จ่าคลั่งกราดยิงเกลื่อนโคราช กับแนวคิดสื่อสารยามวิกฤติ


เพิ่มเพื่อน    

      หลัง จ.ส.อ.จักรพันธ์ ถมมา นายทหารสังกัดค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา ก่อเหตุอุกอาจสะเทือนขวัญหลายจุดในจังหวัดนครราชสีมา จนสุดท้ายถูกตำรวจวิสามัญฯ ในช่วง 09.00 น.ของวันอาทิตย์ที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา ระหว่างทีมตำรวจโดยการนำของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ที่นำกำลังเข้าคลี่คลายสถานการณ์ในห้าง Terminal 21 นครราชสีมา อันเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 30 ศพ ซึ่งรวมถึงตัวผู้ก่อเหตุด้วย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 58 ราย

      พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะผู้นำประเทศ ระบุว่า "ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย และต้องไม่มีสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก​ เพราะไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดทุกคนต้องมีบทเรียน​ แม้จะเคยผ่านสถานการณ์มาหลายครั้ง​ แต่ไม่เคยรุนแรงแบบนี้ ทุกอย่างคาดการณ์ไม่ได้​ แต่เราต้องเตรียมให้พร้อม วันนี้ครั้งนี้ถือว่ารับมือได้ดี"

      ในความเห็นเชิงวิชาการด้านความมั่นคง ปณิธาน วัฒนายากร ที่มีสถานะเป็น "ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของนายกรัฐมนตรี" นำเสนอความเห็นผ่านบทความในเฟซบุ๊กส่วนตัว Panitan Wattanayagorn เรื่อง "ทางเลือกและทางรอดหลังกรณีสังหารหมู่"

      โดยระบุตอนหนึ่งว่า การก่อเหตุร้ายเป็นวงกว้าง หรือ การสังหารหมู่ หรือการสังหารผู้คนเป็นจำนวนมากๆ ในครั้งเดียวกัน นอกจากจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อครอบครัวผู้ที่สูญเสียแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจและความเชื่อมั่นของประชาชนโดยทั่วไปด้วย อีกทั้งยังอาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศในระยะยาว จึงจำเป็นจะต้องมีมาตรการที่เหมาะสมมาป้องกันหรือรองรับ เพราะอย่างที่สหรัฐอเมริกา การสังหารหมู่โดยการใช้อาวุธปืนถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเกิดขึ้นทุกๆ  12-13 วันจากการศึกษาของ Lankford ที่ไปศึกษาเหตุการณ์ใน 171 ประเทศ เมื่อปี 2016 ซึ่งของอเมริกานับเป็นสัดส่วนกว่า 30% เมื่อเทียบกับของทั้งโลก

        ดร.ปณิธาน-นักวิชาการสายรัฐศาสตร์ ความมั่นคง ให้ทัศนะอีกว่า ในประเทศไทยยังไม่มีการรวบรวมสถิติแบบเดียวกัน และเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นที่โคราชก็ยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ในสังคมไทย  แต่เราก็มีความจำเป็นที่จะต้องถอดบทเรียนของเราเอง และนำเอาบทเรียนของประเทศอื่นๆ ที่คล้ายกับเรามาปรับใช้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายแบบเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันขึ้นอีก

        "มาตรการของหลายๆ ประเทศที่น่าสนใจก็คือ 1.เร่งรัดยกระดับมาตรการการรักษาความปลอดภัย  การควบคุมอาวุธปืน ทั้งในเมือง ในศูนย์การค้า และในชุมชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย  หรือเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในรูปแบบอื่นๆ 2.เยียวยาผู้ที่สูญเสียและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างรวดเร็ว 3.บรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และจิตวิทยาของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม  4.เริ่มดำเนินการระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ รวมทั้งการปรับแนวทางการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน และการสื่อสารสมัยใหม่ของบุคคล"

