ปชป.ระอุซัดคึกฉวยไล่ติ่ง


เพิ่มเพื่อน    

  "ประชาธิปัตย์" เดือด! "เทพไท" ยื่นหนังสือถึง "จุรินทร์-กก.บห." จี้ "มัลลิกา" ลาออกที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ ปมมีขบวนการทุจริตหน้ากากอนามัย อ้างเพื่อรักษาอุดมการณ์พรรค "ไลน์ ปชป." ระอุซัด "เสี่ยคึก" ฉวยขับไล่เพื่อน สวนคืนโดนคดีทุจริตเลือกตั้งนายก อบจ.นครศรีธรรมราชยังอยู่ได้ "ติ่ง" ยันทำงานโปร่งใส "อัจฉริยะ" แจ้งความกลับข้อหาแจ้งความเท็จ "ศาล" สั่งจำคุกขายหน้ากากเกินราคาไม่รอลงอาญา

    เมื่อวันที่ 19 มี.ค. นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ทำหนังสือถึงนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ปชป. และคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรค ปชป. ผ่านเจ้าหน้าที่พรรค เรื่องขอให้สมาชิกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองลาออก 
    หนังสือระบุว่า จากกระแสข่าวที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์  ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าวหาว่ามีขบวนการทุจริตหน้ากากอนามัยเกี่ยวข้องกับนักการเมืองหญิง เป็นที่ปรึกษาของ รมว.พาณิชย์ ซึ่งในความหมายนั้น ทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมเข้าใจว่าน่าจะหมายถึงนางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) เป็นการสร้างความเสียหายแก่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ทางสื่อโซเชียลและสื่อสารมวลชนแขนงต่างๆ อย่างกว้างขวาง ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาเมื่อเกิดเหตุในลักษณะเช่นนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้มีมาตรฐานในการปฏิบัติกับสมาชิกพรรคผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกคน เมื่อถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต ก็จะต้องพิจารณาตัวเองลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงความรับผิดชอบในทันที 
    นายเทพไทยังได้ยกตัวอย่างกรณีนายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับปลากระป๋องเน่าที่จังหวัดพัทลุง และกรณีนายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ถูกข้อกล่าวหาว่ามีเรื่องไม่มีความโปร่งใสในการจัดทำงบประมาณ และกรณีนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกทม. ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดในคดีจัดซื้อรถดับเพลิง ซึ่งสมาชิกพรรคทั้ง 3 คนนี้ ได้แสดงสปิริตทางการเมือง นับว่าเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นการรักษามาตรฐานทางการเมืองของพรรคไว้อย่างเคร่งครัด ที่ได้ยื่นหนังสือการลาออกจากตำแหน่งทันทีโดยไม่มีการบีบบังคับใดๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าในภายหลังจะมีผลการสอบสวนว่าไม่พบการกระทำความผิดก็ตาม แต่บุคคลเหล่านั้นก็ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองให้สังคมเห็นเป็นประจักษ์มาแล้ว
