแบบมาให้เป็นพรรคของมวลชน"
    น.ส.พรรณิการ์กล่าวต่อไปว่า ประเทศนี้จะฝากไว้กับคนใดคนหนึ่งไม่ได้ เราต้องร่วมมือร่วมใจช่วยกันเปลี่ยนแปลงสังคม ต่อให้พรรคอนาคตใหม่หรือนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค หรือนายปิยบุตร​ แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรค จะเก่งแค่ไหน ก็เปลี่ยนแปลงประเทศไทยไม่ได้ แต่การที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศได้นั้น เราต้องการผู้สนับสนุนที่อยู่นอกสภา ที่จะมาร่วมกันเป็นเจ้าของพรรคอนาคตใหม่ ผู้คนที่จ่ายค่าสมาชิก 200 บาทต่อปี หรือ 2,000 บาทตลอดชีพ เป็นการไม่ทำให้พรรคอนาคตใหม่เป็นของใครคนหนึ่ง เมื่อเงินทุนในการขับเคลื่อนพรรคการเมืองมาจากประชาชน ผู้ที่ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ก็จะตระหนักถึงว่า การที่เขาได้รับเลือกมาจากเงินสนับสนุนของประชาชน ซึ่งจะทำให้ ส.ส.รู้สึกว่าต้องฟังเสียงของประชาชน และประชาชนยิ่งใหญ่กว่า ส.ส.
     "เรายืนยันว่าประชาชนหรือสมาชิกเป็นเจ้าของพรรคอย่างแท้จริง สมาชิกเกือบเกือบ 7 หมื่นคน และผู้บริจาคทั้งประสงค์​และไม่ประสงค์​ออกนามอีกจำนวนมาก คนเหล่านี้คือเจ้าของพรรคอนาคตใหม่อย่างแท้จริง จากคดีที่คุณธนาธร หัวหน้าพรรค ให้พรรคเงินกู้ 100 กว่าล้าน เป็นเพียงในนามเจ้าหนี้-ลูกหนี้เท่านั้น ไม่ได้เป็นการบริจาคแต่อย่างใด คุณธนาธรไม่ได้เป็นเจ้าของพรรค ซึ่งการเป็นเจ้าหนี้ไม่มีการตัดสินในพรรคการเมือง"
ไม่รับฝากความหวังใคร 
    เธอกล่าวว่า การบริหารงานในนามหัวหน้าพรรคนั้น ก็จะมีกรรมการบริหารพรรคที่จะโหวตหรือมีการลงมติในเรื่องนั้น หัวหน้าพรรคไม่มีสิทธิ์​ตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว การกู้เงินนั้นมีดอกเบี้ยตามกฎหมายทุกประการ คุณธนาธรไม่ได้ให้เงินพรรคมาใช้ฟรีๆ
    น.ส.พรรณิการ์กล่าวด้วยว่า พรรคการเมืองอื่นอาจใช้ ส.ส.เป็นฐานในการทำพรรคการเมือง แต่พรรคอนาคตใหม่มีการทำงานร่วมกันระหว่างทีมงานจังหวัดกับ ส.ส. ซึ่งในพื้นที่หรือเขตที่พรรคอนาคตใหม่ไม่ได้รับเลือกเข้าไปในสภา ทีมงานจังหวัดจะเป็นผู้ที่ทำงานในพื้นที่ คอยเรื่องร้องทุกข์ รับเรื่องร้องเรียน รับฟังปัญหา ซึ่งทีมจังหวัดนั้นเป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่จริง ทำให้รู้ดีว่าจะต้องทำอย่างไรในพื้นที่ จะทำงานกับประชาชนในพื้นที่อย่างไร ทีมจังหวัดย่อมรู้ดีกว่าคนจากส่วนกลาง ทีมจังหวัดจะรู้ดีว่าจะทำกิจกรรมอะไรให้เกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ได้มากที่สุด พรรคอนาคตใหม่ มีกลไกที่เชื่อมโยงระหว่างทีมงานจังหวัดกับ ส.ส. เมื่อทีมงานจังหวัดจัดกิจกรรมก็เชิญ ส.ส.ลงพื้นที่ไปพูดคุยกับประชาชน
