7วันฝ่าฝืนพรก.4พันคดี! จับ'โกดัง'หน้ากาก113ล.


เพิ่มเพื่อน    

    "ศบค." ห่วงยอดผู้ป่วยโควิด-19 ลดช้า หลังผู้ฝ่าฝืนเคอร์ฟิวยังแตะหลักพันต่อวัน เล็งแยกตัวเลขรายจังหวัดปรับแผนคุมเข้มใหม่ "อัยการ" เผยประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมา 7 วัน ดำเนินคดีผู้กระทำผิด 4,138 คดี ผู้ต้องหา 5,264 คน ออกนอกบ้านเกินเวลามากสุด ฮึ่ม! แอบจำหน่ายเหล้าเจอสั่งหยุดขายแน่ "ปคบ." ทลายโกดังยึด "หน้ากากอนามัย-เจล" ผิด กม.กว่า 113 ล้านบาท "จุรินทร์” แจ้งจับ "อัจฉริยะ" หมิ่นประมาท 
    เมื่อวันที่ 10 เม.ย. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงผลการปฏิบัติการผู้ฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (เคอร์ฟิว) คืนวันที่ 9 เม.ย. ต่อเนื่องวันที่ 10 เม.ย. ว่ามีผู้ออกนอกเคหสถาน 1,152 ราย มั่วสุมรวมกลุ่ม 94 คน รวม 1,246 คน แบ่งเป็นดำเนินคดี 1,083 คน ตักเตือน 163 คน ถือว่าลดลงจากวันก่อน
    "ถ้าจะให้ตัวเลขผู้ป่วยลดลงกว่านี้จะต้องออกจากบ้านน้อยกว่านี้ ตอนนี้ผมได้ประสานให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติแยกตัวเลขมาเป็นรายจังหวัด เพื่อให้เห็นการให้ความร่วมมือของประชาชนแต่ละพื้นที่ จะได้นำไปวิเคราะห์ถึงผลที่ตามมา ซึ่ง สตช.จะดำเนินการให้" โฆษก ศบค.กล่าว
    ขณะที่ พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงการตั้งด่านตรวจช่วงเคอร์ฟิวกว่า  900 ด่านทั่วประเทศว่า คืนวันที่ 9 เม.ย. มีการตรวจค้นบุคคล 27,558 ราย ตรวจรถยานพาหนะ 21,289 คัน จับกุมดำเนินคดี 1,083 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนเดิมที่เคยฝ่าฝืนและว่ากล่าวตักเตือนไปก่อนหน้านี้แล้ว  
    พล.ต.ท.ปิยะยังชี้แจงกรณีพยาบาลของโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าท้วงติงการตั้งด่านของเจ้าหน้าที่ตำรวจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เรื่องมาก เรื่องเยอะ ไม่เว้นบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งที่ทำงานมา 16 ชั่วโมง ต้องเสียเวลายื่นบัตรแล้วก็ไม่อ่าน ถามอย่างเดียว อีกทั้งยังเชิญลงจากรถและให้ต่อคิวสแกนบัตรประชาชนว่า หลังจากทราบข่าวได้มีการตรวจสอบ และทราบว่าเป็นพื้นที่ของ สน.ทุ่งสองห้อง ซึ่งทาง พ.ต.อ.อำนาจ อินทรศวร ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง ชี้แจงว่าเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน
    "เหตุการณ์ดังกล่าวแบ่งเป็น 3 กรณี 1.เป็นการเข้าออกเวรปกติและใส่เสื้อคลุม, มีการตรวจสอบ แต่ผู้กำกับยืนยันอยู่ในเหตุการณ์และมีการขอตรวจสอบเอกสารจากพยาบาลคนดังกล่าวเพื่อแสดงตัว แต่เนื่องจากเป็นวันแรกทางตำรวจ จึงขอเอกสารยืนยันจากต้นสังกัด 2.ครั้งที่สามไม่ได้แต่งชุดพยาบาล ตำรวจจึงขอตรวจผ่านแอปพลิเคชันบัตรประชาชนโดยใช้เวลาแค่ 1 นาที และ 3.หลังเกิดเหตุ ผกก.ทุ่งสองห้องได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปทำความเข้าใจและขอโทษพยาบาลคนดังกล่าวว่าเป็นความคลาดเคลื่อน พร้อมยืนยันว่าบุคลากรทางการแพทย์จะได้รับการยกเว้น โดยไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องแบบ แค่แสดงหนังสือรับรอง พร้อมระบุว่าได้สั่งกำชับไปยังด่านตรวจทั่วประเทศเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปในแนวเดียวกัน" โฆษก ตร.กล่าว
