สส.สวดไล่โควิด 'มงคลกิตติ์'หล่อ บริจาคเงินเดือน


เพิ่มเพื่อน    

    นักการเมืองแข่งกันแสดงบทบาทต่อสู้โควิด-19 ส.ส.ภูมิใจไทยนำชาวบ้านสวดปัดรังควานไล่โควิด-19 ตามประเพณีโบราณของหลวงพ่อปาน ที่เคยสวดไล่โรคห่าเมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว "มงคลกิตติ์" อย่างหล่อ! นำร่องบริจาคเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ส.ส.เข้ากองทุนของรัฐบาล จนกว่ายุบสภาหรือสภาหมดวาระ ดีดลูกคิดแล้วประมาณ 4 ล้านบาท
    เมื่อวันที่ 9 เมษายน ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ซึ่งหัวหน้าพรรคคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ต่างออกมาเปิดเผยถึงการมีส่วนร่วมในการต่อสู้กับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่เลือกตั้งของตนเอง 
    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคภูมิใจไทย เผยว่า ได้นำชาวบ้านสวดปัดรังควานไล่โควิด-19 ตามประเพณีโบราณของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก ซึ่งเคยสวดไล่โรคห่าในช่วงที่โรคห่าระบาดหนักเมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว ทำให้ชาวบ้านปลอดภัย และครั้งนี้ได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อแม้น เจ้าอาวาสวัดหน้าต่างนอก นำสวดและทำน้ำมนต์ใส่ผสมยาฉีดฆ่าเชื้อพ่นทุกหมู่บ้านในเขตพื้นที่ 
    เขากล่าวว่า เป็นพิธีตามความเชื่อเพื่อความสบายใจ และเป็นกำลังใจให้แก่ประชาชนและบุคลากรในพื้นที่ ซึ่งน้ำมนต์ที่ผสมกับยาฆ่าเชื้อเราได้นำไปฉีดพ่นและฆ่าเชื้อได้จริง
    พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ส.ส.ภูมิใจไทยทุกคนต่างให้ความสำคัญในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ของตัวเองมาโดยตลอด ซึ่งเป็นไปตามแนวนโยบายที่นายอนุทินได้พยายามบอกกับลูกพรรคเสมอว่าอย่าทิ้งพื้นที่ อย่าทิ้งประชาชน ยิ่งในช่วงวิกฤติอย่างนี้ ส.ส.ต้องอยู่เป็นที่พึ่งให้ประชาชน ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทยเดินหน้าทำงานทุกคน ไม่ปล่อยให้เวลาสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะเวลาที่เสียไปแต่ละนาที เท่ากับว่าเราได้สูญความหวังที่ประชาชนได้มอบให้เราไปด้วย ดังนั้น ส.ส.พรรคภูมิใจไทยจะต้องอยู่เพื่อเป็นความหวังให้พี่น้องประชาชนต่อ
    ส่วนพรรคการเมืองอื่นได้สร้างบทบาทของตนเองเช่นกัน เช่น นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ ได้ยื่นหนังสือต่อเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ขอบริจาคเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ส.ส. เข้ากองทุนสมทบป้องกันโควิด- 19 ของรัฐบาล ตั้งแต่งวดวันที่ 30 เม.ย.2563-31 มี.ค.2566 หรือจนกว่ายุบสภา หรือหมดวาระสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งรวมแล้วจะเป็นเงินประมาณ 4 ล้านบาท
       นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า เนื่องจากวิกฤตินี้ร้ายแรงไปทั่วโลก ไม่มีใครทราบได้ว่าวิกฤตินี้จะสิ้นลงเมื่อใด และล่าสุดรัฐบาลได้ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินกว่า 1.9 ล้านล้านบาท ถือเป็นการกู้ครั้งสุดท้าย และจะกู้ไม่ได้อีก เนื่องจากเกินลิมิตร้อยละ 60 ของหนี้สาธารณะต่อจีดีพี จึงกู้ไม่ได้อีก และหากแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ภายใน 6 เดือน ทางสุดท้ายเหลือแค่ขายทรัพย์สินภายในประเทศ ซึ่งปัญหาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก มากกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 ถึงประมาณ 3 เท่า เหมือนกับเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 
ทนดูความเดือดร้อนไม่ได้
    ดังนั้น คนไทยทุกคนต้องช่วยกันฝ่าฟันและยอมเสียสละ ตนในฐานะนักการเมือง ส.ส. ไม่สามารถทนเห็นความเดือดร้อนของประชาชนตาดำๆ ได้ ไม่สามารถที่จะทนรับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งที่เป็นภาษีของพี่น้องประชาชนได้อีก ส่วน ส.ส.หรือ ส.ว.ท่านอื่นจะดำเนินการตามหรือไม่ ขอให้เป็นดุลพินิจส่วนบุคคล แต่ขอขอบคุณนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ ที่จุดประกายเรื่องนี้ นอกจากนี้ขอเรียกร้องไปยังนายทุนและเจ้าสัวให้ออกมาช่วยกันแก้ปัญหาในครั้งนี้
       "การบริจาคเงินขอให้เป็นดุลพินิจส่วนบุคคล แต่สถานการณ์ปัจจุบันตอนนี้ทุกคนเดือดร้อนกันหมด เราจะเอาตัวรอดเฉพาะครอบครัวเรา แต่ประชาชนไม่รอด ตัว ส.ส. ส.ว.รัฐบาล เจ้าสัว นายทุน ก็ไม่รอดเหมือนกัน เพราะสุดท้ายหากเราแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ภายใน 6 เดือน เราไม่มีเงินให้เขาแล้ว คนพวกนี้ก็จะไม่มีอันจะกิน เขาก็จะใช้วิธีปล้นสะดมกัน เพราะฉะนั้นอย่าให้ต้องทุบหม้อข้าว เพราะการกู้เงินครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เราไม่สามารถกู้ได้อีกแล้ว เพราะมันชนเพดานแล้ว มันคล้ายๆ กับการเสียกรุงครั้งที่ 2 ต่างแค่เป็นสงครามที่มีศัตรูเป็นไวรัสเท่านั้นเอง ซึ่งมันร้ายกาจกว่าศัตรูที่เป็นมนุษย์หลายเท่า จึงอยากให้สมัครสมานสามัคคี และร่วมกันเสียสละให้ถึงที่สุด สุดท้ายถ้าสถานการณ์ไปต่อไม่ได้ กู้ไม่ได้ พวกเราเองในฐานะที่เป็น ส.ส.มีทรัพย์สินเท่าไหร่ก็คงต้องขายทั้งหมด เพื่อนำมาช่วยเหลือให้ประเทศไทยผ่านจุดนี้ไปได้" นายมงคลกิตติ์กล่าว
       นายสรศักดิ์ เพียงเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า นายมงคลกิตติ์ได้ยื่นเป็นเอกสารมา เมื่อตรวจสอบแล้วสามารถบริจาคได้ เพราะถือว่าเป็นเจตนาของนายมงคลกิตติ์ โดยตนจะรับไปดำเนินการให้โดยหักทุกเดือน เมื่อเงินเดือนออกไม่ได้หักทั้งก้อน 
    ทั้งนี้ ในปัจจุบันเงินเดือน ส.ส.อยู่ที่ 113,000 บาท ซึ่งในส่วนนี้ส.ส.ถูกหักเข้ากองทุนให้กับผู้ที่เป็น ส.ส. 3,500 บาท นอกจากนี้ที่ผ่านมายังมี ส.ส.บางพรรคให้หักเงินเพื่อนำส่งพรรค ทางตนก็ทำให้ เพราะเป็นหนังสือแสดงเจตนาและเป็นความประสงค์ชัดเจน อย่างไรก็ตาม การหักเงินต้องคิดภาษี เพราะเงินส่วนนี้ถือเป็นรายได้ส่วนบุคคล  
    เมื่อถามว่ายังมี ส.ส.คนอื่นแสดงเจตจำนงให้หักเงินเดือนอีกหรือไม่ นายสรศักดิ์ตอบว่า เท่าที่ทราบจากเจ้าหน้าที่ มี ส.ส.โทร.มาสอบถามว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้นโยบายในเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งตนได้ตอบกลับว่าตอนนี้ท่านยังไม่มีนโยบายในเรื่องนี้ จึงยังเป็นข้อสอบถามเท่านั้น และนายชวนได้ให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่า ส.ส.ส่วนใหญ่ลงพื้นที่ จึงไม่มีการหักเงินส.ส.
