‘ธนาธร’:ผมไม่อยากติดคุก


เพิ่มเพื่อน    

 "ธนาธร" เผยไม่อยากติกคุก เพราะลูกชายคนเล็กอายุแค่ 15 เดือน แต่ถ้าติดก็ไม่หนี ผิดหวังรู้สึกถูกหักหลังจาก ส.ส. ที่แปรพักตร์ เพราะพรรครณรงค์อย่างเข้มข้นก่อนการเลือกตั้งว่า ไม่เอาเผด็จการอย่างเด็ดขาด เปิดภารกิจคณะอนาคตใหม่เอาชนะควันปืน นี่คือเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว "ปรีชาพล" รำลึก 1 ปีไทยรักษาชาติถูกยุบ ยังมีลมหายใจสู้ต่อ ส่วนพรรคกล้าเคาะผู้บริหารพรรคแล้ว "กรณ์" นั่งหัวหน้า ประกาศจุดยืนไม่อยู่ฝ่ายไหน 

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 19.30 น. ของวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวขณะบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เมื่อพรรคอนาคตใหม่เป็นอดีต : อะไรจะเกิดขึ้นกับฝ่ายค้านต่อไป” 
    ช่วงหนึ่งนายธนาธรตอบคำถามกรณีหากต้องเข้าเรือนจำว่า  "เอาจริงๆ ก็ไม่อยากเข้าคุก เพราะลูกชายคนเล็กสุดอายุแค่ 15 เดือน และยังอยากดูลูกเติบโตต่อไป แต่หากต้องเข้าจริงๆ ก็ยืนยันว่าจะไม่หนี"    
    นายธนาธรกล่าวว่า รัฐพยายามใช้กระบวนการทางกฎหมาย เพื่อปิดปากฝ่ายตรงข้าม อย่างกรณีของนางสาวพรรณิการ์ ที่ออกมาพูดเรื่อง 1MDB ส.ส.ร่วมพรรค และบรรดานักเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน เนื่องจากรัฐมองว่าเป็นอุปสรรคในการครองอำนาจของรัฐ
    เมื่อถามถึงความรู้สึกและบทเรียนที่ได้เรียนรู้จากการที่มี ส.ส.แปรพักตร์ไปอยู่กับรัฐบาล อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เผยว่า มีทั้งหมด 14 คน สิ่งที่ตนเรียนรู้อย่างเจ็บปวดคือ การหักหลังเป็นเรื่องธรรมดาในเกมการเมือง เนื่องจากมีเวลาหาตัวผู้สมัคร ส.ส.เพียงแค่ 3 เดือน ทำให้ไม่สามารถรู้จักปูมหลังของผู้สมัครแต่ละคนได้มากกว่าข้อมูลที่ปรากฏบนใบสมัคร 
    "ผมรู้สึกถูกหักหลังและผิดหวังเป็นอย่างมากกับ ส.ส.ที่แปรพักตร์ เพราะพรรครณรงค์อย่างเข้มข้นก่อนการเลือกตั้งว่าไม่เอาเผด็จการอย่างเด็ดขาด"
    อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ยังกล่าวว่า คำตัดสินของศาลที่ยุบพรรคทำให้ยานพาหนะนี้พังไป แต่อย่างไรก็ตาม ผู้คนยังเดินทางกันต่อ ไปสู่เป้าหมายที่มีร่วมกันอย่างไม่ยอมจำนน ต่อให้ผู้มีอำนาจอาจคิดว่าการยุบพรรคเป็นคำตอบสำหรับการทำลายผู้เห็นต่าง เราจะพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขานั้นคิดผิด ครั้งนี้มันจะแตกต่าง นี่เป็นเพียงแค่ตอนจบของบทที่หนึ่งเท่านั้น บทที่สองเพิ่งได้เริ่มขึ้น
    “ในตอนนี้ผมไม่ได้มีส่วนร่วมกับพรรคการเมืองใดๆ แล้ว ทำให้ไม่มีอำนาจในการออกกฎหมายอีกต่อไป แต่ด้านดีคือ ในขณะเดียวกันผมก็ได้ถูกปลดปล่อยจากกฎเกณฑ์ ข้อจำกัดต่างๆ ของการเป็นพรรคการเมือง ตอนนี้ผมเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระมากขึ้น ดังนั้น ผมขอประกาศการเกิดขึ้นของคณะอนาคตใหม่ ซึ่งไม่ใช่องค์กร แต่เป็นเครือข่ายของผู้ที่มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน เริ่มต้นจากประชาชนมากกว่า 6 หมื่นคน ที่เคยเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ และจะรวบรวมมวลชนมากขึ้นไปยิ่งขึ้น ทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ ทุกคนที่ไม่ยอมจำนนต่ออำนาจเผด็จการ ทุกคนที่ต้องการทำให้สังคมนี้เป็นประชาธิปไตยและมีความเท่าเทียมมากขึ้น เรามั่นคงในการเดินทางของเราไปสู่จุดหมายปลายทางที่ใช้ร่วมกันผ่านยานพาหนะใหม่ ทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย กระจายอำนาจ และไม่ให้กองทัพมายุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการประเทศ”