    "กรณีของนางมัลลิกา เมื่อถูกข้อกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตหน้ากากอนามัยของกระทรวงพาณิชย์ ขัดต่อข้อบังคับพรรคข้อ 115 พรรคต้องดำเนินการในมาตรฐานเดียวกับสมาชิกพรรคทุกคน เพื่อดำรงไว้ซึ่งจุดยืนของพรรคในการปฏิบัติต่อสมาชิกของพรรคอย่างเท่าเทียมกัน ในการนี้ จึงขอให้คณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งได้มีมติแต่งตั้งนางมัลลิกาเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง ตามข้อบังคับพรรค ข้อ 98 และข้อ 99 ได้พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ตามข้อบังคับพรรค ข้อ 121 และมีมติให้นางมัลลิกาลาออกจากตำแหน่งไว้ก่อน ถ้าการสอบสวนได้ข้อยุติว่าไม่มีความผิด ก็สามารถแต่งตั้งเข้าไปรับตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีได้อีกครั้ง ซึ่งนับว่าเป็นความสง่างามของพรรคประชาธิปัตย์ และเพื่อดำรงไว้ซึ่งเกียรติยศ ชื่อเสียง อุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป" นายเทพไทระบุในหนังสือดังกล่าว
    อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังนายเทพไทยื่นหนังสือดังกล่าว ปรากฏว่าในกลุ่มไลน์พรรค ปชป.เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะสมาชิกจำนวนมากเห็นว่ายังไม่เกิดคดีขึ้น แต่นายเทพไทกลับใช้โอกาสนี้ขับไล่เพื่อน ซึ่งไม่เป็นธรรม ระหว่างนั้นนายเทพไทตอบโต้อ้างถึงหลักการและอุดมการณ์ของพรรค ทำให้สมาชิกตอบโต้ทันทีว่าเช่นนั้นแล้วก็ให้นายเทพไทลาออกด้วย เนื่องจากคดีทุจริตการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งนายเทพไทและน้องชายเป็นจำเลยคดีทุจริตการเลือกตั้งได้มีการสืบพยานในชั้นศาล เป็นผู้ต้องหาอย่างชัดเจนกว่าเรื่องนี้มาก 
ไลน์ปชป.ซัดกันเดือด
    โดยสมาชิกพรรค ปชป.รายหนึ่งได้นำข่าวของนายมาโนช เสนพงศ์ นายเทพไท เสนพงศ์ ซึ่งตกเป็นจำเลยที่ 1 และ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2562 และในปีนี้ทั้งสองคนก็มีนัดสืบพยานต่ออีกหลายนัดสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ในกลุ่มไลน์ จึงเรียกร้องให้นายเทพไทลาออกจากตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบคดีทุจริตนี้เช่นกัน 
    จากนั้นสมาชิกอีกหลายคนได้แสดงความเห็นว่า กรณีการกล่าวหาเกี่ยวกับหน้ากากอนามัยยังไม่มีผู้ใดกล่าวโทษใครว่าเป็นคดีทุจริตในขั้นตอนใดเลย และนางมัลลิกายังไม่ได้เป็นแม้แต่ผู้ถูกกล่าวหา แต่เทียบคดีนายเทพไทนั้นเป็นผู้ต้องหาอย่างชัดแจ้ง สมาชิกจึงกล่าวว่ายังไม่เห็นสปิริตที่ว่าของนายเทพไทเลย 
    นอกจากนี้ยังมีสมาชิกพรรคโพสต์ข้อมูลลงกลุ่มไลน์ว่า ข้อ 1 ในที่สุดก็สิ้นสงสัยว่าทำไมคุณอัจฉริยะจึงมีพิรุธ ณ เวลานี้ก็เข้าใจได้, ข้อ 2 ให้คุณเทพไทย้อนกลับไปถามคุณอัจฉริยะว่าได้กล่าวโทษใครหรือยัง, ข้อ 3 ย้อนกลับไปที่สำนักงานตำรวจที่คุณอัจฉริยะไปยื่นเรื่องว่าได้มีการกล่าวหาใครขึ้นแล้วหรือไม่ เกิดการทุจริตขึ้นแล้วหรือไม่, ข้อ 4 การทุจริตยังไม่ได้เกิดขึ้นและผู้ใดเกี่ยวข้องก็ยังไม่ได้มีการกล่าวหา อะไรทำให้คุณเทพไทจึงต้องกระทำการเร็วและเกินกว่าเหตุ, ข้อ 5 กรณีที่คุณมัลลิกาออกไปชี้แจงนั้นเพราะความผิดต่อส่วนตัว ที่มีการระบุตำแหน่งและคาแรคเตอร์ ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อความผิดส่วนตัวด้านหมิ่นประมาท คนละเรื่องการตรวจสอบเรื่องหน้ากาก, ข้อ 6 เป็นการกล่าวหาที่ไม่อยู่บนข้อเท็จจริง และไม่เพียงก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนตัว แต่มีผลกระทบกับสังคม สร้างความทุกข์ให้กับประชาชนท่ามกลางความวิตกและหวาดหวั่นในภาวะวิกฤติ คุณเทพไทกำลังเล่นการเมืองซ้ำเติมสถานการณ์ 
    นายอมร อมรรัตนานนท์ อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรค ปชป. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง เทพไท .. เร็วเกินไปไหม? ที่จะขับไสไล่ส่งเพื่อน... ตอนหนึ่งระบุว่า "หากพิจารณากันด้วยความบริสุทธิ์ใจ และมีน้ำมิตรจิตใจต่อความเป็นพี่น้องชาวพรรคประชาธิปัตย์ ผมมีความเห็นว่า จะเป็นการเร็วไปไหมที่จะขับไสไล่ส่งบุคลากร ซึ่งเหลือกันน้อยเต็มที่แล้ว ณ ปัจจุบันนี้ ผมคิดว่าเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะรักกันสามัคคีกัน ร่วมกันสรุปบทเรียน และนำพาพรรคให้เป็นที่พึ่งหวังของประชาชน"
    ขณะที่นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ ออกรายการเรื่องลับมาก (NO CENSOR) ซึ่งมี ดร.เสรี วงษ์มณฑา เป็นพิธีกร ทางช่องเนชั่นทีวีช่อง 22 ถึงข้อกล่าวหามีความสัมพันธ์รู้จักเจ้าของโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย 11 แห่งว่า ไม่จริง เรามีหน้าที่ทำงานตามภารกิจที่รัฐมนตรีกำหนด และตามภารกิจที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายตรงนั้น และไม่ได้รู้จักหรือมีเหตุการณ์อะไรทั้งสิ้นที่จะไปรู้จักคุ้นเคย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น นับจากมีเหตุการณ์นี้จนปัจจุบันนี้ ก็ผ่านมา 1 เดือนครึ่ง สำหรับการแก้ไขปัญหาสถานการณ์หน้ากากอนามัย ไม่เคยคิดต่อกับเจ้าของโรงงาน นอกจากติดตามท่านรองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ พร้อมนักข่าวเป็นร้อยไปตรวจพื้นที่ในครั้งหนึ่ง
    ดร.เสรีถามตอนหนึ่งว่า นายอัจฉริยะไม่ได้เอ่ยชื่อทำไมถึงคิดว่าเป็นเรา นางมัลลิกากล่าวว่า คือเขาพูดซ้ำหลายรอบ คือตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีพาณิชย์คือมัลลิกา รัฐมนตรีแต่งตั้งชัดเจน และด้วยความที่เขาพูดหลายที่ หลายทาง ซ้ำๆ หลายรอบ เขาระบุคาแรคเตอร์ ทีมทนายความเลยบอกว่าอันนี้ทำให้คนไม่สิ้นสงสัยว่าเป็นเรา อย่างคนรู้จักเรา สื่อมวลชน โทรศัพท์มาหาเรา ทำให้คนเชื่อได้ว่าเป็นเรา ที่สำคัญที่สุดพอนอกไมค์ เขาไปยื่นหนังสือให้เจ้าหน้าที่ เขาก็พูดชื่อเราให้นักข่าวฟัง เราก็มีพยาน
    ดร.เสรีถามว่ากลัวเขามีหลักฐานหรือไม่ น.ส.มัลลิกากล่าวว่า ไม่กลัว ตลอดการทำงานยึดมั่นในเรื่องการทำหน้าที่ รับผิดชอบ ไม่เคยด่างพร้อยเรื่องอะไร และเรื่องพวกนี้ถ้ามีข้อมูลเอาไปให้พนักงานสอบสวนอย่าให้รอด อย่างที่บอกว่าอย่าหยุดนะคะ ไม่ว่าจะตรวจสอบมัลลิกาหรือผู้ใด เพราะมันเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง กล้าสาบาน และพร้อมให้คุณอัจฉริยะไปสาบานด้วยว่าไม่มีวาระซ่อนเร้นอะไร ตัวเราเองเรามั่นใจ เราไม่ได้มีส่วนพัวพัน ผูกโยงไปรู้จักมักจี่กับวงวานผู้ประกอบการด้านนี้เลย เราทำหน้าที่ในส่วนที่เรารับผิดชอบ เราไม่ทำนอกเหนือหน้าที่ 
แจ้งความกลับมัลลิกา
    ด้านนายอัจฉริยะ เดินทางไปที่ สน.ทุ่งสองห้อง แจ้งความดำเนินคดีกับนางมัลลิกากับพวกรวม 5 คน กรณีแจ้งความเท็จ เพราะในขณะที่ตนเองไลฟ์สดไม่ได้เอ่ยชื่อบุคคลใด และไม่ได้รับงานใครมา ไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงอะไร แต่ข้องใจเพราะเชื่อว่ามีกระบวนการแสวงหาผลประโยชน์ ที่รู้ล่วงหน้าว่าจะเป็นสินค้าควบคุม อยากได้ความชัดเจนเกี่ยวกับข้อมูลการส่งออกและจำหน่ายหน้ากากอนามัยภายในประเทศ เนื่องจากตนได้รับข้อมูลมาว่ามีบริษัทผลิตหน้ากากอนามัยทั้งหมด 242 แห่ง แต่มีเพียง 7 บริษัทที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกเท่านั้น แล้วหน้ากากอนามัยที่ผลิตจากบริษัทที่เหลืออีก 235 บริษัทหายไปไหน ทำไมถึงไม่ส่งให้กรมการค้าภายในจัดสรรจำหน่าย 
