ทั้ง"พระคุณ-พระเดช"คู่กัน


เพิ่มเพื่อน    

                น่าเสียดาย..........

                บ่ายวาน (๒๕ มี.ค.๖๓) พระสงฆ์เจริญพระปริตร ขจัดปัดเป่าภัยพิบัติ ว่าด้วยโรคระบาด "โควิด-๑๙" ให้บ้านเมือง

                หะแรก เข้าใจว่า

                สถานีโทรทัศน์แต่ละช่องจะถ่ายทอดสดให้ประชาชนได้ฟัง อย่างน้อยจะได้ยึดเสียงร่ายพระปริตรจากพระสงฆ์ เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจกันบ้าง ยามว้าวุ่น

                แต่ปรากฏว่า มีเฉพาะสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ หรือช่อง ๒ เท่านั้่น ที่ถ่ายทอด!

                ก็ไม่ได้บ่นว่า หรือตำหนิอะไรใคร

                เพราะการถ่ายหรือไม่ถ่าย  ไม่มีกฎกติกาอะไรบังคับ

                พระเจริญพระพุทธมนต์หรือพระปริตร เป็นเรื่องทางใจ นานาจิตตัง นั่นแหละ มีความสงบระงับเป็นเป้าหมาย

                ส่วนรายการประจำแต่ละสถานี มันเป็นเรื่องทางธุรกิจ นานอามิสคือสตางค์ ที่มีเรตติ้งและรายได้เป็นเป้าหมาย

                แต่ละช่องคงประเมินดีแล้ว......

                ระหว่างพระปริตรกับธุรกิจในยามนี้ อย่างไหนสำคัญกว่า เขาก็ใช้บทบาทสื่อสนองตอบไปทางนั้น

                ไม่มีอะไรมากกว่านี้ .....

                นอกจากคำ ๒ คำที่ว่า "เสียดาย"!

                พระปริตรกับพระพุทธมนต์ ต่างกันอย่างไร บางท่านอาจสงสัย?

                เท่าที่ผมอ่านจากหนังสือพุทธานุภาพที่ได้มาจากวัดสระเกศนานแล้ว บอกว่า

                พระพุทธมนต์กับพระปริตร เป็นพระพุทธพจน์ คือคำสั่งสอนของพระพุทธองค์เช่นเดียวกัน

                นำมาท่องบ่นสาธยายในรูปแบบบริกรรมภาวนาให้เกิดเป็นสมาธิ เรียก "พระพุทธมนต์"

                ภาวนาจนจิตเกิดสมาธิเป็นหนึ่ง จิตสมาธิ ย่อมมีอานุภาพต่างๆนานา

                จึงนิยมเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อต้านทานสิ่งไม่ดีทั้งหลาย       "พระพุทธมนต์" จึงเรียกว่า "พระปริตร" อีกทางหนึ่ง

                "ปริตร" แปลว่า ต้านทาน, ป้องกัน

                พระพุทธมนต์ในบทที่มีอานุภาพในทางต้านทาน, ป้องกัน, คุ้มครอง, รักษา จึงเรียกว่า "พระปริตร" อย่างที่พระสงฆ์สวด "รัตนสูตร" บ่ายวาน

                เพราะ "รัตนสูตร" เป็นพระสูตรที่ "พระพุทธองค์" ทรงมอบให้พระอานนท์ใช้สวดขจัดปัดเป่าภัยพิบัติที่เกิดกับชาวกรุงเวสาลี เมื่อครั้งพุทธกาล

                ท่านที่เปิดโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ดูเมื่อวาน คงเห็นแล้ว

                "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณฯ "พระสังฆราช" วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม"

                ทรงนำหมู่สงฆ์เจริญพระปริตรพร้อมกันทั่วประเทศ

                ด้วยหวังแห่งจิตตานุภาพ นั้น

                ขจัดปัดเป่าโรคาพาธที่เกิดกับมวลมนุษยชาติและคนไทยให้จางคลายและหายไป

                นอกจากสวดบทรัตนสูตรแล้ว พระสงฆ์ผู้เจริญ ยังสวดบท ๑๒ ตำนาน อีกด้วย

                นอกจากขจัดปัดเป่าโรคภัย ยังมุ่งหวังสร้างขวัญ, กำลังใจ และความสวัสดี

                จงบังเกิดกับทั้งองค์ขัตติยราช ตลอดถึงอาณาประชาราษฎร์ทั้งมวล

                เอาละ........