นี่คือเวลาที่เหมาะสมที่สุด
    เขากล่าวว่า คณะอนาคตใหม่มี 3 หน้าที่หลัก หนึ่งคือการเลือกตั้งท้องถิ่นที่กำลังจะมาถึง การเมืองท้องถิ่นในประเทศไทยที่ผ่านมาถูกครอบงำโดยตระกูลใหญ่เพียงไม่กี่ตระกูลที่มีเงินและอิทธิพล ซึ่งส่วนใหญ่สนับสนุนการทำรัฐประหาร คณะอนาคตใหม่เชื่อว่าด้วยนโยบาย ความมุ่งมั่น จุดยืนที่แข็งแกร่งต่อการต่อต้านการซื้อเสียงและการใช้เงินกำหนดผลลัพธ์ และด้วยการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด เราจะสามารถนำความสดใหม่มาสู่การเมืองท้องถิ่นได้ ในแบบเดียวกับที่เราได้ทำกับการเมืองในระดับชาติ สิ่งที่เราวางแผนที่จะบรรลุในการเมืองท้องถิ่นคือเราคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้นักการเมืองท้องถิ่นจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำการเมือง พวกเขาจะต้องปรับตัว มิเช่นนั้นจะกลายเป็นผู้ที่ล้าหลัง 
    ภารกิจที่สองของคณะอนาคตใหม่คือ เราเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์นั้นย่อมชนะควันปืน บัตรเลือกตั้งย่อมชนะลูกกระสุน เราจะเดินหน้ารณรงค์ต่อไปอย่างเต็มที่ ในทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ ออนแอร์ ออนกราวด์ นี่เป็นการต่อสู้ทางความคิด เอาความหวังมาสู้กับความกลัว ประชาธิปไตยกับอำนาจนิยม คนรวยกับคนที่เหลือในสังคม อนาคตสู้กับอดีต เมื่อใดที่เราสามารถชนะศึกทางความคิดได้ เราก็จะชนะศึกอื่นๆ ได้ เมื่อนั้นการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นจริง
    นายธนาธรกล่าวว่า ภารกิจที่สาม คือสร้างเครือข่ายของผู้คนครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย เครือข่ายของผู้คนที่พร้อมจะต่อสู้เพื่อปกป้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ประเทศไทยเราต้องการเครือข่ายประชาชนที่แข็งแกร่งพอที่จะต้านทานพลังของรัฐบาลทหาร
    "สรุปสามภารกิจของคณะอนาคตใหม่ เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการเมืองท้องถิ่น ผลักดันขอบเขตของการต่อสู้ของความคิด และสร้างเครือข่ายผู้คนเพื่อต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย นี่คือเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว หากเราล้มเหลว เราก็จะไม่รู้ว่าเมื่อไรโอกาสเช่นนี้จะเกิดขึ้นอีก" 
    นายธนาธรยกตัวอย่างว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เราได้เปิดโปงหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ากองทัพได้ดำเนินปฏิบัติการข่าวสาร หรือ IO กับฝ่ายค้านและประชาชนที่คัดค้านการปกครองของรัฐบาลทหาร สาระสำคัญมันคือการปฏิบัติการทางทหารที่สนับสนุนโดยรัฐบาลโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเกลียดชังเข้าสู่สังคมโดยใช้ข้อมูลที่ผิดและเต็มไปด้วยคำพูดที่สร้างความเกลียดชัง หรือ hate speech จากข้อมูลลับที่เราได้รับมานั้น เราคำนวณว่ามีนายทหารหลายพันคนในแต่ละวัน ทำงานเพื่อส่งข่าวปลอมและคำพูดแสดงความเกลียดชังเพื่อสร้างความเสื่อมเสียแก่เราในทุกช่องทางโซเชียลมีเดีย หากคุณสงสัยว่าทำไมคนไทยที่มีมุมมองทางการเมืองต่างกันถึงเกลียดกันมากขนาดนี้ ตอนนี้เรารู้แล้ว ตอนนี้เรามีคำตอบ ผมขอย้ำว่ามันเป็นเพราะความเกลียดชังไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่มันถูกผลิตขึ้นอย่างเป็นระบบและจงใจ จากคนบางกลุ่ม
    “นอกจากนั้นมีหลายคนพยายามกล่าวหาว่าผมเป็นปลุกปั่นให้นักศึกษาออกมาชุมนุม ผมขอยืนยันว่าผมไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆ และผมยังอยากบอกว่าหากเราดูจากสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความล้มเหลวของการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล การจัดการเรื่องโควิด-19 หรือปัญหาฝุ่น PM2.5 หากจะหาว่าใครอยู่เบื้องหลังการออกมาเคลื่อนไหวของนักเรียนนักศึกษา ผมตอบได้เลยว่าคงไม่มีใครอยู่เบื้องหลังการออกมาเคลื่อนไหว นอกจากตัวพลเอกประยุทธ์เอง” ธนาธรกล่าวสรุป
รำลึก 1 ปียุบไทยรักษาชาติ
    วันเดียวกันนี้ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ใจความว่า 7 มี.ค. ครบ 1 ปียุบพรรคไทยรักษาชาติ หนึ่งปีผ่านไป เป็นช่วงเวลาที่ไม่ง่ายและต้องปรับตัวมากพอสมควร ถือเป็นบทดสอบในช่วงเวลาที่สำคัญของชีวิต ซึ่งแม้จะยาก แต่ก็ต้องผ่านไปให้ได้ และนี่คือสิ่งที่บอกกับตัวเองตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เพราะชีวิตคือการเดินทาง อาจจะมีล้มลุกคลุกคลาน สำเร็จ สมหวัง หรือผิดหวังล้มเหลวบ้างก็เป็นธรรมดา 
    เปรียบเปรยคำพูดที่ว่า อากาศหนาวเย็นทดสอบความแข็งแรงของร่างกายฉันใด ความกดดันและความผิดหวังย่อมท้าทายความแข็งแกร่งของจิตใจฉันนั้น ท้อแท้ได้ แต่จะไม่ท้อถอย ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ การต่อสู้ถือเป็นหน้าที่ เราทุกคนต่างมีความหวังและความฝัน หากมีจิตใจที่มุ่งมั่นและแน่วแน่บนพื้นฐานความคิดที่ปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมือง ซื่อตรงต่อความเชื่อและอุดมการณ์ ซื่อสัตย์ต่อประชาชน เชื่อว่าสักวันความปรารถนานั้นจะเป็นจริง
         ทุกวันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหารอบด้านในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การแก้ไขต้องอาศัยคนที่มีความพร้อมจะเข้าใจ ซึ่งยึดเอาผลประโยชน์ของประชาชนและส่วนรวมเป็นที่ตั้ง มีสติและปัญญาในช่วงเวลาที่เหมาะสม 
    และสำคัญที่สุดคือ การสนับสนุนร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่ายในสังคม เวลาไม่เคยรอใคร การพัฒนาประเทศไปอย่างช้าๆ ในโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ฉับไวและตลอดเวลา ถือเป็นความล้าหลัง ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องเปิดโอกาสและการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่ออนาคตที่ดีของคนไทยและประเทศชาติอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราทุกคน ตนปรารถนาที่จะได้เห็นชัยชนะของประเทศไทย ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน ร่วมกันสานฝัน หลอมรวมจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียว ฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้นะครับ
