ต่อไปต้องซุกใต้ก้น! ‘ทอน’ประชดเงินกู้‘อนค.’วรงค์แฉ30ล้านซ่อนเงื่อน


เพิ่มเพื่อน    

  “ธนาธร” ยืมปากนักวิชาการอัดศาลรัฐธรรมนูญไม่ยึดโยงประชาชน มีศาลเดียวแต่ผูกพันทุกองค์กร ท่องสคริปต์ตาม “ปิยบุตร” ให้กู้ด้วยความบริสุทธิ์ เพราะเป็นคนปูดเองจนนักร้องนำไปขยายผล ประชดต่อไปต้องเอาเรื่องซุกใต้ก้น “หมอวรงค์” เปิดไทม์ไลน์ชำแหละเงินกู้ซ่อนเงื่อน โดยเฉพาะก้อน 30 ล้านบาท

    เมื่อวันพุธที่ 19 ก.พ. ที่ห้องประชุมคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ชั้น 4 อาคารคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดบรรยายเสวนาวิชาการ “ประชาชน อยู่ตรงไหน เมื่อตุลาการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” ซึ่งจัดโดยกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย, ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) โดยมีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เข้าร่วมรับฟังเสวนา
     ทั้งนี้ นายธนาธรให้สัมภาษณ์ระหว่างเสวนาว่า วิทยากรทั้ง 4 คนบรรยายถึงศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน และประชาชนตรวจสอบไม่ได้ ซึ่ง ผศ.ธีระ สุธีวรางกูร คณะนิติศาสตร์ มธ. ได้พูดว่าเป็นธรรมดาที่ผู้ใช้อำนาจจะใช้อำนาจผิด หรือวินิจฉัยไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย ดังนั้นในศาลปกติจึงมี 3 ชั้น มีการถ่วงดุลกัน ส่วนศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลชั้นเดียวที่มีผลผูกพันกับทุกองค์กร 
“ผมเห็นว่านักวิชาการมีหลายฝ่ายมองเห็นปัญหาว่าองค์กรอิสระไม่ได้ยึดโยงประชาชน อย่าลืมว่าองค์กรอิสระที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน แต่ใช้อำนาจแทนประชาชนอยู่ในรัฐธรรมนูญชุดนี้เต็มไปหมด เช่น คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ วุฒิสภา รวมทั้งตุลาการที่หลายคนมาจากยุคของ คสช. ซึ่ง 3 อำนาจหลักทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ล้วนมาจากอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน ดังนั้นเราควรกลับมายึดโยงกับหลักการเบื้องต้นของประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน”
     เมื่อถามถึงผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีเงินกู้ในวันที่ 21 ก.พ.นี้ อนค.จะมีแนวทางอย่างไร นายธนาธรกล่าวว่า เรายังเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจ ว่าทำไมต้องให้เงินกู้กับพรรค เพราะเราต้องการทำอย่างเปิดเผย เราพูดอยู่เสมอในสมาชิกช่วยสนับสนุนซื้อสินค้าของพรรค หรือร่วมเป็นสมาชิกพรรค เพื่อให้พรรคนำเงินสร้างพรรคและคืนเงินกู้ และเราไม่ต้องการให้นายทุนมาครอบงำ ถ้าจ่ายทุกอย่างในนามส่วนตัว โดยไม่ต้องสำแดง ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ พนักงาน และถ้าวันนี้ตนเองไม่อยู่ พรรคจะทำอย่างไร แต่เราต้องการสร้างพรรคให้เข้มแข็ง และนี่คือราคาที่ทุกคนต้องจ่ายร่วมกันเพื่อให้ได้พรรคแบบนี้ได้ เราต้องการสร้างพรรคที่โปร่งใสและเข้มแข็ง คนที่ร้องกับ กกต. เขาไม่ได้ไปค้นเจอ แต่เขาไปร้องเพราะได้ยินตนเองพูดในเรื่องเงินกู้ในที่สาธารณะ ดังนั้นไม่ได้ทำแบบมุบมิบ เพราะพูดว่าให้กู้และต้องชำระคืน แต่การที่พูดทุกอย่างกลับกลายเป็นหอกมาทิ่มแทง ยิ่งสำแดงยิ่งพัง ต่อไปต้องเก็บไว้ใต้ก้นให้หมด นี่คือเส้นทางที่เราอยากพาประเทศไปข้างหน้าแบบนี้หรือ
