จตุพรนั่งทางใน เชื่อ‘พฤษภาคม’ แฟลชม็อบพรึ่บ


เพิ่มเพื่อน    

 “จตุพร” ฟันธง พ.ค.นี้แฟลชม็อบพรึ่บแน่ จี้ "ประยุทธ์" ทำตามข้อเรียกร้องต้องลาออก-แก้ รธน.ตั้ง ส.ส.ร. เสียสละก่อนจบลงด้วยความสูญเสียกลายเป็นทรราช "จาตุรนต์" สวดรัฐบาลไร้น้ำยาแก้ปัญหาประเทศ วอนช่วยกันคิดเปลี่ยนแปลงการเมืองก่อนหายนะ โฆษก พท.ยันฝ่ายค้านเดินหน้าตรวจสอบซักฟอกรัฐบาลนอกสภาอย่างต่อเนื่อง

    เมื่อวันอาทิตย์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวตอนหนึ่งในรายการลมหายใจพีซทีวี เวทีทัศน์ ถึงขบวนการนักศึกษาแฟลชม็อบว่า เมื่อรวบรวมข้อเรียกร้องของนักศึกษามี 3 ประเด็น 1.นายกรัฐมนตรีต้องลาออก 2.แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 และ 3.ยกเลิกองค์กรอิสระที่ได้รับการแต่งตั้งระหว่างยึดอำนาจ โดยทั้ง 3 ข้อเรียกร้องนี้ แม้ได้รับการแก้ไขเพียงข้อใดข้อหนึ่ง แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออก แต่รัฐธรรมนูญไม่แก้ ประเทศก็อยู่ที่เดิม เนื่องจากก็ไปทำอะไรองค์กรอิสระไม่ได้ ข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อจึงผูกกันไปหมด
    “ถ้ารัฐบาลไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของนักศึกษา จะทวีความเติบโตตามลำดับ ท้ายที่สุดหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าไปไม่พ้น ถ้ารัฐบาลไม่เป็นฝ่ายเสียสละ เพราะอยู่ไปก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ถามพล.อ.ประยุทธ์ว่า อยู่ต่อไปเวลานี้มีเวลาบวกหรือไม่ ผมบอกว่ามีแต่ลบลงทุกวัน แต่ทั้งหมดนั้นนายกรัฐมนตรีต้องเสียสละ”
    นายจตุพรกล่าวว่า ใน 3 ข้อเรียกร้องของนักศึกษานั้น ถ้าทุกอย่างได้รับการแก้ไขครบหมด ประเทศจะเดินต่อไปได้ เรามาเริ่มเบื้องต้นกันด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิด ส.ส.ร.ก่อน ถ้าเบื้องต้นไม่จบ ยุบสภาก็ใช้รัฐธรรมนูญเดิมอีก คำตอบก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ดังนั้นสังคมไทยจึงอยู่ท่ามกลางสังคมอกแตก แต่ละฝ่ายล้วนอึดอัด ถ้ารัฐบาลไม่เป็นฝ่ายเสียสละแล้ว คำว่าตายก่อนแก้จะเป็นความจริง
    “ถ้าตราบใดนักศึกษาสู้ในมหาวิทยาลัย รัฐบาลยังไม่ใช้กำลังปราบปราม และนักการเมืองต้องไม่เข้าไปยุ่ง ผมก็ไม่เข้าไปยุ่ง แต่ถ้าปราบปรามวันไหน วันนั้นก็คือวันของผมต้องเข้าไปยุ่ง คาดว่าในเดือนมีนาคมทั้งเดือน แต่ละมหาวิทยาลัยจะเวียนกันจัดแฟลชม็อบรอบ 2 แล้วมาถึงเดือนพฤษภาคมจะพรึ่บกันหมด เพราะวิวัฒนาการของรัฐบาล แก้ไขปัญหากันไม่ได้สักเรื่อง ถ้ารัฐบาลปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของนักศึกษา อย่างน้อยเราก็จะได้ยุติวิกฤติ" นายจตุพรกล่าว
     นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า ขณะนี้คนไทยอยู่ด้วยความรู้สึกอึดอัด คือเดือดร้อนกันทั่วไปหมด และรู้ว่าต่อจากนี้ไปจะเดือดร้อนกว่านี้อีกมาก รู้ว่ารัฐบาลแก้ปัญหาไม่ได้ ก็ได้แต่คิดว่ารัฐบาลนี้จะอยู่อีกนานมั้ย เดิมสภาพเศรษฐกิจก็แย่มากอยู่แล้ว แต่ปัญหาไวรัสโควิด-19 กำลังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งโลก ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยแล้ว และจะส่งผลกระทบมากขึ้นอีกมาก น่าจะพูดได้ว่าคนไทยเกือบทุกฝ่ายทุกภาคส่วนเห็นพ้องต้องกันว่ารัฐบาลนี้แก้ปัญหาประเทศไม่ได้แน่ และหากปล่อยให้บริหารต่อไปประเทศไทยคงก้าวสู่ความวิบัติหายนะ แต่เมื่อมาดูระบบกลไกทางการเมืองที่จะเปลี่ยนรัฐบาล ก็จะพบว่ายังเป็นไปได้ยากมากในระบบรัฐสภา พรรคฝ่ายค้านอ่อนแอลง และอยู่ระหว่างการปรับตัว ในส่วนของการเคลื่อนไหวของนักศึกษาทั่วประเทศนั้น ก็ยังต้องอาศัยเวลาที่จะสะสมกำลัง นอกจากนี้ปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองคือ ประชาชนกลุ่มอาชีพต่างๆ ที่เดือดร้อนและกำลังจะเดือดร้อนมากขึ้น แต่ยังไม่กล้าหรือยังไม่มีวิธีแสดงออก
