คนละไม้คนละมือ


เพิ่มเพื่อน    


    ในช่วงนี้น้ำใจที่หลั่งไหลของคนไทยในยามที่ประเทศเกิดวิกฤติยังไหลมาต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือประชาชนบรรเทาผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดไปทั่วในประเทศไทย ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างก็ทยอยออกมาตรการมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน อย่างกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลด้านพลังงานของประเทศไทยได้ ออกสารพัดมาตรการมาช่วยเหลือประชาชนและครอบคลุมในหลากหลายมิติ รวมไปถึงมาตรการทางด้านสังคม มีการร่วมมือกับองค์กรด้านพลังงานให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างรอบด้าน
    โดยในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมานั้นได้คลอดมาตรการช่วยเหลือล็อตแรกออกมา คือ การคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าสำหรับบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก จำนวน 21.5 ล้านราย ซึ่งได้ทยอยจ่ายคืนเงินให้ผู้ใช้ไฟฟ้าลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมาแล้ว การตรึงค่าไฟฟ้าหรือค่าค่าเอฟทีเดือนพฤษภาคม 2563 ในอัตรา -11.60 สตางค์ต่อหน่วย หรือลดลง 11.60 สตางค์ต่อหน่วย จากค่าไฟฟ้าฐาน คิดเป็นวงเงินประมาณ 4,534 ล้านบาท ต่อเนื่องด้วยมาตรการลดค่าไฟฟ้า อัตรา 3% ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทนาน 3 เดือน ตั้งแต่เมษายน-มิถุนายน 2563 ซึ่งในส่วนนี้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะเป็นผู้รับผิดชอบ และดำเนินการ
    นอกจากนี้ยังขยายระยะเวลาการชำระค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟในกลุ่มธุรกิจโรงแรม และที่ให้เช่าพักอาศัยได้ไม่เกิน 6 เดือนของแต่ละรอบบิล โดยไม่คิดค่าปรับดอกเบี้ยตลอดเวลาผ่อนผัน ตั้งแต่ค่าไฟฟ้าประจำเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2563
    และยังลดค่าก๊าซ LPG ภาคครัวเรือนลง 45 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม เป็นเวลา 3 เดือน และลดราคาขายปลีก NGV ลง 3 บาท/กิโลกรัมให้รถโดยสารสาธารณะ เหลือ 10.62 บาท/กิโลกรัม เป็นระยะเวลา 3 เดือน และตรึงราคา NGV สำหรับรถทั่วไปต่อเนื่องไปอีก 5 เดือน
    นอกจากนี้ ในล็อตที่สองที่เพิ่งประกาศเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา คือลดต้นทุนค่าไฟแก่ผู้ประกอบการในกลุ่ม SMEs โรงงานอุตสาหกรรม และโรงแรม โดยผ่อนผันการเรียกเก็บอัตราค่าไฟฟ้าจากต้องจ่ายตายตัว 70% ของการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในรอบ 12 เดือนมาเป็นจ่ายตามการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ตั้งแต่เมษายน-มิถุนายน 2563 รวม 3 เดือนเช่นกัน
    ลดอัตราสำรองน้ำมันดิบสำหรับผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงจาก 6% ลงเหลือ 4% ระยะเวลา 1 ปี และหลังจากนั้นปรับเพิ่มเป็น 5% ตลอดจนลดค่าไฟฟ้าอย่างน้อย 30% ให้โรงแรมหรือหอพักที่จะปรับเปลี่ยนให้เป็นที่พักฟื้นผู้ป่วยโควิด-19 หรือโรงพยาบาลสนามอีกด้วย
