ป้องกันโรคซึมเศร้าวัยปู่ย่า ลูกหลานต้องหมั่นไปมาหาสู่


เพิ่มเพื่อน    

(ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งหรือปล่อยให้อยู่ลำพัง โดยเฉพาะผู้สูญเสียคู่สมรส จะเกิดความเครียดซึ่งเป็นสาเหตุของโรคซึมเศร้า โดยสังเกตได้จากอาการนิ่ง เฉยชา ไม่อยากทำอะไร)

      ถูกพูดถึงกันถี่ในขณะนี้สำหรับ โรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ เนื่องจากภาพข่าวในปัจจุบันพบว่ามีคนสูงวัยจำนวนไม่น้อยที่เลือกปลิดชีพตัวเองจากปัญหาที่รุมเร้า การผ่านเหตุการณ์รุนแรงที่ฝังใจ การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักอย่างภรรยาหรือสามี หรือแม้แต่การถูกลูกหลานทิ้งให้อยู่เพียงลำพังโดดเดี่ยว ปัจจัยเหล่านี้ล้วนกระตุ้นให้คิดสั้นได้ทั้งสิ้น เพื่อกระตุ้นให้ใจสบาย กายเป็นสุข พญ.ภาพันธ์ ไทยพิสุทธิกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มีข้อมูลและข้อสังเกตอาการโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ และการป้องกันมาบอกลูกๆ หลานๆ ที่ต้องดูแลร่มโพธิ์ร่มไทร

(พญ.ภาพันธ์ ไทยพิสุทธิกุล)

      พญ.ภาพันธ์ให้ข้อมูลว่า ก่อนจะพูดถึงโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุและคนทั่วไป ขอย้อนไปที่เรื่อง ความเครียด ที่เป็นตัวสำคัญและมีผลต่อทั้งอารมณ์ จิตใจ ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยเครียดมากๆ จนไม่สามารถจัดการได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุสำคัญของโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะผู้ที่มีความอ่อนไหวอยู่แล้ว เช่น คนสูงอายุที่สูญเสียคู่ชีวิต ถือเป็นตัวกระตุ้นการเกิดโรคดังกล่าวได้ค่อนข้างมากเช่นกัน นอกจากนี้ คุณตาคุณยายที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังซึ่งรักษาไม่หายขาด อาทิ โรคมะเร็ง กระทั่งการอยู่ในสภาพแวดล้อมของครอบครัวที่ไม่สามารถระบายความในใจกับใครได้ หากเป็นผู้สูงวัยที่อยู่ต่างจังหวัดก็อาจคุยกับคนในชุมชนหรือเพื่อนต่างหมู่บ้านได้ ขณะที่ผู้สูงอายุในชุมชนเมืองอาจขาดการสื่อสารกับผู้อื่น เนื่องจากสังคมเมืองนั้นต่างคนต่างอยู่ ที่น่าสนใจ ผู้ที่เกษียณอายุราชการก็อาจเข้าข่ายเป็นโรคนี้ได้หากไม่ได้วางแผนการใช้ชีวิตหลังจากนี้ ทั้งนี้ โรคซึมเศร้ายังสามารถพบได้ในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก ที่สำคัญผลการรักษาก็ไม่ดีเท่ากับวัยอื่นๆ และหากปล่อยโรคนี้ไว้นานๆ ก็จะทำให้คุณตาคุณยายป่วยโรคสมองเสื่อมได้ในที่สุด

      สำหรับอาการของโรคซึมเศร้าที่ลูกหลานพึงให้การสังเกตนั้นมีด้วยกันตั้งแต่ 1.นิ่ง 2.หงุดหงิดง่าย 3.อารมณ์แปรปรวน นอกจากนี้ก็มีอาการอื่นร่วมด้วย เป็นต้นว่า ผู้สูงอายุท่านนั้นชอบนอนเฉยๆ ไม่อยากทำอะไร เฉื่อยชา, กินไม่ได้ นอนไม่หลับ, เข้านอนเร็ว ตื่นบ่อย, ตื่นนอนเช้ากว่าปกติ, บางรายรับประทานอาหารจุ, ไม่ค่อยมีสมาธิ, หลงลืม, ไม่ทำกิจกรรมที่เคยทำหรือเคยชอบ เช่น ไม่ขับรถ, ไม่ชอบเข้าวัดทำบุญ หรือไม่ทำงานอาสาต่างๆ เหมือนอย่างที่เคย บางรายก็จะบ่นปวดหัว, ชอบพูดประชด เสียดสี ในรายที่อาการของโรคซึมเศร้าหนักมักจะชอบคิดว่าอวัยวะภายในร่างกายหายไป ฯลฯ พูดง่ายๆ ว่าความจำหรือความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนการวางแผนตัดสินใจจะหายไป หรือเกิดความบกพร่องจากภาวะโรคซึมเศร้านั่นเอง ดังนั้นหากพบว่าคุณพ่อคุณแม่มีอาการที่กล่าวนานเกิน 2 อาทิตย์ อาจเข้าข่ายป่วยโรคดังกล่าว จึงควรรีบพาไปพบแพทย์

(วิธีป้องกันโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ ยาที่ดีคือลูกหลานต้องหมั่นไปเยี่ยม โดยการรับประทานอาหารด้วยกัน หรือนวดฝ่าเท้าให้กับผู้สูงวัยเพื่อสร้างความผ่อนคลายให้ท่าน)

      สิ่งที่น่าเป็นกังวลอีกอย่างคือ หากมีอาการหนักหรือถึงขั้นที่คนไข้บ่นอยากฆ่าตัวตาย หากมาขึ้นถึงขั้นนี้ แนะนำให้ลูกหลานควรให้ความใส่ใจ รีบเข้าไปพูดคุยซักถาม รับฟังปัญหาโดยต้องเป็นผู้ฟังที่ดี  ไม่ตำหนิความคิดของผู้ป่วย อีกทั้งต้องไม่พูดว่าเรื่องของผู้ป่วยเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือรีบพาไปพบจิตแพทย์ด่วนที่สุด เนื่องจากไม่ใช่สิ่งที่ผู้ป่วยขู่ เพราะผู้สูงอายุป่วยโรคซึมเศร้ามักจะฆ่าตัวตายด้วยวิธีรุนแรงกว่าผู้ป่วยเด็ก

        แท้จริงอาการของโรคซึมเศร้ามีสาเหตุมาจากความเครียด เพราะผู้สูงอายุบางรายไม่สามารถจัดการกับความกดดันดังกล่าวได้ กระนั้นการสร้างความผ่อนคลายให้กับท่านที่นอกเหนือจากการรับฟังแล้ว การหาเวลาไปเยี่ยมเยียนบ่อยๆ หากิจกรรมเพลิดเพลินทำด้วยกันอาทิตย์ละครั้ง 2 ครั้ง ก็นับเป็นการป้องกันโรคนี้ได้ทางหนึ่ง.  


เมื่อวาน.....ผมหยิบข้อความที่ "ธนาธร" ประกาศกลางม็อบล้มเจ้าที่ท้องสนามหลวง เมื่อคืน ๑๙ กันยามาให้อ่านคงจำกันได้ ที่ว่า "วันนี้...เปิดประตูบานแรก" "วันนี้...เดินก้าวแรกไปด้วยกัน" นั่นน่ะ!

ด้วย 'รู้เช่น-เห็นชาติ' ธนาธร
ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน
ใครจะพาประเทศลงเหว!
'ช่อ' ไม่เคยเปลี่ยน
โซเชียลมีเดีย 'อำนาจโลก'
'วาทะนายกฯ ที่ต้องบันทึก'