เปลี่ยนแปลงก่อนหายนะ
     "เมื่อรัฐบาลไร้ประสิทธิภาพ ยิ่งอยู่นาน ประชาชนก็ยิ่งเดือดร้อน ต่อไปคนก็จะยิ่งมีข้อสรุปว่าต้องเปลี่ยนรัฐบาล แต่ระบบกติกาก็ทำให้เปลี่ยนรัฐบาลยากมาก จำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก ประเทศไทยกำลังอยู่ในสภาพที่กำลังเดินหน้าสู่ความวิบัติหายนะ สิ่งที่ทุกฝ่ายทุกภาคส่วนในสังคมไทยต้องช่วยกันคิดอย่างจริงจังก็คือ จะทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก่อนที่บ้านเมืองจะหายนะ หรือจะเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงวิบัติหายนะได้อย่างไร" นายจาตุรนต์กล่าว 
    "นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชนเรื่อง “คุณไว้วางใจฝ่ายค้านหรือไม่?”ระหว่างวันที่ 2-5 มีนาคม 2563 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค รวมทั้งสิ้น  2,510 หน่วยตัวอย่าง โดยเมื่อถามด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อข้อมูลเด็ดของฝ่ายค้านในการมัดรัฐมนตรีผู้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจจนดิ้นไม่หลุด พบว่า ร้อยละ 32.02 ระบุว่ามีข้อมูลเด็ดที่สามารถมัดรัฐมนตรีผู้ถูกอภิปรายจนดิ้นไม่หลุด, ร้อยละ 44.90 ระบุว่ามีข้อมูล แต่ไม่เด็ดเพียงพอที่จะมัดรัฐมนตรีผู้ถูกอภิปรายจนดิ้นไม่หลุด และร้อยละ 14.00 ระบุว่าไม่มีข้อมูลเด็ดเลย 
    ส่วนความเชื่อของประชาชนต่อกระแสข่าวที่ว่า พรรคเพื่อไทยมีข้อตกลงพิเศษกับรัฐบาลในการทำให้รัฐมนตรีบางรายไม่ต้องถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากข้อจำกัดทางเวลา พบว่า ร้อยละ 10.05 ระบุว่าเชื่อมาก, ร้อยละ 23.16 ระบุว่าค่อนข้างเชื่อ, ร้อยละ 27.63 ระบุว่าไม่ค่อยเชื่อ และร้อยละ 30.75 ระบุว่าไม่เชื่อเลย 
    เมื่อถามถึงการไว้วางใจของประชาชนต่อฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล พบว่า ร้อยละ 26.28 ระบุว่าไว้วางใจมาก เพราะฝ่ายค้านมีข้อมูล หลักฐานในการนำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจที่สามารถทำให้ฝ่ายรัฐบาลถูกตรวจสอบการทำงานได้ ขณะที่บางส่วนระบุว่าเชื่อมั่นในบุคลากรของพรรคเพื่อไทยและอดีตพรรคอนาคตใหม่, ร้อยละ 34.92 ระบุว่าค่อนข้างไว้วางใจ เพราะ ฝ่ายค้านมีข้อมูลที่ชัดเจน ขณะที่บางส่วนระบุว่าเชื่อมั่นในการทำงานของฝ่ายค้าน, ร้อยละ 22.26 ระบุว่าไม่ค่อยไว้วางใจ เพราะ ข้อมูลยังมีไม่เพียงพอ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องส่วนตัวของผู้ถูกอภิปรายฯ มากกว่า ไม่เกี่ยวข้องกับประชาชนหรือประเทศ ขณะที่บางส่วนระบุว่าสองพรรคใหญ่ทางฝ่ายค้านไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน, ร้อยละ 13.78 ระบุว่าไม่ไว้วางใจเลย เพราะข้อมูลไม่ตรงประเด็นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนหรือประเทศ 
    นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนิด้าโพลเรื่อง “คุณไว้วางใจฝ่ายค้านหรือไม่?” พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ ไม่เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยมีดีลกับรัฐบาลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่าในการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านมีข้อจำกัดในการทำงานอภิปรายมาก แต่พรรคร่วมฝ่ายค้านก็พยายามทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด พล.อ.ประยุทธ์รวมถึงรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่สามารถตอบคำถามได้อย่างครบถ้วนชัดเจน ข้อกล่าวหาชัดๆ เช่น เรื่องขายที่ดิน 600 ล้านของบิดา พล.อ.ประยุทธ์ เรื่องไอโอแบ่งแยก สร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชนของทหาร ที่มีขบวนการไอโอ ด้อยค่า แพร่มลทิน กลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ก็ตอบได้แค่ไม่รู้หรือจะไปตรวจสอบ 