    และหลังจากนี้ กระทรวงพลังงานจะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการผลักดันนโยบายด้านปิโตรเลียมให้เดินหน้าต่อด้วยการส่งเสริมอาชีพในกิจกรรมรื้อถอน และสร้างแท่นปิโตรเลียมแหล่งเอราวัน-บงกช ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะเกิดการจ้างงานราว 2,000 อัตรา จะเกิดการลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานคนไทยมากกว่า 1,000 อัตราต่อปี และเกิดการใช้อุปกรณ์และบริการต่างๆ ในประเทศอีกเป็นจำนวนมาก
    มาตรการต่างๆ ยังไม่นับมาตรการด้านสังคม ซึ่งกระทรวงพลังงานได้ร่วมกับองค์กรด้านพลังงานดำเนินการในหลากหลายปาร์ตี้ เช่น ร่วมมือกับองค์กรและบริษัทด้านพลังงานสนับสนุนทางด้านการแพทย์ในการปลดล็อกเอทานอลที่ใช้ด้านพลังงานมาใช้ผลิตเป็นเจลล้างมือ, การเตรียมผลิตชุดตรวจโควิด-19 จากความสำเร็จของนักวิจัยไทย โดย VISTEC-ศิริราช-ปตท.-SCB ร่วมวิจัยชุดตรวจโควิด-19 ได้สำเร็จ, การมอบหน้ากากอนามัย, การมอบชุด PPE ให้บุคลากรทางการแพทย์, สนับสนุนงบประมาณจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาล, การเปิดช่องทางจำหน่ายแอลกอฮอล์ 70% ที่ปั๊มน้ำมันของ ปตท. ล่าสุด ปตท.จีซี มอบสื้อกาวน์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ผลิตจากเม็ดพลาสติกชนิดโพลีเอทิลีนคุณภาพดีจาก GC และอุปกรณ์ชุดตรวจโควิดให้โรงพยาบาลของรัฐในจังหวัดระยองจำนวน 9 แห่ง
    อย่างไรก็ตาม แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนทางด้านพลังงานจะมาโหมหลากหลายมาตรการ เพื่อช่วยเหลือทั้งภาคประชาชน ภาคผู้ประกอบการแล้วก็ตาม กระทรวงพลังงานในฐานะที่กำกับดูแลในด้านพลังงานก็ต้องคงไม่หยุดเพียงเท่านี้ หวังว่าคงจะทยอยกำหนดมาตรการเพื่อช่วยดูแลและเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมให้กระเตื้องขึ้น
    แต่สิ่งสำคัญคือมาตรการต่างๆ นั้นเพียงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในยามที่เกิดวิกฤติ ก็ยังเห็นความร่วมมือกันของคนไทยคนละไม้คนละมือ ใครมีน้อยก็ให้น้อย ใครมีมากก็ให้มากตามกำลังของตัวเอง แต่สิ่งสำคัญคือเมื่อมีราคาพลังงานถูกลง การใช้ก็ต้องใช้อย่างประหยัดและมีคุณค่าเช่นเดิม เพราะต้นทุนพลังงานนั้น คือการที่เราต้องใช้สูญเสียเงินตราต่างประเทศไปนำเข้ามา ทั้งน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้า บางส่วนต้องใช้เงินในอนาคตไปล่วงหน้า
    และต้องคำนึงกันเสมอว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเราขณะนี้ไม่ใช่เแค่เรื่องการระบาดของไวรัสโควิด-19 เท่านั้น ยังมีเรื่องปัญหาของภัยแล้ง ปัญหาของฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ยังหนักหนาสาหัสในหลายๆ พื้นที่ เลวร้ายที่ยังคงอยู่ และรอการแก้ไขอย่างเร่งด่วนเช่นกัน ดังนั้นหลังจากการแพร่ระบาดหมด ปัญหาที่จะตามมาหลังจากนี้คือระบบเศรษฐกิจที่ร่อแร่ ที่ต้องเร่งกระตุ้นและพยุงให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง เพราะปากท้องของชาวบ้านยังต้องกินต้องใช้      
    ดังนั้น ต้องร่วมกัน อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ.  
 บุญช่วย ค้ายาดี 


เห็น "นพ.บุญ วนาสิน" ประธาน "ธนบุรี  เฮลท์แคร์ กรุ๊ป" ออกโทรทัศน์ช่องเนชั่น เที่ยงวาน (๒๓ มิ.ย.) ฉอดๆ เรื่องจัดหาวัคซีนทางเลือกและเศรษฐกิจแบบเมามัน ใจร้องถามขึ้นมาเองว่า "อีกแล้วหรือ...คุณหมอ เห็นหลบหน้าไปตั้งนาน?"

เรตติงวันเกิด 'ตูดตุ๊กๆ'
เขา 'แก้กันอีกแล้ว' พี่ขา
กีฬา 'ใหญ่กว่า' แก้รัฐธรรมนูญ
ภาษาสื่อ"ปูติน-ไบเดน"
"ลุงป้อม-น้องธรรมนัส"
'เวียดนาม' ใกล้บอลโลก