    "เชื่อว่าหากนำหน้ากากที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกมากระจายในประเทศ ก็จะเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ไม่ต้องขาดแคลนอย่างทุกวันนึ้ เพราะมีกระบวนการที่พยายามนำหน้ากากเหล่านั้นส่งออก" นายอัจฉริยะกล่าว
    วันเดียวกัน ที่ศาลอาญา พ.ต.ท.ปริญญา ปาละ รอง ผกก.(สอบสวน) กก.1 บก.ปคบ. นำตัว น.ส.ณัปอิศรา ขอสุข, นายพงษ์พันธ์ โสมสุด, น.ส.น้ำฝน เอยศิริ, น.ส.อุมาพร มั่นคง, น.ส.นิศรา มหาเรือนขวัญ, นางทัศพร ฉันทนาภิธาน และ น.ส.ตาว ตรีเทวี  แยกดำเนินคดีเป็น 7 สำนวน ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ห้ามผู้ประกอบธุรกิจดําเนินการใดๆ โดยจงใจที่จะทําให้ราคาต่ำเกินสมควร หรือสูงเกินสมควร หรือทําให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคาของสินค้าหรือบริการใด, ผู้ใดไม่แสดงราคาหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามกำหนด มาตรา 29, 40 หลังผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ และยินยอมมอบของกลางเพื่อให้แก่สาธารณประโยชน์ ก่อนนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 7 คน พร้อมสำนวนการสอบสวน ส่งให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 และอัยการพิเศษฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 3 ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทันที
    ศาลสอบคำให้การจำเลยทั้งหมดแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพทั้งหมด ซึ่ง น.ส.อุมาพรมีหน้ากากอนามัยสีเขียวไว้ในครอบครองและจำหน่ายเกินราคา จำนวน 4,000 ชิ้น ศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน, น.ส.ตาว มีหน้ากากอนามัย จำนวน 750 ชิ้น พิพากษาจำคุก 2 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี, น.ส.น้ำฝน มีหน้ากากอนามัย จำนวน 125 ชิ้น, นายพงษ์พันธ์ มีหน้ากากอนามัย จำนวน 150 ชิ้น และ น.ส.ณัปอิศรา มีหน้ากากอนามัย จำนวน 150 ชิ้น พิพากษาจำคุก 1 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 6 เดือน
    ศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า จำเลยทั้งห้ามีการกระทำอันเป็นการฉกฉวยโอกาสที่โรคไวรัสโควิด-19 อุบัติร้ายแรงแพร่ระบาดไปทั่วโลก บุคลากรทางแพทย์และประชาชนมีความจำเป็นต้องใช้หน้ากากอนามัย สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว แต่จำเลยทั้งห้ากลับจำหน่ายหน้ากากอนามัยเกินราคาควบคุมที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงเห็นสมควรไม่รอการลงโทษจำเลยทั้งห้า
    ส่วนนางทัศพร มีหน้ากากอนามัย จำนวน 50 ชิ้น และ น.ส.นิศรา มีหน้ากากอนามัย จำนวน 8 ชิ้น พิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 5 หมื่นบาท ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 25,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์จำเลยทั้งสองมีของกลางปริมาณน้อย และไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี
     หลังจากนี้ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำตัวจำเลย 5 คน ที่ศาลไม่รอการลงโทษไปคุมขังไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลางต่อไป.

 
 


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"