ปปง.สอบเส้นทางเงิน‘บอย’


เพิ่มเพื่อน    

 ตำรวจประสาน ปปง.สอบเส้นทางการเงินเสี่ยบอยหน้ากาก 200 ล้านชิ้น พร้อมเรียก “พิตตินันท์” ถามความสัมพันธ์ “บิ๊กตู่” สั่งดีอีเอสเอาให้หนักกรณีขายหน้ากากในสังคมออนไลน์ทั้งโก่งราคา-ไม่มีสินค้า ศูนย์โควิดแจงยิบตัวเลขกระจายหน้ากาก

เมื่อวันอังคาร ยังคงมีความต่อเนื่องกรณีนายศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี หรือบอย ไนท์มาร์เก็ต ที่โพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์ว่ามีหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ได้เรียกคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนมาสอบถามความคืบหน้าผลการเข้าตรวจค้น 6 จุดเป้าหมายในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดชลบุรีในเรื่องดังกล่าว
    พล.ต.อ.สุวัฒน์กล่าวว่า เป็นการประชุมเพื่อมอบหมายให้ฝ่ายสืบสวนสอบสวนไปติดตามความคืบหน้าเพิ่มเติมในหลายประเด็นโดยเฉพาะบุคคลที่มีการอ้างอิงถึง และภาพแต่ละภาพที่นำไปโพสต์ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร รวมไปถึงประสานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของเสี่ยบอยว่ามีการทำธุรกรรมใดเข้าข่ายผิดปกติน่าสงสัยหรือไม่ ส่วนประเด็นที่เสี่ยบอยถ่ายภาพคู่กับตำรวจหลายนาย จากการสอบถามเบื้องต้นทราบว่าเป็นภาพในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง ซึ่งเสี่ยบอยไปขอถ่ายภาพด้วย อ้างว่าเพื่อเป็นที่ระลึกเท่านั้น
    รายงานข่าวว่าเจ้าหน้าที่เตรียมเรียกนายพิตตินันท์ รักเอียด อดีตคณะทำงาน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาสอบสวนปากคำประเด็นความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเสี่ยบอย แต่ยังไม่จำเป็นต้องเรียก ร.อ.ธรรมนัส  เนื่องจากไม่มีภาพปรากฏ และไม่พบโพสต์ใดที่อ้างถึง ส่วนเจ้าของบริษัทเอกชนย่านหนองแขมจะเรียกมาสอบถามประเด็นทำธุรกิจที่ให้การว่าเคยส่งขายหน้ากากอนามัยให้จีนในช่วงระบาดโรคโควิด-19 ระยะแรกๆ ส่วนเจ้าของโรงงานย่านมีนบุรีจะซักถามประเด็นตรวจพบหน้ากากอนามัย 500,000 ชิ้นในโรงงานว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เตรียมส่งขายให้ร้านขายยา 3,000-4,000 ร้านค้าจริงหรือไม่ ซึ่งบริษัทเอกชนและโรงงานดังกล่าวตำรวจจะประสานข้อมูลให้กรมการค้าภายในตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด 
    “ประเด็นที่จะขอให้ ปปง.ตรวจสอบ เช่นภาพมีการนำสมุดบัญชีธนาคารที่มีเงินในบัญชี 300-400 ล้านบาท และเช็คสั่งจ่ายแต่ละฉบับว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ซึ่งคาดว่าจะทราบผลอย่างเร็วที่สุดใน 3-4 วัน”