    "เราต้องอาศัยพลเมืองไทยที่ไม่ใช่มีหน้าที่แค่เดินเข้าคูหาแล้วฝากความหวังไว้กับพรรคการเมือง แต่ประเทศไทยต้องการพลเมืองที่พร้อมเปลี่ยนแปลงสังคม และพร้อมลงมือทำไปด้วยกัน พรรคอนาคตใหม่ไม่รับฝากความหวังของใคร แต่พรรคอนาคตใหม่ต้องการเดินทางไปพร้อมๆ กับมวลชน เพราะพรรคอนาคตใหม่คือการเดินทาง วันนี้แค่เริ่มต้น หากเราทุกคนช่วยกันสร้างสรรค์​สังคมให้หลุดพ้นจากความอยุติธรรม​และวงจรที่รั้งให้ประเทศไม่ก้าวไปข้างหน้า ความฝันที่เรามีร่วมกันเป็นไปได้อย่างแน่นอน" น.ส.พรรณิการ์กล่าว
    วันเดียวกันนี้ พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ กรรมการบริหารพรรค รปช.-อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) และอดีตรองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานข่าวกรองแห่งชาติ แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้ กรณีคุณปิยบุตร กับพวก เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาการต้านรัฐประหาร ผมฟังแล้วรู้สึกสงสารคุณปิยบุตร ที่อายุยังน้อยแต่ได้หน้าลืมหลัง หรืออาจจะเป็นเพราะไม่ได้เป็นนักประวัติศาสตร์ จึงลืมไปว่าพรรคอนาคตใหม่ใหม่ยึดแนวของคณะราษฎรเป็นหลัก
    การดำเนินงานของพรรคคณะราษฎรนั้น เริ่มต้นด้วยการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยกำลังทหารโดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับประชาชนอะไรเลย หลังจากนั้นแกนนำคณะราษฎรก็แย่งชิงอำนาจกันไปมา ด้วยการทำรัฐประหารเข่นฆ่ากันเองถึง 14 ครั้ง จนหมดอำนาจของคณะราษฎรคนสุดท้ายคือ จอมพล ป. ซึ่งก็กินเวลานานถึง 25 ปี
    การทำรัฐประหารของคณะราษฎร จึงเป็นแม่แบบของการรัฐประหารที่ทำกันติดต่อมาตั้งแต่ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จนมาถึงยุคโลกาภิวัตน์ ที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร
    ส่วนการทำรัฐประหาร 2 ครั้งหลังที่คุณปิยบุตรมักจะโจมตีอยู่เสมอ หรือรู้สึกอิจฉานิดๆ นั้น ได้มีรูปแบบที่เปลี่ยนไป โดยมีองค์ประกอบ 3 ข้อคือ (1) รัฐบาลทุจริตชัดเจน (2) ประชาชนออกมาต่อต้านการทุจริต ถูกฆ่าด้วยอาวุธสงคราม (3) ประชาชนเป็นฝ่ายเรียกร้องให้ทหารออกมาช่วย
ทุจริต-รัฐประหาร
    การปฏิวัติปี 2549 ประชาชนออกมาขับไล่รัฐบาลทุจริต ถูกเข่นฆ่าด้วยอาวุธสงคราม แม้แต่กรมทหารราบยังถูกยิงเลย ทหารก็ต้องออกมาทำรัฐประหาร รัฐบาลทหารก็อยู่มาได้เกือบ 3 ปี ซึ่งถ้าอยู่ต่อไปอีกก็ได้ เพราะไม่มีประชาชนออกมาต่อต้านการบริหารบ้านเมืองโดยรัฐบาลทหารเลย
    การทำรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อปี 2557 นั้น ก็มาจากเรื่องทุจริตอีกเช่นเดิม และคราวนี้เป็นการทุจริตนับแสนล้าน นับว่ามากที่สุดในบรรดาการทุจริตทั้งหมดที่เคยมีมา ประชาชนก็ออกมาขับไล่ มีจำนวนมากที่สุดในโลก และถูกลอบทำร้ายเข่นฆ่าอีก ทหารต้องออกทำรัฐประหารตามคำเรียกร้องของประชาชน เพื่อยุติความรุนแรง ซึ่งเป็นการทำรัฐประหารที่ไม่ต้องใช้กำลังอำนาจทางทหารเลยด้วยซ้ำ