    ที่อาคารบางกอกทาวเวอร์ พรรคกล้าได้จัดประชุมผู้ร่วมจัดตั้งพรรค เพื่อพิจารณาเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค รวมถึงพิจารณาคำประกาศอุดมการณ์ นโยบาย และข้อบังคับพรรค โดยมีผู้ร่วมก่อตั้งกว่า 500 คนเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดยก่อนเข้าประชุมมีการคัดกรองตรวจอุณหภูมิ วัดไข้ แจกหน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์ เพื่อปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 ที่กำลังระบาดในขณะนี้อย่างเคร่งครัด
    จากนั้นได้มีการคัดเลือกผู้บริหารพรรค สรุปรายชื่อได้ 9 คนดังนี้คือ 1.นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรค 2.นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรค 3.นายวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรค 4.นายภิมุข สิมะโรจน์ รองหัวหน้าพรรค 5.นายพงษ์พรหม ยามะรัต รองหัวหน้าพรรค 6.นายณัฐนันทน์ กัลยาศิริ นายทะเบียนพรรค 7.ดร.เอราวัณ ทับพลี เหรัญญิกพรรค 8.นายเบญจรงค์ ธารณา กรรมการบริหาร และ 9.นายมนต์ชีพ ศิวะสินางกูร กรรมการบริหาร
4 อุดมการณ์ทางการเมือง 
    นอกจากนี้ยังได้มีการประกาศ 4 อุดมการณ์ทางการเมือง คือ 1.ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เข้มแข็งมั่นคง ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.ปฏิบัตินิยมคู่คุณธรรม นำไทยก้าวหน้า ทันสมัย พร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงและวิกฤตการณ์ของโลก 3.ระบบเศรษฐกิจเสรีมีความรับผิดชอบต่อสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมการแข่งขัน ขจัดการผูกขาด และ 4. คนไทย ครอบครัวไทย ทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
    นายกรณ์กล่าวภายหลังได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคกล้าว่า ขอขอบคุณผู้ร่วมก่อตั้งพรรคกล้าทุกๆ ท่านที่สละเวลามาช่วยกันสร้างพรรค ทุกคนมาด้วยความตั้งใจที่จะสร้างพรรคการเมืองที่เป็นที่พึ่งให้กับประชาชนคนไทย ทุกคนมาด้วยเจตนามุ่งมั่นที่จะทำงานการเมืออย่างสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหหมายสำคัญคือการทำให้คนไทยมีความหวังในอนาคตที่ดีขึ้น
    "พวกเราในพรรคกล้า หลายคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หลายท่านเดินเข้ามาโดยที่ไม่รู้จักผมหรือใครคนอื่นเป็นการส่วนตัว แต่เข้ามาเพราะเห็นว่านี่คือที่รวมตัวของคนจากทุกสาขาอาชีพที่อยากเห็นบ้านเมืองดีขึ้น เชื่อว่าหลายคนในที่นี้คงเหมือนกันคือ ไม่เคยคิดฝันว่าจะมาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคการเมือง แต่วันนี้เรามีทั้งนักธุรกิจ เกษตรกร ลูกจ้าง นักวิชาการ และนักการเมืองที่มีความคิดเหมือนกัน กลายเป็นเรื่องที่มั่นใจเต็มร้อยว่า ตอนนี้ไม่ทำไม่ได้แล้ว อย่างไรก็ตามสิ่งที่กังวลคือเมืองไทยวันนี้ตอบโจทย์ผู้ที่มีแล้วเพียงไม่กี่คน แต่ไม่ให้ความหวังกับคนส่วนใหญ่ที่ยังไม่มี"