     “ผมย้อนกลับไปเมื่อเดือน ต.ค.2561 มีใครรู้จักผมบ้าง แล้วจะมีใครมาบริจาคให้พรรคเป็นร้อยล้าน ดังนั้นช่วงแรกในการก่อตั้งพรรคต้องใช้เงิน และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุว่าพรรคการเมืองต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 100 คนในแต่ละสาขาจังหวัด ต้องมีคอมพิวเตอร์ รถยนต์ สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เงินทั้งหมด ถามว่า ณ วันนั้นจะเอาเงินจากที่ไหน ผมเชื่อว่าการทำของพวกเราโปร่งใสและจริงใจ การให้เงินกู้กับพรรคก็ไม่ได้ทำแบบหลบๆ ซ่อนๆ แต่ทำอย่างเปิดเผย ไม่ได้กลัวความผิด แต่ในวันนี้ทำให้เรารู้ว่าจะทำอะไรต้องเก็บไว้ข้างใต้ ประชาชนไม่ต้องรู้ว่าพรรคแต่ละพรรคใช้เงินเท่าไร นี่หรือที่สังคมต้องการ ซึ่งเราเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงการเมืองใหม่มาเสมอ เราจึงต้องทำทุกอย่างให้โปร่งใสและซื่อสัตย์” นายธนาธรกล่าว
     เมื่อถามว่า หากคำวินิจฉัยเป็นลบจะมี ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ย้ายขั้วทางการเมืองหรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า เราเชื่อมั่นใน ส.ส.ของเรา ณ ขณะนี้เหลือ ส.ส. 75 คน และมีกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) อีก 11 คน ดังนั้นหากโดนยุบหรือตัดสิทธิ กก.บห. ส.ส.พรรคจะเหลือ 64 คน ซึ่งเรามั่นใจอย่างหนักแน่นว่า ส.ส.ของเราจะร่วมเดินทาง เพราะอนาคตใหม่คือผู้คนและการเดินทาง ไม่ใช่พรรคการเมือง และเราจะไปอยู่ที่พรรคใหม่สู่พรรคที่มีอุดมการณ์ร่วมกันอย่างเข้มแข็งและหนักแน่น
     ถามต่อว่า พรรคใหม่ที่ระบุจะจัดตั้งใหม่หรือไม่ หัวหน้าพรรค อนค.กล่าวว่า ตอบไม่ได้จริงๆ เพราะเดี๋ยวเขามายุบพรรคใหม่ได้เกิด ส่วน ส.ส.ของพรรคที่เรามีอยู่เราอยู่ด้วยกันเพราะอุดมการณ์ ไม่ได้ให้เงิน ส.ส.เป็นรายเดือนอย่างพรรคอื่น ดังนั้นไม่มีอะไรดึง ส.ส.ได้ แต่สิ่งที่ดึงได้คือความจริงใจ ความตั้งใจ ความหนักแน่นในอุดมการณ์
ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “กู้ซ่อนเงื่อนกับคำให้การเท็จ” ระบุว่า นักการเมืองที่ใกล้จะสูญเสียมักทำได้ทุกอย่าง แม้แต่คำให้การเท็จ ที่สำคัญคือหลีกเลี่ยงพูดถึงปมปัญหา แต่พูดอยู่มุมเดียว เพราะชี้แจงปัญหาไม่ได้ ซึ่งไทม์ไลน์ของการกู้เงินนั้น 1.วันที่ 19 มี.ค.2562 คุณช่อไปพูดในรายการทีวีว่า พรรคกู้เงินนายธนาธร 250 ล้านบาท 2.วันที่ 5 เม.ย.2562 นายธนาธรพูดระหว่างแถลงข่าวหลังการเลือกตั้งในงานอนาคตใหม่ไฟแรงเฟร่อ! พรรคอนาคตใหม่กู้เงินตนเอง 90 ล้านบาท 3.วันที่ 15 พ.ค.2562 นายธนาธรไปพูดที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศให้พรรคกู้เงิน 110 ล้านบาท 4.ระหว่างเดือน มิ.ย.ถึง ส.ค.2562 นายธนาธรให้ปากคำกับคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของ กกต.ว่าให้พรรคกู้ 161.2 ล้านบาท นายปิยบุตรและเหรัญญิกพรรคให้การตรงกันคือ 161.2 ล้านบาท 5.วันที่ 25 ส.ค.2562 นายธนาธรยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ให้พรรคกู้เงิน 191.2 ล้านบาท โดยให้กู้ 2 ครั้ง ครั้งแรก 2 ม.ค.2562 เงิน161.2 ล้านบาท และ 11 เม.ย.2562 เงิน 30 ล้านบาท เท่ากับนายธนาธร นายปิยบุตร และเหรัญญิกพรรคจงใจให้การเท็จกับคณะกรรมการสืบสวนฯ 6.วันที่ 17 ต.ค.2562 ประชุมอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งของ กกต. มีอนุกรรมการหนึ่งท่าน ตรวจสอบรายงานบัญชีทรัพย์สินที่ยื่น ป.ป.ช.ของนายธนาธร พบพิรุธเงินกู้ 30 ล้านบาท ที่นายธนาธรไม่เคยกล่าวถึง จึงเป็นที่มาที่พรรคกู้เงิน 191.2 ล้านบาท
“ขนาดแค่ตัวเลขเงินกู้ ยังกล้าให้การเท็จกับประชาชน ยังไม่นับรวมให้การเท็จต่อ กกต. ถามจริงๆ ว่าตอนตื่นเช้ามาส่องกระจกเห็นหน้าตนเอง ไม่รู้สึกอายตัวเองบ้างเลยหรือว่า พวกเราช่างกล้าพูด กล้าทำ กล้าโกหกกับประชาชนได้ขนาดนี้เชียวหรือ บทสรุปที่ต้องติดตามคำตัดสินของศาล ไม่ใช่เพียงพรรคการเมืองกู้เงิน 191.2 ล้านบาทผิดหรือไม่ แต่ที่น่าติดตามคือการกู้ซ่อนเงื่อนผิดหรือไม่” นพ.วรงค์โพสต์