    วันเดียวกัน พีท ทองเจือ ดารานักแสดงพร้อมด้วยภรรยาและลูกสาว ไปเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ขอให้ตำรวจลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐานเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ว่าไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวกับนายศรสุวีร์ที่ไลฟ์เฟซบุ๊กว่ามีหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้นเพื่อส่งขายจีน โดยพนักงานสอบสวนรับลงบันทึกประจำวันไว้ และนำเรื่องการดำเนินคดีเอาผิดทางอาญาให้รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่ม เช่น ภาพที่มีคนเข้าไปโพสต์ข้อความต่างๆ ซึ่งยังมีเวลาอายุความ 3 เดือนที่จะพิจารณาเอาผิดต่อไป
    ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีนายหน้าหลอกขายหน้ากากอนามัย ว่าเขามีของจริงหรือไม่ ถ้าเขาทำผิดก็ต้องลงโทษ เท่าที่ทราบมีการแจ้งดำเนินคดีไปหลายข้อกล่าวหาแล้ว และได้ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ไปดำเนินการทางกฎหมายกวาดล้างหลอกฉ้อโกงขายหน้ากากอนามัยทางออนไลน์ และดำเนินคดีอาญาอีกเยอะแยะ 
    นายกฯ ยังกล่าวถึงเรื่องหน้ากากอนามัยที่กระทรวงมหาดไทยให้ท้องถิ่นผลิตหน้ากากผ้า 50 ล้านชิ้นว่า จะส่งถึงมือประชาชนแน่นอน อย่างน้อยได้คนละ 1 ชิ้น นอกจากนี้ยังให้กระทรวงอุตสาหกรรมผลิตหน้ากากผ้าเพิ่มอีก 20 ล้านชิ้น โดยหน้ากากผ้ากระทรวงสาธารณสุขยืนยันแล้วว่าป้องกันได้ เพราะประชาชนทั่วไปที่อยู่บ้านก็ไม่จำเป็นต้องใช้หน้ากากหากไม่ติดเชื้อ ใช้เมื่อออกจากบ้านหรืออยู่ในที่ชุมชน จะลดการใช้ไปได้เยอะ
“วันนี้รัฐบาลได้ให้นโยบายไป คือจัดตั้งโรงงานทำหน้ากากอนามัยแบบครบวงจร ซึ่งมีบริษัทใหญ่ๆ เสนอเข้ามาแล้ว ต้องไปหามาตรการสร้างแรงจูงใจในการตั้งโรงงาน ซึ่งไม่ได้มีเจ้านี้เจ้าเดียว ให้ดูเจ้าอื่นด้วย เดี๋ยวจะหาว่าเอื้อประโยชน์กันอีก ถือเป็นสิทธิในการเสนอขอรับมาตรการต่างๆ ของบีโอไอ ถ้าจะทำหน้ากากให้ครบวงจร ทั้งนี้ ทราบว่า 5 สัปดาห์ก็ตั้งได้แล้ว” นายกฯ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นไว้ใจระบบสาธารณสุขของไทย การเสพโซเชียลอะไรต่างๆ บางทีไม่ใช่ข้อเท็จจริง ไม่รู้เขียนเพื่ออะไร พอไปตรวจสอบก็ไม่มี อย่างนี้ต้องลงโทษสถานหนัก ซึ่งให้มาตรการไปแล้วให้จับกุมทุกเรื่อง การกักตุนหน้ากาก การเดินทางเข้ามาในประเทศแล้วไม่แจ้ง หรือหลบหนีกระบวนการต่างๆ ขอให้ระมัดระวังในเวลาที่ประเทศอ่อนไหว ต้องรู้จักเสพสื่อโซเชียล และขอร้องสื่อโซเชียลด้วย อะไรที่สร้างประโยชน์ อะไรที่เป็นข้อเท็จจริง อะไรที่คิดว่าไม่ใช่ ก็อย่าเปิดประเด็นให้เขาเลย ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการเปิดประเด็น ไม่อยากให้มายึดโยงกับสถานการณ์ทางการเมือง
    นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข กล่าวถึงเรื่องหน้ากากอนามัยของบุคลาการทางการแพทย์ว่า กระทรวงสาธารณสุขที่ได้รับจัดสรรจากกระทรวงพาณิชย์ได้ส่งถึงโรงพยาบาล 4.3 แสนชิ้น เช่น นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ รับไปประมาณ 1 แสนชิ้น ภาคเหนือรับไป 7 หมื่น และกระจายตามจังหวัดต่างๆ ส่งของวันละ 3.6 แสนชิ้นต่อวัน เชื่อมั่นภายในวันที่ 12 มี.ค.นี้โรงพยาบาลต่างจังหวัดจะได้รับครบทุกโรงพยาบาล ถ้ายังไม่ได้ให้ส่งสัญญาณมาที่ตน จะได้พูดคุยกับผู้บริหาร
    นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลฯ กล่าวว่า การดำเนินการจับกุมผู้ขายหน้ากากอนามัยราคาเกินจริงในออนไลน์ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จะรับผิดชอบเรื่องนี้ เบื้องต้นได้จับผู้กระทำผิดกว่า 100 ราย ส่วนความรับผิดชอบของดีอีเอสได้เร่งทำเรื่องแพลตฟอร์มต่างๆ มาช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องไวรัสโควิด-19 
    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงเรื่องการกระจายหน้ากากอนามัย ว่ากรมการค้าภายในได้ทำงานร่วมกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และองค์การอาหารและยา (อย.) ในเรื่องการจัดสรรหาหน้ากากอนามัย แต่ในช่วงที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องการขาดแคลนหน้ากากอนามัยในโรงพยาบาล กรมการค้าภายในจึงได้ปรับรูปแบบการทำงานใหม่ โดยมีผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนจาก อภ. และ อย. รวมทั้งได้เชิญสมาคมโรงพยาบาลเอกชน สมาคมร้านขายยา และตัวแทนโรงพยาบาลในสังกัดต่างๆ เข้ามาเป็นคณะทำงานเพื่อนจัดสรรตัวเลขหน้ากากอนามัยให้เหมาะสมตามความจำเป็นที่ต้องการใช้ในแวดวงทางการแพทย์ 
“ยอดการผลิต 1,200,000 ชิ้นต่อวัน จัดให้ทางการแพทย์ 700,000 ชิ้นต่อวัน ยืนยันว่าแต่ละวันสามารถกระจายหน้ากากอนามัยไปยังโรงพยาบาลได้ทั่วถึงทุกพื้นที่ แต่ถ้าที่ไหนมีปัญหาขาดแคลน ก็สามารถแจ้งมาได้ที่กระทรวงสาธารณสุข โดยจะประเมินสถานการณ์และจัดสรรตัวเลขหน้ากากอนามัยให้ตรงกับความต้องการทางการแพทย์ต่อไป”
    ที่ศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำเนียบรัฐบาล นายไพศาล จารุรักษา ผู้จัดการโรงงาน Thai Hospital Products ตัวแทนโรงงานผู้ผลิตหน้ากากอนามัย กล่าวว่า ปัจจุบันมีการเพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่อง ยืนยันไม่มีการกระจายหน้ากากอนามัยไปยังภาคเอกชนที่มาซื้อหน้าโรงงาน เพราะมีเจ้าหน้าที่จากกรมการค้าภายในไปควบคุมการส่งออก รวมถึงมีการติดตามสินค้าเพื่อให้ได้คุณภาพอีกด้วย
    ด้าน นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการ อภ. กล่าวว่า ปัจจุบันองค์การเภสัชกรรมได้จัดสรรหน้ากากอนามัยให้โรงพยาบาลสังกัดของรัฐ 400,000 ชิ้นต่อวัน โดยพิจารณาถึงความจำเป็นเร่งด่วนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งตอนนี้สามารถกระจายไปถึงโรงพยาบาลในจังหวัดใหญ่ๆ ได้แล้ว 99% ส่วน รพ.นอกสังกัด สธ.