                ในฐานะที่ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ถือโอกาสนี้ทำความเข้าใจกันเล็กๆ น้อยๆ

                คือก่อนพระจะเจริญพระพุทธมนต์ เรามักจะได้ยินพระสวด "ชุมนุมเทวดา" ก่อน

                ก็ที่คุ้นหูกัน ที่ขึ้นต้นว่า ผะริตวานะ เมตตัง สะเมตตา......ต่อด้วย สัคเค กาเม จะ รูเป นั่นแหละ

                นั่นไม่ใช่พระสวดอ้อนวอนหรือขอความช่วยเหลือจากเทวดา หากแต่เป็นเมตตาแห่งสงฆ์

                พุทธมนต์เป็นมงคลประเสริฐ เมื่อจะร่ายพุทธมนต์เพื่อมนุษย์แล้ว ก็เผื่อแผ่ถึงเทวดาด้วย

                จึงได้อัญเชิญเทวดามาร่วมฟังพร้อมกับเราทุกคนในกาลเดียวกัน

                บทชุมนุมเทวดา ถอดเป็นภาษาไทยก็ประมาณว่า

                "ท่านผู้เจริญ ผู้มีเมตตาขอจงแผ่เมตตาจิตไป อย่าได้มีจิตฟุ้งซ่านสวดพระปริตรเทอญ

                ขอเชิญเทวดาทั้งหลายซึ่งสิงสถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นกามภพ ในชั้นรูปภพ สิงสถิตอยู่บนยอดเขา และที่หุบผา

                ทั้งที่มีวิมานอยู่ในอากาศ และภุมมเทวดาทั้งหลาย ซึ่งสิงสถิตอยู่ในทวีป ในรัฐ ในหมู่บ้าน บนต้นไม้ ในป่าชัฏ ในเหย้าเรือน และเรือกสวนไร่นา

                ตลอดทั้งเหล่ายักษ์ คนธรรพ์ และเหล่านาคทั้งหลาย ผู้เป็นสาธุชน ซึ่งอยู่ในน้ำ บนบก ที่ลุ่ม และที่ดอน

                จงมาชุมนุมกัน ขอเชิญฟังคำของพระมุนีเจ้าผู้ประเสริฐ

                ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้ เป็นกาลฟังธรรม

                ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้ เป็นกาลฟังธรรม

                ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้ เป็นกาลฟังธรรม"

                เอาละ.....

                "จบภาค" พระปริตร ขจัดโควิด-๑๙ ให้ชาวไทยแล้ว

                ก็มาถึงภาค "ขุนพลตู่มาแว้ว" กันบ้าง!

                ก่อนถึงกาลสมัย "สมเด็จพระสังฆราช" ทรงนำหมู่สงฆ์ร่ายพระปริตร

                ตอนบ่าย ๒ โมงกว่า ด้วย "ภาคบังคับ" สถานีโทรทัศน์ทุกช่อง แพร่ภาพ "รวมการเฉพาะกิจ"

                นายกฯ ลุงตู่ ในมาดเข้ม

                ประกาศใช้ "พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน"!

                ไม่ใช่ "คสช." คืนชีพ

                เป็นเพียง "ศอฉ." คืนชีพ!

                ศอฉ. "ศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉิน" จำกันได้มั้ยล่ะชื่อนี้ เมื่อครั้งจลาจลเผาบ้าน-เผาเมือง ปี ๕๓?

                เมื่อยหู-เมื่อยมือเปล่าๆ ที่จะต้องจาระไนซ้ำซาก ว่าเมื่อประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว สิ่งที่ตามมา มันคืออะไรบ้าง?

                ได้ยิน-ได้ฟังนายกฯ แจกแจงไปแล้ว ด้วยน้ำเสียงและลีลาที่คุ้นหูมิใช่หรือ?

                รายละเอียด ด้านสรรพคุณ, ด้านบ่งชี้ ทำนอง "ฝอยสลากยา"อะไรได้-ไม่ได้,ควร-ไม่ควร,รวมถึงคุณและโทษ

                รองนายกฯ วิษณุ ท่านก็จำแนกยิบเป็นการตบตูด!

                สรุปง่ายๆ ละกัน การบริหารรูปแบบ ครม.ประชาธิปไตยเต็มใบ นายกฯ กึ่งๆ เจว็ด

                เป็นหัวหน้ารัฐบาลก็จริง

                แต่อำนาจสั่งการแต่ละกระทรวง แต่ละหน่วยงาน มันเป็นของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงเขา

                ฉะนั้น จะเห็นว่า ทุกเรื่องต้อง "เข้า ครม.ก่อน" และต้องได้รับอนุมัติจาก ครม.ก่อน

                กฎหมายวางกรอบไว้เช่นนั้น.....