วันเดียวกัน ในการประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ที่มีนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค อนค. เป็นประธานกรรมาธิการฯ มีการพิจารณาเรื่องสืบหาข้อเท็จจริงการใช้อำนาจแทรกแซงการจัดงานวิ่งไล่ลุง โดยมี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. เข้าชี้แจงต่อ กมธ. ซึ่ง น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค อนค. และนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค อนค. ต่างถามถึงแนวทางปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ 
โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ชี้แจงว่า แนวนโยบายหลักที่ให้ไปเมื่อมีการวิ่งไล่ลุง คือให้เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน และยืนยันว่าทหารไม่ได้มาแทรกแซง ส่วนตัวไม่อยากให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน เราถอดบทเรียนมาตลอด การชุมนุมก็เรียบร้อยขึ้นมาก ทุกครั้งที่ดูแลก็จะกำชับให้ตำรวจดูแลประชาชนเป็นอย่างดี เพราะไม่ใช่คู่ขัดแย้ง เพียงแต่ต้องทำงานตามหน้าที่ตามกฎหมายปกติ
    "ไม่ต้องสงสัยว่าตำรวจอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สิ่งที่ตำรวจไม่อยากเห็นเลยคือการลงถนน พวกผมเป็นคนกลาง ผมเอียงไม่ได้ ถ้าเอียง ผมก็โดนร้องอาญา 157 จากวิ่งพวกคุณก็มาอีกเวอร์ชั่น ผมก็เฝ้าดูอยู่ ผมขออย่างนี้แล้วกัน อย่าทำอะไรให้สุ่มเสี่ยงกฎหมาย เพราะมันอันตราย" ผบ.ตร.กล่าว
    ขณะที่ พล.ต.อ.สุวัฒน์กล่าวว่า แนวทางการดูแลการวิ่งไล่ลุงจากส่วนกลาง ไม่มีอะไรมาก เราเพียงแต่ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกท่านดูแลเรื่องความปลอดภัย แต่ถ้าทำผิดก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายอาญา ซึ่งถ้าหากมีการคุกคามก็ให้ว่ากันเป็นเรื่องๆ ไป
    ด้านนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า  ประชาธิปไตยต้องการความหลากหลายทางความคิด และความเป็นตัวแทนของประชาชนที่มีความต้องการแตกต่างกันไป ผู้มีอำนาจจึงต้องเปิดให้มีความเห็นต่าง และเปิดให้ผู้ที่มีความเห็นต่างนั้นมีที่ยืนในระบบ โดยเฉพาะเมื่อที่มาของอำนาจนั้นมีคำถามเรื่องความชอบธรรมมาตั้งแต่แรก แน่นอนว่าความเห็นต่างมักทำให้เกิดความตึงเครียด ซึ่งอาจจะกลายเป็นความขัดแย้งหรือไม่ก็ได้  แล้วแต่ความสามารถในการบริหารจัดการ
    “ปัญหาก็คือ ผู้มีอำนาจที่มีสายตาสั้นมักทนความเห็นต่างไม่ได้ จึงพยายามปิดกั้นความเห็นต่าง เพราะเชื่อว่าผู้เห็นต่างนั้นเป็นศัตรู ซึ่งจะนำไปสู่การขัดขวางบทบาทของผู้เห็นต่างในระบบและเพิกเฉยต่อเสียงของประชาชนที่เลือกผู้เห็นต่างนั้นมา ทั้งหมดนี้จะสร้างความขัดแย้งในสังคมให้ลุกลามมากขึ้น และทำลายความชอบธรรมของผู้มีอำนาจในสายตาประชาชนและประชาคมโลกมากขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วจะไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้มีอำนาจนั้นเอง ถึงจุดนี้ เราคงได้แต่หวังว่าผู้มีอำนาจจะมีสายตายาวไกลพอ และรู้แจ้งต่อผลประโยชน์ในระยะยาวของตนที่เรียกว่า enlightened self interest” นายสมเกียรติระบุ.


 


อยู่เพื่อเรียนรู้กันไป... ไทยโพสต์ ๒๕ ปี...เข้าเบญจเพสพอดิบพอดี เทียบแล้วก็รุ่นราวคราวเดียวกับคนรุ่นใหม่ ที่จัดชุมนุมกันอยู่ในช่วงเวลานี้

เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์
'เจรจา'...จะ 'เจรจากับใคร'?
เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ
โมเดล "ประตูบานแรก"
ด้วยคำ 'อย่าละทิ้งประชาชน'