    ขอฝากไปให้คุณปิยบุตรเข้าใจด้วยว่า เมื่อตอนเป็นอาจารย์ จะพูดแบบไหน นักศึกษาก็ต้องเชื่อ แต่ตอนนี้เป็น ส.ส. พูดให้ประชาชนฟัง ควรต้องค้นคว้าหาความจริงให้ดีก่อนพูด เพราะที่พรรคอนาคตใหม่มีคดีมากมายเช่นนี้ ก็มีสาเหตุมาจากการขยันพูดนั่นเอง แต่ถ้าคิดว่าพูดแบบนี้แล้ว คดีกู้เงินพรรค จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ก็ตามสบายเถอะครับ
    ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว คุณปิยบุตรช่วยศึกษาการเรียกร้องประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์ของประชาชน เช่นในปี 2516 สักนิด อย่ายึดติดอยู่แค่จำนวนตัวเลข การปฏิวัติ หรือแค่ปี 2475 เพราะขนาดคุณปิยบุตรเกิดทันเหตุการณ์ในปี 2549 และปี 2557 คุณปิยบุตรยังพลาดข้อเท็จจริงไปมากมายเลย แล้วประสาอะไรจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนปี 2522
    ด้าน นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า การบิดเบือนประวัติศาสตร์ในเรื่องของปฏิวัติหรือรัฐประหาร เริ่มต้นที่เผด็จการทรราชจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จงใจทำให้ประชาชนไทยทุกคนไขว้เขว ระหว่างความดีกับความชั่ว กล่าวคือพยายามทำให้การแยกแยะระหว่างความดีความชั่วเลือนรางหายไป หรือสับสนปนเป อลหม่านกัน จนไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว
    จอมพลสฤษดิ์ตั้งใจที่จะเรียกการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย ว่าเป็นการ "ปฏิวัติ" เพื่อให้สับสนมั่วซั่วกับคำว่า "การรัฐประหาร"
    ทั้งที่ก่อนหน้านี้ คำว่ารัฐประหาร ตรงตามเนื้อหาของการดำเนินการคือ "การประหารรัฐ หรือการทำลายรัฐลงไป ด้วยความรุนแรง" ซึ่งทำให้สังคมถอยหลังกลับไปไกลเป็นสิ่งชั่วร้ายเลวทราม
    ส่วนการ "ปฏิวัติ" นั้น หมายถึง "การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางการผลิตของสังคม อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนในสังคมด้วย" ทำให้สังคมก้าวไปข้างหน้าทางการผลิต และการกระจายความมั่งคั่งเป็นไปอย่างยุติธรรม
ปฏิวัติก็คือรัฐประหาร 
    ผู้คนในภายหลังจำนวนไม่น้อยจึงสับสนปนเปกันระหว่าง "การปฏิวัติ" อันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของคนกับคน ที่อ.ปรีดีอธิบายว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงหลักมูลของประเทศกับ "การรัฐประหาร"
    เมื่อการบิดเบือนได้ผลในทางทำให้สาธารณชนเข้าใจไปว่า ปฏิวัติก็คือรัฐประหาร รัฐประหารก็คือปฏิวัติ เป็นสิ่งเดียวกันเรื่องเดียวกันก็โยงใยไปสู่การทำข้อสรุปว่า "การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475" เป็นเพียง "การรัฐประหารของคณะราษฎร" เท่านั้น
    ก็กลายเป็นว่า คุณค่า ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไม่ต่างอะไรไปจากการรัฐประหารยึดอำนาจของกลุ่มผิน ชุณหะวัณ 2490 ของกลุ่มสฤษดิ์ ธนะรัชต์ 2500 กระทั่งไม่ต่างจากการรัฐประหารยึดอำนาจของ คปค. (คมช.) 2549 และการยึดอำนาจรัฐประหารของ คสช.2557 ซึ่งแก่นแกนและวัตถุประสงค์ของเรื่อง แตกต่างกันราวหงส์กับอีกาเลยครับ
    การรัฐประหารครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อพระยามโนปกรณ์นิติธาดา และพวกต้องการที่จะฟื้นคืนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงประกาศพระราชกฤษฎีกาปิดสภา ยกเลิกการใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ยกเลิกสภา และประกาศใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เพื่อทำการกำจัด อ.ปรีดีและคณะราษฎรให้พ้นจากอำนาจไป
    ซึ่งต่อมา พระยาพหลพลพยุหเสนา ต้องใช้กำลังเพื่อโค่นล้มคณะรัฐประหารครั้งแรก ชุดพระยามโนฯ แล้วนำประเทศกลับเข้าสู่ครรลองของคณะราษฎรเดิม (กล่าวคือสืบต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475) ซึ่งการโค่นพระยามโนฯ ของพระยาพหลฯ ก็มีการเรียกที่ต่างกันมาโดยตลอด ว่าเป็นการรัฐประหารบ้าง หรือเป็นการต่อเนื่องของการเปลี่ยนแปลงการปกครองบ้าง
    ผมเองเห็นด้วยกับการเรียกว่า "การต่อเนื่องของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475" ในกรณีที่พระยาพหลฯ โค่นล้มพระยามโนฯ จนต่อมาก็เกิด "กบฏบวรเดช" เพื่อพยายามฟื้นคืน ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้นมาอีก แต่ก็พ่ายแพ้ต่อกองกำลังของรัฐบาลคณะราษฎรในขณะนั้น จึงกลายเป็น "กบฏ"
    ประวัติศาสตร์การเมืองระยะใกล้ยังมีรายละเอียดอีกมาก ผมคงขออนุญาตไม่ก้าวลึกไปไกลขนาดนั้น เพียงแต่ต้องการยืนยันว่า รัฐประหารนั้นเป็น "สิ่งชั่วร้าย" เพราะเป็นการ "โค่นล้มระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ลงไปโดยใช้กำลังทหารที่อยู่ในมือของพวกเผด็จการขวาจัด (บางคนก็เป็นทรราชสมบูรณ์แบบ) เพื่อดึงสังคมให้ถอยหลังกลับไปไกลดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้
    แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับ "การปฏิวัติ" ที่ทำให้สังคมก้าวรุดไปข้างหน้า เป็น "การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางการผลิต ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน" หรือที่ อ.ปรีดีอธิบายว่า "เป็นการเปลี่ยนแปลงหลักมูลของประเทศ" ซึ่งต้องการผลักดันสร้างสังคมที่ก้าวหน้าให้พลังการผลิตก้าวกระโดดการแบ่งปันความมั่งคั่งเป็นไปอย่างยุติธรรม
    ดังนั้น "การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475" จึงไม่ใช่ "การรัฐประหารยึดอำนาจ" ไม่ใช่ไวรัสชั่วร้ายดังที่ ดร.เวทิน ชาติกุล นักวิชาการ สถาบันทิศทางไทย เขียนบทความ เรื่อง "ไวรัส 2475 ต้นตอไวรัสรัฐประหารทำลายชาติ" โจมตีอย่างหนักหน่วงแต่อย่างไร
     แต่การรัฐประหารของ พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ เมื่อ 2490 โค่นล้มฝ่ายคณะราษฎรต่างหาก ที่เป็นไวรัสชั่วร้ายของประเทศไทย และเป็นต้นตอของวงจรอุบาทว์ตราบจนทุกวันนี้.