ฟุ้งพินอคคิโอเด็ดปีก‘ตู่’


เพิ่มเพื่อน    

  "วิษณุ" โล่งใจร่าง พ.ร.บ.งบฯ 63 ผ่านสภา คาดประกาศใช้ มี.ค.นี้ ส.ว.รับลูกพิจารณาแค่ 1 ชม.ผ่านฉลุย "ชวน" มอบ กมธ.กิจการสภาฯ สอบเสียบบัตรแทนกันทุกกรณี ป.ป.ช.ขอข้อมูลสภาก่อนฟัน ส.ส.เสียบบัตร "จตุพร" ข้องใจประธาน กมธ.-สส.กดบัตรแทนกันอยู่พรรคเดียวกันจะสอบกันอย่างไร แนะปล่อยป.ป.ช.สอบ "ธนาธร" เปิดปฏิบัติการ "พินอคคิโอ" ติว 16 ขุนพลกระชากหน้ากาก "ประยุทธ์" บริหารประเทศล้มเหลว 5 ด้าน 

      เมื่อวันศุกร์ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติในวาระ 2 และ 3 ใหม่ ว่าตอนนี้ใจชื้นขึ้น เพราะก่อนหน้านั้นคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติให้เบิกจ่ายเงินตามงบประมาณเก่าไปก่อน แต่ยังไม่มีการเบิกอะไรมากนัก เพราะทุกคนรู้ว่างบประมาณใหม่กำลังจะออก และโครงการต่างๆ ที่อาจไม่ทันได้คัดเลือกคู่ค้า แต่ยังไม่ได้ลงนามผูกพันสัญญา เมื่องบประกาศลงในราชกิจจาฯ และมีผลใช้บังคับ ก็เรียกมาลงนามในสัญญาได้ทันที ซึ่งหน่วยงานหลายแห่ง  หลายจังหวัดได้ดำเนินการไปแล้ว เป็นการบรรเทาความล่าช้าไปพอสมควร
    "เชื่อว่าเป็นความโล่งอกและยินดีของทุกคนทุกฝ่าย ไม่ใช่แต่เพียงรัฐบาล รวมถึงประชาชนผู้ประกอบการ บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างที่เกรงว่าจะไม่ได้รับเงินจะเริ่มดำเนินการได้ และโครงการต่างๆ เริ่มดำเนินการได้ ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน วุฒิสภาจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ เมื่อแล้วเสร็จจะมีขั้นตอนกฎหมายที่ต้องทิ้งไว้ 3 วันก่อนเสนอมาที่รัฐบาล และรัฐบาลจะมีเวลาอีก 5 วันเพื่อตรวจสอบ จากนั้นจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป เมื่อโปรดเกล้าฯ แล้วจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไปคาดว่าจะเป็นช่วงเดือน มี.ค.- เม.ย.นี้ หลังจากนี้รัฐบาลเตรียมเข้าสู่การจัดทำงบประมาณปี 2564 ซึ่งจะเสนอเข้าสภาในเวลาไม่กี่เดือนนี้" นายวิษณุกล่าว 
    นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณ ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ให้ความเห็นชอบผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 63 ในวาระ 2-3 โดยเฉพาะฝ่ายค้าน แม้จะไม่เข้าร่วมโหวต แต่ก็ลงชื่อเข้าร่วมประชุมเพื่อให้เปิดประชุมได้ ทำให้งบประมาณผ่านสภาตามที่พี่น้องประชาชนคาดหวัง ขอชื่นชมนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่แสดงวุฒิภาวะของผู้นำฝ่ายค้านในสภา โดยเห็นด้วยกับแนวทางของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ให้พิจารณาใหม่ตั้งแต่มาตรา 1 หลังเกิดความวิตกกังวลเรื่องความถูกต้องของการพิจารณาในมาตรา 6 ซึ่งไม่ได้ตั้งป้อมค้านอย่างเดียว เป็นการให้ความร่วมมือตามสภาพของการเมือง ถือเป็นสุภาพบุรุษทางการเมือง และเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพิจารณางบประมาณ 
    "ยืนยันว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะใช้งบประมาณด้วยความระมัดระวัง สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อพัฒนาประเทศและให้เกิดประโยชน์กับประชาชนให้มากที่สุด ยิ่งประเทศได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก และยังต้องเผชิญกับไวรัสโคโรนาอีก ยิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้งบประมาณในการแก้ปัญหาด้านต่างๆ ดังนั้นจะทำให้สถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้นอย่างแน่นอน" นายธนกรกล่าว
ส.ว.ผ่านงบ 63 ฉลุย
    ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุมพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563  โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มารับฟังการพิจารณา 
    นายเสรี สุวรรณภานนท์ อภิปรายว่า ขอให้ใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีการจ่ายหัวคิวเหมือนการบริหารงานที่ผ่านมา ไม่มีการแสวงประโยชน์เพื่อตัวเอง ใครทุจริตคอร์รัปชันฉ้อราษฎร์บังหลวง ควรต้องลงโทษสถานหนัก ทุกวันนี้ประชาชนต้องเจอกับภัยแล้ง ฝุ่น และโรคระบาด ชาวต่างชาติไม่เดินทางมาเที่ยว ประชาชนได้รับผลกระทบ กฎหมายงบประมาณฉบับนี้เป็นหนทางสำคัญในการแก้ปัญหาประเทศ วุฒิสภามีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการใช้งบประมาณเหล่านี้ไม่ให้รั่วไหลและสัมฤทธิผลที่สุด 
    นายวิษณุกล่าวว่า ขอขอบคุณที่ดำเนินการผ่านร่างพระราชบัญญัตินี้อย่างรวดเร็ว วันนี้นายกรัฐมนตรีมีภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่จังหวัดนครราชสีมา จึงไม่ได้มารับฟังการพิจารณาด้วยตนเอง หลังจากนี้สภาต้องเก็บร่างนี้ไว้อีก 3 วัน และนายกรัฐมนตรีเก็บร่างนี้ไว้อีก 5 วัน ก่อนทูลเกล้าฯ ถวาย แต่เนื่องจากงบประมาณปีนี้ล่าช้า จึงต้องใช้เงินจากงบประมาณกลาง 75% และโครงการต่างๆ ยังไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ แต่ตอนนี้ถือว่าเร็วกว่าที่คิด ทุกอย่างก็สามารถที่จะขยับเขยื้อนได้ ข้อเสนอของสมาชิกวุฒิสภา ล้วนอยู่ในนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว และให้ความมั่นใจว่าจะดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใส 
    จากนั้นที่ประชุมได้ลงคะแนนผ่านร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยมีมติเอกฉันท์เห็นชอบ 215 ต่อ 0 งดออกเสียง 6 โดยมีองค์ประชุม 217 คน รวมเวลาในการพิจารณา 1 ชั่วโมง 10 นาที
     นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงปัญหาการลงคะแนนในมาตรา 6 ว่าด้วยงบกลาง ในร่าง พ.ร.บ.งบฯ 63 ว่าได้รับรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อช่วงเช้า พบว่าองค์ประชุมในวันนั้นครบตลอด แต่ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการปิดลงคะแนนเร็วเกินไป ทำให้จำนวนผู้เข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุมในขณะลงมติ แต่ส่วนตัวจะยึดผลการตรวจสอบการแสดงตน หากครบก็เดินหน้าลงมติได้ และเพื่อไม่ให้มีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในภายหลังตนจึงตัดสินใจไปเริ่มต้นกระบวนการใหม่ตั้งแต่มาตรา 1
    "เครื่องลงคะแนนไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ปัญหาที่แท้จริงคือ ส.ส.ต้องเดินทางมาประชุม เพราะฝ่ายรัฐบาลในปัจจุบันมีจำนวนเสียงปริ่มน้ำ ส.ส.ทุกคนจึงต้องรับผิดชอบเสียงด้วยการอยู่ร่วมประชุม" นายชวนกล่าว
    นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า จากกรณีที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ มีดำริให้ตรวจสอบการเสียบบัตรแทนกัน โดยจะมอบหมายให้คณะกรรมาธิการกิจการสภาฯ เป็นผู้ตรวจสอบ ตนในฐานะเป็นรองประธาน กมธ.สนับสนุนแนวทางของนายชวน เพราะเห็นว่าปัญหาในสภาก็ควรจะให้คนในสภาตรวจสอบกันเอง เพราะเราเป็นสถาบันนิติบัญญัติไม่ควรจะให้ใครมาก้าวก่าย และไม่ควรให้คนนอกเข้ามาแทรกแซงวุ่นวาย ดังนั้น กมธ.ยินดีที่จะรับเรื่องนี้ไว้ตรวจสอบ เพราะจากการปรึกษากับนายอนันต์ ผลอำนวย ประธาน กมธ. ก็ยินยอมรับเรื่องนี้ และเห็นว่าเราควรจะทำอย่างตรงไปตรงมา และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรก
ข้อมูลตม.มัด"นที"หนีสภา
    ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้ากรณีที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน กรณีนางนาที รัชกิจประการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่ถูกร้องเรียนมีชื่ออยู่ในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบฯ 63 เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2563 ทั้งที่นางนาทีไม่ได้อยู่ในห้องประชุม โดยสำนักงานสภาฯ ได้ทำหนังสือไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพื่อขอข้อมูลช่วงเวลาที่นางนาทีเดินทางผ่านด่าน ตม.ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับช่วงเวลาที่นางนาทีมีชื่ออยู่ในการลงมติในสภา ล่าสุด ตม.ได้ทำหนังสือตอบกลับมายังสำนักงานเลขาธิการสภาฯ แล้ว โดยระบุว่า นางนาทีได้เดินทางออกจากด่าน ตม.สนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 15.28 น. ในวันที่ 11 ม.ค.2563 เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบฯ 63 ของนางนาทีในวันที่ 11 ม.ค.2563 พบว่านางนาทีได้ลงมติครั้งสุดท้ายในมาตรา 49 ว่าด้วยแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ในเวลา 15.46 น. และลงมติมาตรา 48 ว่าด้วยแผนงานบูรณาการพัฒนาพื้นที่ระดับภาค ในเวลา 15.19 น. หลังจากนี้ สำนักเลขาธิการสภาฯ จะรายงานการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ รับทราบต่อไป นอกจากนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา นายชวนยังได้เซ็นคำสั่งให้คณะกรรมการกิจการสภาฯ เป็นผู้รับผิดชอบตรวจสอบกรณีการเสียบบัตรแทนกันในทุกกรณีด้วย
    นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการไต่สวนกรณีมีผู้ร้องเรียน ส.ส.เสียบบัตรแทนกันในสภาฯ ระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ 63 ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงเบื้องต้น ดูว่ามีมูลจะรับไว้ดำเนินการไต่สวนได้หรือไม่ ตนจะนำเรื่องนี้เสนอแก่คณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาในวันที่ 21 ก.พ. พร้อมกับเสนอแนวทางแก่คณะอนุกรรมการ ป.ป.ช.ว่า ข้อมูลที่ให้ไปรวบรวมเบื้องต้นเพียงพอที่จะดำเนินการไต่สวนหรือไม่ ไม่ว่าจะเรื่องที่ปรากฏคำร้อง หรือเรื่องที่ไม่ปรากฏคำร้อง โดยสำนักงาน ป.ป.ช.ขอข้อมูลไปที่สภาทั้งหมด หลังจากนั้นสำนักงาน ป.ป.ช.และคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะดำเนินการต่อไป
    นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า นายชวนมอบหมายให้ กมธ.กิจการสภาฯ ไปดำเนินการ แต่ประธาน กมธ.ก็เป็น ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ และคนกดบัตรแทนมีทั้ง ส.ส.พรรคภูมิใจไทยและพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แล้วจะตรวจสอบกันได้อย่างไร ดังนั้นเมื่อเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาในชั้น ป.ป.ช.แล้ว ก็ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. การเสียบบัตรแทนกันนั้นเป็นการเอาเปรียบ ส.ส. รวมถึงเป็นการเอาเปรียบประชาชนและเป็นการทรยศต่อประชาชนในเรื่องความไว้เนื้อเชื่อใจในการเข้ามาทำหน้าที่แทนประชาชน 
    "การที่ประธานสภาฯ สั่งให้ กมธ.กิจการสภาฯ เข้าไปตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวนั้น เชื่อว่าไม่สำเร็จ และอาจจะถูกยื้อเวลาออกไปแรมปี จนนำไปสู่ภาวะวิกฤติศรัทธาของสภา ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือ การทำให้กรณีนี้เป็นแบบอย่างของจริยธรรมทางการเมือง โดยให้ส.ส.หยุดปฏิบัติหน้าที่ในกรณีที่ ป.ป.ช.รับคำร้องหรือชี้มูลในเบื้องต้นแล้ว และ ป.ป.ช.ต้องดำเนินการโดยเร็ว" นายจตุพรกล่าว 
"ทอน"นำภารกิจ"พินอคคิโอ" 