เดินหน้าซักฟอกนอกสภา
    "พรรคเพื่อไทยหัวใจคือประชาชน ไม่มีทางจะไปมีดีลกับรัฐบาลหรือดำเนินการสวนทางกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่ไม่พอใจรัฐบาลระบอบประยุทธ์ ประชาชนตั้งคำถามว่า รัฐบาลจะแก้วิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้หรือไม่ ถ้าคุมไวรัสไม่อยู่ แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องไม่ได้ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีความชอบธรรมที่จะอยู่ ถ้าผ่านเดือนเมษายนไปได้ ก็นับว่าฝืนสังขารฝืนศรัทธาประชาชนเต็มทน หน้าที่ของฝ่ายค้านคือตรวจสอบถ่วงดุลทั้งในและนอกสภา เมื่อยังอภิปรายในสภาไม่ครบถ้วน ก็ต้องดำเนินการต่อให้ครบถ้วนว่ามีการกระทำที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมเช่นนั้นจริงหรือไม่ ส่งผลเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างไร จะทำหน้าที่เดินหน้าตรวจสอบ ซักฟอกรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ทั้งในและนอกสภา ไม่มีดีลอะไรกับระบอบประยุทธ์ มีเพียงดีลกับประชาชน ถ้ารัฐบาลไม่มีความสามารถต้องลาออกไป" นายอนุสรณ์กล่าว 
      นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.อดีตพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า สืบเนื่องจากสิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจของอดีตพรรคอนาคตใหม่ โดยผลการโหวตของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่น้อยที่สุดในรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย โดยข้อมูลที่ตนได้อภิปรายไปมีผลสืบเนื่องทางกฎหมายที่จะต้องส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมูญ โดยกลุ่ม ส.ส. 55 คนของเรา จะนำเรื่องของ ร.อ.ธรรมนัส ทั้งการเคยถูกจำคุกมาก่อน และภรรยาถือครองหุ้นในบริษัทที่เป็นคู่สัญญากับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งขัดกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ และมีความผิดชัดเจนที่จะต้องหลุดจากส.ส. โดยกลุ่มของเราจะนำเรื่องส่งไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำส่งศาลรัฐธรรมนธูญต่อไป ขณะที่เรื่องของการขัดจริยธรรม ขัดกันซึ่งผลประโยชน์แห่งรัฐ เราจะนำเรื่องส่งไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป
    สวนดุสิตโพล เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “5 ความวิตกกังวล” ของประชาชน ณ วันนี้ สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,162 คน ระหว่างวันที่ 3-7 มีนาคม 2563 สรุปผลดังนี้ อันดับ 1 ปากท้อง 78.45% สาเหตุสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ รายได้ไม่พอจ่าย สินค้าขายเกินราคา ทำมาหากินยากขึ้น มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ ฯลฯ 
    อันดับ 2 โควิด 19 71.47%สาเหตุระบาดทั่วโลก มีผู้เดินทางจากประเทศเสี่ยงเข้ามาในไทยต่อเนื่อง มีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น ยังไม่มีมาตรการป้องกันที่ชัดเจน หน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์ขาดตลาด ฯลฯ
    อันดับ 3 โจร ผู้ร้าย 64.51% สาเหตุมีข่าวให้เห็นทุกวัน พฤติกรรม รูปแบบการก่อเหตุรุนแรงมากขึ้น กลัวว่าจะเกิดกับตัวเองหรือกับคนในครอบครัว สภาพเศรษฐกิจและสังคมเสื่อมโทรม ฯลฯ
     อันดับ 4 การเมือง 58.93% สาเหตุรัฐบาลแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ตรงจุด มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มีการชุมนุมเคลื่อนไหว บ้านเมืองวุ่นวาย
    อันดับ 5 ธุรกิจท่องเที่ยว     57.60% สาเหตุได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ผู้ประกอบการขาดทุน ปิดกิจการ คนตกงาน ฯลฯ.