                นายกฯ จะล้วงลูก มันก็ได้ (บ้าง) แต่ถ้าลูกกางกฎหมายยักเงี่ยง นายกฯ มีโอกาสตายน้ำตื้นได้

                ในภาวะปกติ ประชาธิปไตย ระบบ "กินแบ่งรัฐบาล" มันก็ว่ากันไป

                แต่ยามไม่ปกติ อะไรๆ ก็ต้องรอเจ้ากระทรวงก่อน เพราะเขาเป็นผู้มีอำนาจในหน่วยงานนั้นๆ

                ประชาธิปไตย รถไฟหวานเย็น ต้องจอดทุกสถานี มันไม่ทันการณ์ ในกรณีโควิด

                เพราะมากกระทรวง มากเรื่อง มากผู้วิเศษ การบริหารปัญหาจึงมากเรื่อง ผลคือ งานเละเทะ

                เมื่อใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายกฯ สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ตั้งศอฉ.ทำนองรัฐบาลและ ครม. "ย่อรูป"

                รัฐมนตรี "กินร้อน-ช้อนเอ็ง" นอนบีบสิวอยู่เฉยๆ ก่อน

                ให้ปลัดกระทรวงแต่ละกระทรวง ทำงานในฐานะ "หัวหน้าศูนย์" ในกระทรวงนั้นๆ แทน

                อย่างพาณิชย์ รัฐมนตรีจุรินทร์ไปนอนนวดหน้าก่อน แล้วให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหน้าศูนย์พาณิชย์

                สาธารณสุข รัฐมนตรีอนุทิน ไปปลูกกัญชากับแอ๊ด คาราบาว ก่อน ให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นหัวหน้าศูนย์

                มหาดไทย พี่ป๊อก ไม่ต้อง...

                ให้ปลัดมหาดไทย เป็นหัวหน้าศูนย์ รับมติจาก ครม.ศอฉ.แล้วยิงตรงไปถึงผู้ว่าฯ แต่ละจังหวัด และผู้ว่าฯ กทม.เลย

                อย่างนี้เป็นต้น........

                และทั้งหมด ขึ้นตรงกับหัวหน้า ศอฉ.คือนายกฯ ที่จะมานั่งหัวโต๊ะบัญชาการเอง

                ประชุมปรึกษารือร่วมกับหัวหน้าศูนย์ เป็น "ครม.ศอฉ." หรือบางเรื่อง "สั่งการไปเลย" ไม่ต้องรอใครก็ได้ ประมาณนั้น

                สั่งตรง-ตัดสินใจตรง ชั้วชะกันไปเลย ไม่ต้องรอ ๗ วัน อังคารที เหมือนประชุม ครม.!

                ตั้งแต่ ๒๖ มี.ค.นี้ไป ๑ เดือน ......

                ในสถานการณ์โควิด นายกฯ เหมือนอำนาจ ม.๔๔ กลับมาอยู่ในมือชั่วคราว!

                "ทหารมีไว้ทำไม?"

                นี่ก็เป็นอีก ๑ คำตอบ เพราะผู้บัญชาการทหารสูงสุด "พลเอกพรพิพัฒน์ เบญญศรี"

                 เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน!

                ทหาร ต้องออกฉากอีก!

                รายละเอียด ขี้เกียจจาระไน รู้ไว้เพียงว่า ใครที่เอะอะอ้าง "กูมีเสรีภาพ" แล้วท้าทาย กวนบั้นท้ายเท้าแบบเดิมๆ

                ไม่เจอ gel แต่มีสิทธิ์เจอ jail ๗ วัน!

                สรุป เป็นว่า.......

                การออกจอลักษณะ "ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่ผู้เดียว" ของนายกฯเมื่อวาน

                ถูกใจโก๋มาก!

                มีแต่คนซี้ดปาก สะใจ ชอบใจ เกรียวกราวว่า "ประยุทธ์คนเดิม" กลับมาแล้ว

                ทั้งเสื้อผ้า, หน้า, ผม (นมไม่เกี่ยว) บุคลิก ลีลา ภาษาที่ใช้เฉียบขาด-ชัดเจน ทุกคนยกนิ้ว บอก

                รายการนี้...ผ่าน!

                นี่ก็สะท้อนว่า เป็นอะไรก็เป็นได้

                แต่ "เป็นที่ตัวเองเป็น อย่าเป็นอย่างที่คนอื่นอยากให้เป็น" ดีที่สุด

                ไม่โควิด-๑๙ ก็โคส้ม-โคแดง ได้หงายท้องกันบ้างละทีนี้!

                


ถึงตอนนี้........ "ม็อบรุ่นใหม่" ก็หนังกลับ "คืนสภาพจริง" "นักเรียน-นักศึกษา" แค่ผักชี นปช.ทักษิณ "เสื้อแดงแจ๋" เนื้อแท้ ชัดเจน!

ประจักษ์ชัดแล้วว่า 'ล้มล้าง'
ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
ฤๅหมาต้องตายในตรอก
'นิมิตเมืองจากชาวเมือง'
"ฟางเส้นสุดท้ายของรัฐบาล"
'ปฐมสถาปนาล้มเจ้า'