ใครอยากบริจาคก็ขอเชิญ
    "เท่าที่ผมได้ติดตาม ส.ส.ได้ลงพื้นที่โดยเงินส่วนตัวช่วยเหลือประชาชนในการจัดการหน้ากากอนามัย พ่นยาฆ่าเชื้อต่างๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หาก ส.ส.คนใดต้องการให้ทางสภาหักเงินเดือนจำนวนเท่าไหร่ ก็สามารถทำหนังสืออย่างเป็นทางการมายังสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้ โดยเรายินดีทำให้" นายสรศักดิ์กล่าว
    นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท พรรคพลังประชารัฐ นำเงินเดือน ส.ส. 1 เดือน จำนวน 113,560 บาท พร้อมกับหน้ากากอนามัยแบบผ้า จำนวน 10,000 ชิ้น ไปมอบให้กับนางนงนุช ใจเอี่ยม ประธานชมรม อสม.จังหวัดชัยนาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ อสม.ในจังหวัดชัยนาท จำนวน 9,600 คน ที่เสียสละแรงกายแรงใจและความสุขส่วนตัวออกปฏิบัติหน้าที่ช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างไม่ย่อท้อ 
     มีรายงานข่าวเปิดเผยว่า หลังจากมีการเผยแพร่หนังสือขอความร่วมมือสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ร่วมบริจาคเงินในการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นกองทุนบรรเทาทุกข์ของประชาชนในนามวุฒิสภา ลงนามโดยนายนัฑ ผาสุข เลขาธิการวุฒิสภา ลงวันที่ 8 เมษายน เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียได้เกิดเสียงวิพากษ์อย่างกว้างขวางในลักษณะผิดหวัง เพราะแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นการหักคอ ส.ว.ทุกคนต้องสละเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งประจำเดือนเมษายนคนละประมาณ 110,000 บาทตามที่เข้าใจมาแต่ต้น เนื่องจากในหนังสือดังกล่าวเป็นเพียงขอความร่วมมือจาก ส.ว.ร่วมบริจาคเงินขั้นต่ำจำนวนท่านละ 50,000 บาท เพื่อเป็นกองทุนบรรเทาทุกข์ของประชาชนในนามวุฒิสภา อีกทั้งมีเอกสารแนบให้กรอกใช้ข้อความว่า "ขอเรียนเชิญสมาชิกวุฒิสภาได้โปรดพิจารณาแสดงความประสงค์ในการบริจาคเงิน.." เท่ากับว่าใครไม่ประสงค์บริจาคเงินก็ได้
    ข่าวแจ้งว่า สำหรับการบริจาคเงินเดือนของรัฐมนตรีนั้น ครม.เคยประชุมเมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา เห็นชอบให้หักเงินเดือน 1เดือนมาช่วยแก้ปัญหาโควิด-19 หลังจากนั้นการแพร่ระบาดของไวรัสก็รุนแรงขึ้นตามลำดับ แต่ก็ไม่ปรากฏว่า ครม.จะเสียสละเงินเดือนเพิ่มเติมอีก ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐมนตรีทำไมไม่เสียสละให้มากกว่านี้ ทุกคนล้วนแต่เป็นคนร่ำรวย มีทรัพย์สินมากมายกันทั้งนั้น.


๑๔ ตุลา ๑๖ ๖ ตุลา ๑๙ พฤษภาทมิฬ ๓๕ ผมเห็นมาทุกม็อบ เข้าไปอยู่ในม็อบก็มี

เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส
"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?
ชังชาติโดยสันดาน
'ประยุทธ์' ชวนแก้รัฐธรรมนูญ
'คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ'
บันทึกช่วย 'อัยการ-ตำรวจ' จำ