     ที่พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อนค. แถลงข่าวภารกิจ "พินอคคิโอ" การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลระหว่างวันที่ 24-26 ก.พ.นี้ ว่าพรรคอนาคตใหม่ให้ความสำคัญกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้มาก กลไกอภิปรายจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญ และมีน้ำหนักที่สุดของฝ่ายค้าน หรือฝ่ายนิติบัญญัติที่จะตรวจสอบฝ่ายบริหาร เมื่อพวกเราเลือกใช้กลไกนี้แล้ว เราต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อให้สมศักดิ์ศรีของกลไกนี้ 
    "เราได้เริ่มเตรียมการการอภิปรายมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 และในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน เราได้เริ่มใช้รหัสเพื่อเรียกโครงการนี้ภายในพรรคคือ โปรเจ็กต์พินอคคิโอ โดยมีผมเป็นหัวหน้าทีม เหตุผลที่เลือกพินอคคิโอมาใช้ในการปฏิบัติการ เพราะตัวละครพินอคคิโอคือตัวละครที่ทำผิดซ้ำซาก และพยายามปกปิดความผิดของตัวเองไปเรื่อยๆ จนเรื่องบานปลาย ท้ายที่สุดก็ปกปิดไม่ได้ ซึ่งเหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม หลังการทำรัฐประหาร 2557 เป็นต้นมา พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยถูกตรวจสอบ และปกปิดความผิดตัวเองจากสาธารณะ ภายใต้ข้ออ้างของความสงบและการคอร์รัปชัน แต่ความจริงแล้วเป็นการลิดรอนสิทธิมนุษยชน และการปิดบังประชาชนที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อไม่มีประชาธิปไตย ไม่มีฝ่ายค้าน ก็ไม่มีการตรวจสอบ วัตถุประสงค์ของโปรเจ็กต์พินอคคิโอจึงเป็นปฏิบัติการกระชากหน้ากากของพินอคคิโอให้ประชาชนรับรู้ถึงจมูกอันยืดยาว และข้อผิดพลาดของรัฐบาลในรอบ 6 ปี" 
    นายธนาธรกล่าวในรายละเอียดว่า พรรคอนาคตใหม่มี ส.ส.ที่จะอภิปรายจำนวน 16 คน ทำงานร่วมกับทีมกฎหมายของพรรค และทำงานร่วมกัมทีมนโยบายอีกกว่า 50 คน เป็นเวลา 4 เดือนเต็ม ฉะนั้นการอภิปรายครั้งนี้จึงไม่ใช่ของผลงานใครคนใดคนหนึ่ง  เราตกลงกันว่า เราจะอภิปรายอ้างอิงจากเอกสารชั้นต้น หลักฐานแวดล้อม ข้อกฎหมาย หลักนิติรัฐนิติธรรม และความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง เราจะอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ ตรงประเด็น และกระชับ เราจะไม่เน้นการใช้โวหาร พูดยืดยาว นอกประเด็น หรือกล่าวหาอย่างเลื่อนลอย 
     โดยเราแบ่งเนื้อหาการอภิปรายเป็น 5 ด้าน คือ 1.การบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาด 2.การเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องและกลุ่มที่ใกล้ชิด 3.นโยบายที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศ 4.เรื่องความมั่นคงและการละเมิดสิทธิมนุษยชน และ 5.คุณสมบัติและจริยธรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
    “เราต้องการใช้การอภิปรายในครั้งนี้เพื่อให้พี่น้องประชาชนเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์กำลังพาประเทศไทยไปผิดทาง และคนที่ต้องจ่ายราคาให้การพาประเทศไทยไปผิดทางคือพี่น้องประชาชน เราเชื่อว่าจะทำให้ประชาชนและสภาเห็นถึงความล้มเหลว และเหตุผลที่ควรลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์” นายธนาธรกล่าว.
 


เฮ้อ..... เราจะต้องนับหัวคนป่วย-คนตายเป็น "ปฏิทินรายวัน" กันอีกนานมั้ยเนี่ย? พูดแล้วก็เหงาใจนัก! แต่ไม่น่ะ....

'สำรวจแนวรบรอบไตรมาส'
'เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน'
ทั้ง"พระคุณ-พระเดช"คู่กัน
"ถึงฉุกเฉินพวกโคก็ยังฉุน"
ที่สุด 'ในสถานการณ์' คิดบวก
โควิด-๑๙ 'ภาคนรก-สวรรค์'