        ดร.ปณิธาน ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของนายกรัฐมนตรี ที่อีกสถานะหนึ่งเขาคือ "กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ" ให้ทัศนะว่า สิ่งที่พูดกันมากที่สุดเรื่องหนึ่งในเวลานี้ก็คือ การสื่อสารในยามวิกฤติ ซึ่ง James  Meindl และ Jonathan Ivy (ในวารสาร American Journal of Public Health เมื่อสามปีก่อน) ได้ชี้ให้เห็นว่าองค์การอนามัยโลก (World Health Organization-WHO) ได้ศึกษาเรื่องนี้มากว่า 50 ปีแล้ว และก็มีข้อแนะนำที่น่าสนใจว่า 1.ไม่ควรใส่อารมณ์ความรู้สึกเข้าไปในการรายงานข่าว 2.ไม่ควรพาดหัวข่าวใหญ่โตเกินไป 3.ไม่ควรด่วนสรุปว่าเป็นเพราะสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง เพราะในความเป็นจริงจะมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน 4.ไม่ควรจะรายงานซ้ำๆ หรือย้ำบ่อยๆ 5.ไม่ควรจะนำเสนอขั้นตอนการสังหารโดยละเอียด อันจะนำไปสู่การลอกเลียนแบบ หรือการเรียนรู้ได้ง่าย 6.จำกัดการนำเสนอของรูปภาพและคลิปวิดีโอให้น้อย เพื่อลดผลกระทบลง 7.ระมัดระวังในการนำเสนอ ไม่ให้ผู้กระทำผิดถูกยกย่องชื่นชมหรือเป็นแบบอย่าง รวมทั้งเรื่องการสังหารตัวเอง ซึ่งข้อแนะนำดังกล่าวทางรัฐบาลอเมริกัน โดย FBI ได้นำไปเป็นนโยบายในการสื่อสารชื่อว่า "อย่าไปเอ่ยชื่อเขา" (Don’t Name Them) และได้นำไปใช้ในกรณีที่อดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของเรือนจำชาวอเมริกันที่มีพ่อแม่อพยพมาจากอัฟกานิสถานได้สังหารคนที่มาเที่ยวไนต์คลับไป 49 คนและบาดเจ็บอีก 53 คน ที่เมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา เมื่อหลายปีก่อน

      "กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ" ให้ข้อมูลอีกว่า นอกจากนี้ James Meindl และ Jonathan Ivy ยังได้มีข้อเสนอที่น่าสนใจในการสื่อสารอีก 5  ประการ คือ 1.สื่อสารให้เห็นถึงความน่าละอาย การละเมิดศีลธรรม จรรยาบรรณ ความขลาดกลัวของมือสังหาร ซึ่งจะป้องกันไม่ให้ผู้ทำผิดถูกชื่นชมหรือยกย่อง 2.หลีกเลี่ยงการอธิบายเหตุผลของมือสังหาร เพราะซับซ้อน และจะทำให้คนอื่นที่มีปัญหาคล้ายๆ กัน อาจเลือกแนวทางรุนแรงเป็นทางออกได้ 3.ลดเวลาออกอากาศให้สั้นหรือให้พื้นที่การสื่อสารให้น้อย เพราะการให้เวลาหรือให้พื้นที่สื่อมากๆ จะเป็นการให้รางวัลและเพิ่มสถานะทางสังคมของผู้ทำผิด เป็นต้น

      และทิ้งท้ายว่า "สังคมไทยก็คงจะต้องพิจารณากันว่า อะไรจะเป็นทางเลือก อะไรจะเป็นทางรอดของเรา จากความรุนแรงที่น่ารังเกียจและสมควรได้รับการประณามเช่นนี้"

      ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสังคมไทยเวลาเกิดเหตุการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะเหตุการณ์ใหญ่ๆ ก็มักจะมีการออกมาให้ทัศนะคล้อยหลังว่า "ต้องมีการถอดบทเรียน" หรือ "ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาเหตุการณ์" แล้วจากนั้นพอเรื่องเริ่มเงียบไป สังคมไม่ค่อยสนใจ แนวคิดที่เคยเสนอให้สังคมและภาครัฐต้องถอดบทเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ ก็มักจะลืมเลือนกันไป จนบางคราวก็เกิดเหตุลักษณะเดียวกันขึ้นมาซ้ำอีก  โดยไม่ได้มีการแก้ไขปัญหาอะไรที่ดีกว่าตอนเกิดเหตุครั้งแรก ก็ต้องรอดูว่า หลังเหตุยิงกระหน่ำที่นครราชสีมาจบไปแล้ว ข้อเสนอให้ถอดบทเรียนดังกล่าวจะเงียบหายไปตามกาลเวลาหรือไม่. 


"ศ.ธีรยุทธ บุญมี" เผยแพร่บทความเรื่อง "เมษาชี้ชะตาประเทศ" เมื่อวาน (๓๐ มี.ค.๖๓) อ่านแล้ว..... ต้องบอกว่า "อาจารย์ธีรยุทธ" ก้าวข้ามคำว่า "นักวิชาการ" สู่สถานะ "วิญญูชน" แท้จริง!

อสม. 'หน่วยรบที่โลกลืม'
'สำรวจแนวรบรอบไตรมาส'
'เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน'
ทั้ง"พระคุณ-พระเดช"คู่กัน
"ถึงฉุกเฉินพวกโคก็ยังฉุน"
ที่สุด 'ในสถานการณ์' คิดบวก