โพลยก‘บิ๊กตู่’ผลงานเยี่ยม! วอนเร่งแก้ปัญหาปากท้อง


เพิ่มเพื่อน    

 

โพลซูฮก "บิ๊กตู่" ผลงานเข้าตาสุด "อนุทิน" หายใจรดต้นคอ เผย ครม.ใหม่ที่ประชาชนอยากได้ต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญ เหมาะสมกับภาระหน้าที่ของกระทรวง วอนเร่งแก้ปัญหาค่าครองชีพ เศรษฐกิจปากท้อง  
    กรุงเทพโพลล์ โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “รัฐมนตรีผลงานโดดเด่นที่ใช่/ ที่โดน ในสายตาประชาชน ก่อนปรับ ครม.” โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 1,202 คน
    พบว่า     รัฐมนตรีที่มีผลงานเด่นชัดเป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดคือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงกลาโหม) คิดเป็นร้อยละ 11.4 รองลงมาคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงสาธารณสุข) คิดเป็นร้อยละ 11.3, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ (รองนายกรัฐมนตรี) คิดเป็นร้อยละ 2.6, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ (รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงพาณิชย์) คิดเป็นร้อยละ 2.5, นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน (รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ (รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) คิดเป็นร้อยละ 1.6 เท่ากัน ขณะที่ร้อยละ 72.9 ไม่ระบุตัวรัฐมนตรีที่มีผลงานเด่นชัด
    เมื่อถามว่าอยากได้รูปแบบ ครม.แปลกใหม่ แบบไหนที่โดนใจหากมีการปรับ ครม.ประยุทธ์ ส่วนใหญ่ร้อยละ 52.2 อยากให้มีรัฐมนตรีที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เหมาะสมกับภาระหน้าที่ของกระทรวง รองลงมาร้อยละ 51.5 อยากให้มีรัฐมนตรีที่แก้ปัญหาด้านต่างๆ ให้ประชาชนอย่างจริงจัง ตรงจุด และร้อยละ 33.2 อยากให้มีรัฐมนตรีที่ไม่มีประวัติด่างพร้อย/ไม่มีประวัติทุจริต
    นอกจากนี้ เมื่อถามว่าหากมีการปรับ ครม.แล้ว เรื่องที่อยากเห็นการแก้ปัญหามากที่สุดจาก ครม.ชุดใหม่ พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 78.4 อยากให้แก้ปัญหาค่าครองชีพ เศรษฐกิจ ข้าวของแพง รองลงมาร้อยละ 50.2 อยากให้ควบคุมการแพร่กระจายไวรัสโควิด-19 และร้อยละ 45.9 อยากให้ช่วยเหลือเกษตรกร ประกันราคาสินค้าเกษตร
    นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในงานเสวนา “ทางออกของ พล.อ.ประยุทธ์ ในยุคประชาลำเค็ญ” จัดโดยสภาที่ 3 ว่าปัจจุบันประชาแสนลำเค็ญ ประชาชนลำบากกันอย่างแสนสาหัส เป็นผลจากการบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของรัฐบาลตลอด 5 ปี และยังมาเจอกับวิกฤติไวรัสโควิด-19 มาซ้ำเติม ทำให้เศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วยิ่งปักหัวดิ่งลง 
    ทั้งนี้ ความผิดพลาดในอดีตของรัฐบาลยืนยันได้จากรายงานของเวิลด์แบงก์ล่าสุด ที่บอกว่าคนจนในประเทศไทยลดลงมาตลอด 30 ปี แต่ในช่วงปี 2558-2561 ที่เป็นช่วงของการปฏิวัติคนจนของไทยกลับเพิ่มขึ้นถึง 36% จาก 7.21% เป็น 9.85% หรือเพิ่มจาก 4.85 ล้าน เป็น 6.7 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ล้านคน แปลว่ารัฐบาลทำให้คนจนเพิ่มขึ้นแทนที่จะลดลง นอกจากนี้ เวิลด์แบงก์ยังบอกว่านอกจากคนจนเพิ่มแล้ว เศรษฐกิจไทยยังโตช้า และคนไทยรายได้ลด ทั้งนี้ สาเหตุหลักน่ามาจากผู้นำและรัฐบาลขาดความรู้ความสามารถ ตามที่ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกฯ อดีต รมว.คลัง อดีตประธานแบงก์ชาติ เพิ่งได้ปาฐกถาไว้ และยืนยันโดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์เอง ที่บอกว่าไม่มีความรู้เพียงพอในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและไม่ฟังคนที่รู้
         นายพิชัยกล่าวว่า นอกจากที่จะไม่มีความรู้แล้ว ยังปิดกั้นการรับรู้ ทั้งที่ได้เตือนมาตลอดว่าเศรษฐกิจไทยจะย่ำแย่ แต่แทนที่จะรับฟังและปรับปรุง กลับเรียกตนไปปรับทัศนคติ 8 หน โดยมีหลักฐานเป็นคลิป พล.อ.ประยุทธ์ ที่เคยพูดไว้เองหลายครั้ง แถมยังโกหกในสภาว่ามีความอดทนต่อการวิจารณ์และมีเมตตา แต่กลับจับคลุมหัวปิดตาและพาไปกักตัวไว้ถึง 7 วันในการเรียกตัวครั้งที่ 7 และยังมีคดีทฤษฎีกบต้มที่ค้างอยู่ ตนได้เคยเตือนไว้ จนเป็นที่ขบขันกันทั่วโลกว่าผู้นำไทยไม่รู้เรื่องทฤษฎีนี้ว่ามีอยู่จริง 