ได้รับ 300,000 ชิ้นต่อวัน ซึ่งกรมสนับสนุนบริการสุขภาพจะเป็นผู้ประสานติดต่อให้กับโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนสามารถติดต่อกับโรงงานผู้ผลิตได้โดยตรง และมีตัวเลขรายงานว่า รพ.เอกชนและคลินิกได้รับ 140,000 ชิ้นต่อวัน, รพ.ในสังกัด กทม. ได้รับ 70,000 ชิ้นต่อวัน และ รพ.สังกัดมหาวิทยาลัยและคณะทันตแพทย์ได้รับ 60,000 ชิ้นต่อวัน ส่วนกระทรวงพาณิชย์ที่ได้รับการจัดสรร 500,000 ชิ้นต่อวันนั้น กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำจะได้รับ 200,000 ชิ้นต่อวัน ร้านธงฟ้า 150,000 ชิ้นต่อวัน, ร้านขายยา 25,000 ชิ้นต่อวัน และร้านสะดวกซื้อรวมถึงหน่วยงานราชการ 125,000 ชิ้นต่อวัน
ด้าน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กล่าวถึงกรณีนายศรสุวีร์ ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องเข้าไปตรวจสอบ ทุกฝ่ายต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง รวมทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้นำ ต้องแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีความพยายามเบี่ยงเบนประเด็นว่าเป็นการกระทำความผิดเพียง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แต่ยังไม่มีการตรวจสอบลงลึกไปถึงกระบวนการกักตุนหน้ากากอนามัย ที่เชื่อมโยงไปถึงคนที่เกี่ยวข้องอีกหลายคน โดยเฉพาะบุคคลใกล้ชิดกับรัฐมนตรีในรัฐบาล 
    “ดูเหมือนมีการพยายามช่วยเหลือปกปิดข้อเท็จจริงในบางเรื่องหรือไม่ เช่น การที่ตำรวจช่วยอุ้มผู้ต้องสงสัยหลบนักข่าว โดยอ้างว่าไปเข้าห้องน้ำทั้งที่บนโรงพักก็มีห้องน้ำ หรือตำรวจกำลังปล่อยให้มีการเคลื่อนย้ายหรือทำลายหลักฐานการกักตุนสินค้าอยู่หรือไม่ ที่สำคัญทำไมถึงไม่ตรวจสอบบัญชีธนาคาร เพราะจะเห็นเส้นทางการเงินที่ชัดเจน” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าว
    นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า การบริหารจัดการเรื่องหน้ากากอนามัยถือเป็นความล้มเหลวที่สุด บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานทั้งในและนอกกระทรวง สธ.มีประมาณ 6-7 แสนคน แต่การผลิตหน้ากากได้ 1.2 ล้านชิ้นต่อวัน และมีนโยบายชัดเจนว่าจะมอบให้ สธ. 7 แสนชิ้น แต่สิ่งที่เจอคือ ไม่มีหน้ากากเข้าไปมอบให้ คำถามคือหายไปไหน แต่ปรากฏข้อมูลที่น่าตกใจว่าหน้ากากอนามัยประมาณ 5 แสนชิ้นกระจายไปตามร้านสะดวกซื้อ อยากให้พี่น้องเฝ้าระวังและติดตาม และถ้ามีการแสวงหาผลประโยชน์จากความเดือดร้อนประชาชน สมควรถูกประณาม.
 


วันนี้ มีเรื่องน่าสนใจ ๒ เรื่อง เรื่องแรก ๔ ยอดกุมาร "อุตตม-สนธิรัตน์-สุวิทย์-กอบศักดิ์" ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค "พลังประชารัฐ"

ลิงในวิถีที่เหนือคณะก้าวหน้า
'เมย์เดย์..เมย์เดย์' คนเห็นผี!
'การเมืองหน้ากาก' ไทย-สหรัฐฯ
'การเมือง' ที่ไม่มี 'วันพระ'
'การอยู่-การไป' ของสมคิด
หมอชาญชัย"เผยตาหมาก"