ประคองเงินหมุน


เพิ่มเพื่อน    


    ถึงเวลานี้คงต้องยอมรับแล้วว่า โลกกำลังเผชิญกับศัตรูตัวจิ๋วที่ร้ายกาจที่สุดในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา เจ้าเชื้อโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือที่รู้จักกันในนามโควิด-19 ซึ่งได้แพร่ระบาดใหญ่ไปทั่วโลก นอกจากมันจะเป็นเชื้อมฤตยูนำความตายและความเจ็บป่วยมาให้แล้ว มันยังทำลายเศรษฐกิจโลกพังย่อยยับ
    คงไม่ต้องบอกแล้วว่าปี 2020 จะเป็นปีที่เลวร้ายขนาดไหน เพราะตอนที่ระบบเศรษฐกิจของโลกกำลังหยุดชะงัก ทุกประเทศต่างก็ตั้งกำแพงของตัวเองและตัดวงจรการเดินทางค้าขายของโลกจนแทบจะหมดสิ้น  
    สำหรับประเทศไทยของเราเอง คงไม่ต้องบอกแล้วว่า จะบอบช้ำขนาดไหน เพราะบรรดาสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจก็ลุยปรับประมาณการจีดีพีของไทยใหม่ ส่วนใหญ่มาในแนวติดลบทั้งสิ้น ไม่มี มากสุดถึง -2.4% ซึ่งต้องทำใจ เพราะสถานการณ์มันไม่เอื้ออำนวยจริงๆ ทั้งกลุ่มท่องเที่ยว, การบิน เรียกว่าแทบหมดหนทาง ขณะที่การส่งออก ถ้ากลุ่มอาหารและสินค้าจำเป็นก็คงยังขายได้ แต่กลุ่มที่เป็นของฟุ่มเฟือยก็น่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างหนักเช่นกัน
    จะบอกว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ไทยเราอาจจะเจอวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ ปัญหาในตอนนี้สำคัญมาก เพราะในเชิงป้องกัน รัฐใช้นโยบายพยายามจำกัดการเดินทาง เคลื่อนย้าย และปิดที่ชุมนุม ที่มีคนเยอะๆ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวมันกระทบกับธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนมาก
    แน่นอน มาตรการดังกล่าวแม้จะเป็นแนวทางที่ต้องดำเนินการ แต่การที่รัฐบาลไม่นำเสนอมาตรการเยียวยาออกมา เพียงแต่ประกาศขอความร่วมมือ เกรงว่ามันจะไม่ได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพราะต้องเข้าใจ ทุกธุรกิจจะอยู่รอดมันต้องมีกระแสเงินสดหล่อเลี้ยง แต่การที่รัฐออกประกาศสั่งปิดธุรกิจชั่วคราว มันจะไปส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจทันที และจะส่งผลไปสู่การปลดพนักงาน ลูกจ้างได้ อย่าไปคิดว่าการประกาศปิดเพียงแค่ครึ่งเดือน จะไม่มีผลต่อธุรกิจ เพราะในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา เอกชนก็ได้รับความบอบช้ำมาพอสมควรแล้ว
    อย่างในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว จากสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ระบุว่า ความเสียหายจากการระบาดของโควิด-19 นั้น จะอยู่ที่ราวๆ 1 ล้านล้านบาท และที่สำคัญตอนนี้ผู้ประกอบการซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นรายกลาง รายเล็ก ก็จะมีต้นทุนหนี้เงินกู้และค่าใช้จ่าย ค่าพนักงานที่ต้องแบก ซึ่งถ้ารับไม่ไหวก็จะต้องมีการปลดพนักงานออก
    แน่นอน ถ้ารัฐบาลปล่อยให้มีการตกงานจำนวนมาก  มันจะกลายเป็นปัญหาสังคมที่ทับซ้อนกับปัญหาสาธารณสุขอีกทอด จะยิ่งแก้ยากเข้าไปใหญ่
    โดยตอนนี้ในหลายๆ ประเทศ รัฐบาลกลางก็ใช้แนวทางในการแก้ปัญหา โดยยึดวิธีเว้นระยะทางสังคมเช่นเดียวกัน มีการปิดโรงเรียน ปิดสถานที่ที่รวมตัวคนเยอะๆเช่นเดียวกัน แต่ที่แตกต่างก็คือ รัฐบาลของประเทศเหล่านั้นประกาศชดเชยภาคธุรกิจอย่างเต็มที่ โดยมีการยอมจ่ายเงินเดือนแทนเอกชน หรือมีการให้เงินในการใช้ชีวิตประจำวัน ทำทุกวิธีทางไม่ให้คนว่างงาน ไม่ใช่เป็นการแจกเดือนละพันเหมือนอย่างรัฐบาลของเรา เพราะแจกแบบดังกล่าวไม่เกิดประโยชน์ใดๆ
    เห็นแนวทางที่นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า นำเสนอมานั้น ถือว่าน่าสนใจ และรัฐบาลควรหยิบมาพิจารณา ซึ่งต้องโฟกัสในกลุ่มของธุรกิจที่ได้รับความเดือดร้อนและธุรกิจจะไปไม่ไหวจริงๆ ซึ่งสิ่งที่นายกรณ์นำเสนอ คือ 1.การประคองเงินหมุน อย่าให้ประชาชนขาดเงินสด  2.รัฐเตรียมกระสุนให้พร้อมได้ทันที จากงบไม่จำเป็น ไม่เร่งด่วน 3.ทุกกระทรวงปรับงบคืนมา 10% ได้ 3.3 แสนล้าน และ 4.จัดสรรเร่งด่วน 1.8 แสนล้าน ชดเชยรายได้คนไทย ฟื้นชีวิตธุรกิจ
    หน้าที่รัฐตอนนี้คือ ทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้คนตกงาน และธุรกิจขนาดเล็กอยู่รอดภายใต้วิกฤตินี้ หากไม่ทำแบบนี้ ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง จะกลายมาเป็นปัญหาที่กระทบจากปัญหาสาธารณสุขที่หนักอยู่แล้ว.
ลลิตเทพ  ทรัพย์เมือง


รู้แหละว่า "กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน" ช่วงนี้หนักหน่อยก็เห็นใจและซาบซึ้งแต่พลันที่ "นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน" ถือโอกาสออกมา ขอเดือนละ ๕,๐๐๐ เป็นเวลา ๖ เดือนให้พวกเขาบ้าง ......ขนลุก!

"เงินหมุนไป-ไหนล่ะงาน?"
ต่ำใต้ในหล้า"บทศึกษาไทย"
"ถอยเพื่อรุกในแนวรบโควิด"
ข่าวดี "ลุงยง" ถึงคนไทย
ประเทศไทย 'ยังไงๆ ต้องรอด'
เคอร์ฟิว "เซฟก่อนตายจริงๆ"