    และในขณะนี้ภาวะกบต้มก็เป็นจริงขึ้นเรื่อยๆ ที่ประชาชนเริ่มเดือดร้อนกันมากเหมือนในภาวะน้ำเดือดในหม้อต้มกบ แม้กระทั่งดร.วีรพงษ์ ที่มีประวัติการทำคุณประโยชน์ให้ประเทศไทยอย่างมหาศาลตั้งแต่ในอดีตสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ที่ได้ออกมาเตือนและวิพากษ์วิจารณ์ตามความเป็นจริงที่เห็นกันอยู่ แต่รัฐบาลกลับปิดกั้นการรับรู้ แถมยังส่งคนของรัฐบาลที่ไม่มีต้นทุนทางสังคม ทั้งโฆษกพรรคและโฆษกรัฐบาล ออกมาตอบโต้แบบไร้สาระ สะเปะสะปะ และไม่ทำการบ้าน ยิ่งแสดงความโง่เขลาของรัฐบาลให้ปรากฏมากยิ่งขึ้น แม้กระทั่งปัจจุบันรัฐบาลยังสับสนคิดได้เพียงการแจกเงิน และในขณะที่จะแจกเงินเป็นแสนล้านบาทเพื่อบรรเทาผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 แต่กลับเปิดรับให้เงินบริจาคจากประชาชนเพื่อรับมือไวรัสโควิด-19 ย้อนแย้งกันอย่างชัดเจน
    “ดังนั้นการที่นิสิต นักศึกษา และนักเรียนจำนวนมากเกือบทั่วประเทศได้ออกมาชุมนุมกันในลักษณะแฟลชม็อบ จึงเป็นความพยายามที่จะกระโดดออกจากหม้อต้มกบที่กำลังจะเดือด เพื่อปกป้องและรักษาอนาคตของตนและของประเทศไว้ ทั้งนี้ก็เพราะหากปล่อยให้ผู้นำที่โง่เขลาบริหารประเทศต่อไป พวกเขาคงจะถูกต้มสุกตายกันหมด หรือไม่ประเทศไทยก็เปลี่ยนไปเป็นพม่า 2 ที่เป็นยุคที่พม่าถูกทหารปกครองอยู่หลายสิบปีที่ไม่มีความเจริญ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นประเทศเมียนมาร์ในปัจจุบัน ความฉลาดและความเก่งของผู้นำไม่สามารถจะสอนหรือไม่สามารถจะเปลี่ยนกันได้ จะเปลี่ยนจากผู้นำที่ไร้ความสามารถ มาเป็นผู้นำที่เก่งและฉลาดก็คงเป็นไปไม่ได้ และไม่เคยเกิดขึ้น ดังนั้น ในภาวะที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทางออกที่ดีที่สุดคือต้องหาผู้นำที่เก่งและฉลาดมานำประเทศไทย เพื่อให้ก้าวหน้าและแข่งขันกับประเทศอื่นได้ มาทดแทนผู้นำที่ไม่ฉลาดในปัจจุบัน จึงจะเป็นทางออกของคนทั้งชาติ” นายพิชัยกล่าว
    ดร.รยุศด์ บุญทัน ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคสามัคคีไทย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 6 ปี ในการทำหน้าที่ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์  หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่ารัฐบาลมีความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ปัญหาปากท้อง คนว่างงาน ความเหลื่อมล้ำ และอื่นๆ ซึ่งทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศต่างได้รับผลกระทบกันอย่างถ้วนหน้า 
    เขาเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออกทั้งคณะ หรือยุบสภา เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่อย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม ตรวจสอบได้ ไม่ให้อำนาจกองทัพ ทหารหรือผู้เกี่ยวข้องกับอดีตคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งรัฐบาลอาจจะทำหน้าที่เป็นรัฐบาลรักษาการจนกว่าจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ได้
    ขณะที่นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา'35 และอดีตกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ว่า สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้กำลังเผชิญวิกฤติรอบด้าน และได้เดินทางมาถึงทางตันแล้ว ต้องล้างไพ่กันใหม่ ยากที่จะหาทางออกอย่างอื่น ด้วยเหตุผลเศรษฐกิจล้มเหลว ประชาชนกำลังเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า แต่กลุ่มทุนใหญ่ไม่กี่กระกูลร่ำรวยมากขึ้นทุกวัน ขณะที่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลไร้เอกภาพ และไร้ความสามารถ ไม่มีวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหา คิดแต่จะแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกกำลังถดถอย หากประเทศยังใช้ทีมเศรษฐกิจชุดเดิม จะเกิดวิกฤติลุกลามหนักกว่าปี 2540
    นายอดุลย์ยังกล่าวว่า มีการทุจริตประพฤติมิชอบคอร์รัปชัน มากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของเมืองไทย แม้นายกรัฐมนตรีไม่มีธุรกิจของตัวเอง แต่คนทำธุรกิจ พ่อค้า ยังมีการจ่ายใต้โต๊ะเหมือนเดิม ข้าราชการบางหน่วยงานมีการซื้อ-ขายเก้าอี้หนักกว่ายุคก่อน โครงการเศรษฐกิจต่างๆ ของรัฐก็เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหญ่ทั้งทางตรงและทางอ้อม ขณะที่ผู้นำรัฐบาลก็ไม่มีมาตรการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง.


 


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"