    นายกรณ์กล่าวด้วยว่า ความตั้งใจแรกของการตั้งพรรคคือ ต้องการจะให้พรรคกล้าเป็นแพลตฟอร์มหรือพื้นที่ให้กับผู้มีของ และผู้ที่เชื่อในศักยภาพของประเทศไทย ตนเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่าอนาคตของประเทศขึ้นอยู่กับการกระทำของคนในประเทศนั้นๆ บางประเทศไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเอง แต่คนของเขาทำให้ประเทศเจริญได้ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น หรือสิงคโปร์ แต่ไทยเรามีทุกอย่าง แต่สิ่งที่ยังขาดคือ การลงมือทำ ทำด้วยความรู้ ความตั้งใจ และความบริสุทธิ์ใจ และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีความกล้า
    “ผมอดขำไม่ได้ว่าทันทีที่เราประกาศตั้งพรรค ก็มีคนที่พยายามจะให้เราเป็นพวกกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่มีความขัดแย้งกันอยู่ ฝั่งขวาก็บอกว่าเราจะเข้าพวกกับฝั่งซ้าย และฝั่งซ้ายก็บอกว่าเราจะเป็นพวกกับฝั่งขวา ผมขอประกาศบนเวทีในวันนี้ว่า พรรคกล้าไม่ใช่พรรคของฝ่ายใด เราไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นพรรคในสังกัดของใคร และเราจะไม่ปฏิเสธความคิดดีๆ ของใคร ไม่ว่าเขาเคยเลือกหรือสนับสนุนพรรคใดที่ผ่านมา ขอเพียงหวังดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และมีความพร้อมที่จะทุ่มเททำงานเพื่ออนาคตที่ดีของคนไทยทุกคน" 
    หัวหน้าพรรคกล้ากล่าวต่อว่า วันนี้คนไทยกำลังพบกับความท้าทายรอบด้าน สังคมแตกแยก การทำมาหากินลำบาก ระบบราชการอุ้ยอ้าย คนเก่งคนทำงานไม่มีโอกาส กฎหมายล้าสมัย เทคโนโลยีล้าหลัง ปัญหาพื้นฐานขาดการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำและที่ดินของเกษตรกร เรื่องการศึกษาของเยาวชน เหล่านี้คือภารกิจของเรา เราจะรวมตัวคนมีของในแต่ละด้าน และชักชวนเขามาทำงานการเมือง ประเทศต้องอาศัยมืออาชีพทำงาน พวกเราทุกคนในพรรคกล้าขอประกาศว่าเรามาเพื่อลงมือทำ
อยากเห็น"กรณ์"เป็นนายกฯ
    ด้านนายอรรถวิชช์กล่าวอธิบายถึงสัญลักษณ์พรรคกล้ารูปมือที่หมายถึงการลงมือทำ และมีรูปทรงคล้ายหลอดไฟ ที่สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ด้วย พร้อมกล่าวย้ำว่า นายกรณ์เป็นพี่ที่ตนเองนับถือ ซึ่งเป็นถึงอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในยุคที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เป็นผู้ที่ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจขึ้นมาเป็นบวก และรู้สึกภูมิใจที่ได้ทำงานกับนายกรณ์ ที่กล้าตัดสินใจออกจากตำแหน่ง ส.ส. ตัดสินใจเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ ร่วมกันทำพรรคกล้าให้ดีที่สุด และอยากเห็นนายกรณ์เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย
     ขณะที่นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ ส่งข้อความผ่านไลน์ถึงผู้สื่อข่าวตามสำนักข่าวต่างๆ ระบุว่า "เชิญพี่น้องสื่อมวลชนทำข่าว แถลงข่าวจัดตั้งพรรคการเมือง พร้อมประกาศเจตนารมณ์ อุดมการณ์เพื่อพลิกฟื้นประเทศ รวมพลังสร้างชาติสร้างชีวิตใหม่ให้สตรีและชาวไทยทุกเพศทุกวัย วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 63 เวลา 14.00 น. ณ ห้องธานี ชั้น 1 โรงแรมเอส.ดี. อเวนิว ปิ่นเกล้า"
    สำหรับนางลดาวัลลิ์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากสมาชิกและกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา และได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า "นับจาก 13 กันยายน ปี 2535-2563 เป็นเวลา เกือบ 28 ปี แต่ได้ทำหน้าที่ทางการเมืองตามกฎหมายเพียง 11 ปี ถูกตัดสิทธิ์ เว้นวรรคทางการเมือง นานเกือบ 17 ปี แต่ก็เป็น 11 ปีที่ดิฉันได้สร้างผลงานไว้มากมาย
    ทั้งในพื้นที่จังหวัดพะเยา และผลงานระดับชาติอีกหลายโครงการ และได้สร้างนักการเมืองระดับชาติ ระดับท้องถิ่นจำนวนหนึ่ง และก็ได้ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ให้กำลังใจตัวเองเดินหน้าทำงานเพื่อสังคมตลอดมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีประชาชน ครอบครัว ญาติพี่น้องและเพื่อนๆ คอยเป็นกำลังใจให้การสนับสนุนการทำงานเรื่อยมา ในฐานะประธานมูลนิธิพัฒนาเยาวสตรีภาคเหนือฯ ประธานชมรมเสียงสตรีแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมไทลื้อแห่งประเทศไทย ได้หาเลี้ยงชีพด้วยธุรกิจส่วนตัวมาจนถึงวันนี้
    จึงได้ตัดสินใจด้วยตัวเองลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย กรรมการบริหารพรรค รองหัวหน้าพรรค และประธานคณะทำงานรับเรื่องราวร้องทุกข์ เพราะเห็นว่าการอยู่ในพรรคเพื่อไทยต่อไปก็คงไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติกับประชาชนได้ตามที่ควรจะเป็น ดิฉันเชื่อมั่นว่าเส้นทางข้างหน้า ยังมีโอกาสจะริเริ่มสร้างสรรค์ได้ทำงานให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนตามแนวทางที่ตนเองมีความถนัด มีประสบการณ์และเป็นตัวของตัวเอง 
    "ดิฉันฝันมานานอยากมีพรรคการเมืองของตัวเอง อยากรวมคนที่มีอุดมการณ์ทำงานการเมืองเพื่อประชาชนจริงๆ มาอยู่ด้วยกัน ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และให้ประชาชนมาร่วมขับเคลื่อนการเมืองร่วมกับพรรคอย่างแท้จริง ตอนนี้ยังไม่ขอสังกัดพรรคใด และขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้ให้กำลังใจ ให้คำแนะนำที่ดี และให้การสนับสนุนด้วยดีตลอดมา" นางลดาวัลลิ์กล่าว
         นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่เคยคุยกันถึงการเรื่องการตั้งพรรค ตอนนี้นางลดาวัลลิ์ลาออกก็ได้พูดคุยถึงสาเหตุที่ลาออกว่ามีบางอย่างที่ไม่สะดวกในการทำงานตอนที่อยู่พรรคเพื่อไทย และทราบจากที่นางลดาวัลลิ์เขียนข้อความว่ามีความฝันอยากตั้งพรรคการเองเป็นของตัวเอง ซึ่งส่วนตัวคงไม่ไปร่วม เพราะยังไม่รู้ที่มาที่ไป ตอนนี้ก็ยังแปลกใจว่าทำไมจะตั้งพรรครวดเร็ว เพราะกระบวนการตามกฎหมายปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนอนาคตทางการเมืองของตนยังไม่ตัดสินใจ ก็ขอดูสถานการณ์ทางการเมืองก่อน เพราะการเมืองตอนนี้รู้สึกแปลกๆ จึงขออยู่ในที่ตั้งก่อน.

        


วันก่อน........ "เพนกวิน" โพสต์ "พวกเราไม่ใช่ 'เด็ก' ของใคร" หมายถึงที่ปลุกระดม "ล้มเจ้า" ไม่มีใครอยู่เบื้องหน้า-เบื้องหลัง พวกเขาคิดกันเอง-ทำกันเอง ว่างั้น!

ใครทน 'ธรรมศาสตร์ไม่ทน'?
สารพันวันประเทศ 'ฝีแตก'
ชนชั้น 'นิสิต-นักศึกษา'
เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส
"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?
ชังชาติโดยสันดาน