    ด้านนายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลงภาพรวมการดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืนช่วงเคอร์ฟิวระหว่างวันที่ 3-9 เม.ย.63 ว่า คดีที่ฟ้องทั้งหมดจำนวน 4,138 คดี ผู้ต้องหา 5,264 คน แบ่งเป็นเพศชาย 4,054 คน เพศหญิง 1,210 คน ช่วงอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 91 คน อายุ 18-20 จำนวน 470 คน อายุกว่า 20-35 ปี จำนวน 2,537 คน อายุกว่า 35-55 ปี จำนวน 1,764 คน อายุ 55 ปีขึ้นไป จำนวน 402 คน ข้อหาที่ฝ่าฝืนมากที่สุดคือการออกนอกเคหสถาน
ฝ่าฝืนเคอร์ฟิวฟันหนัก
    "คดีที่มีการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นอกจากพนักงานอัยการจะต้องดำเนินคดีโดยรวดเร็ว เฉียบขาด และขอให้ศาลลงโทษสถานหนักแล้ว นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด ได้สั่งในหนังสือให้พนักงานอัยการทั่วประเทศที่ฟ้องคดีให้มีคำขอต่อศาลบังคับใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย การดำเนินคดีที่ผ่านมาพนักงานอัยการได้มีคำขอท้ายฟ้อง และศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลย พร้อมกับให้ใช้มาตรการวิธีการเพื่อความปลอดภัยด้วย เช่น ศาลจังหวัดพะเยา ศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว) นอกจากลงโทษจำคุกและรอการลงโทษจำคุกไว้แต่ให้ปรับ จำเลยพร้อมกับมีคำสั่งมีให้กักกันจำเลยไว้ในเคหสถานมีกำหนด 7 วัน เป็นต้น กรณีดังกล่าวผู้ที่ถูกศาลพิพากษาให้ใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยข้างต้นต้องปฏิบัติ หากฝ่าฝืนคำสั่งศาลจะมีโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 196 ลงโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" นายประยุทธกล่าว
    รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดกล่าวถึงกรณี กทม.มีคำสั่งห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงวันที่ 10 -20 เม.ย.นี้ว่า หากพบมีการฝ่าฝืน และมีการฟ้องคดีมายังชั้นพนักงานอัยการแล้ว  พนักงานอัยการสามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้บุคคลดังกล่าวหยุดประกอบอาชีพในการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ ส่วนระยะเวลาในการหยุดประกอบอาชีพนั้น จะนานหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล
    วันเดียวกัน ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบก.ปคบ., เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา, นายชาตรี อารีวงศ์ ผู้อำนวยการกองตรวจสอบและปฏิบัติการ แถลงผลการจับกุมหน้ากากอนามัย อุปกรณ์ชุดตรวจไวรัสโควิด-19, ชุดตรวจป้องกัน PPE, เครื่องวัดอุณหภูมิแบบอินฟราเรดและเจลแอลกอฮอล์ รวมมูลค่าของกลางกว่า 113,990,000 บาท
    พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์กล่าวว่า ปคบ.ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนมีการลักลอบนำเข้าสินค้าควบคุม (หน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์) มาเพื่อจำหน่าย จึงสืบสวนทราบว่าโกดังเลขที่ 60/10-11 ซ.บางกระดี่ 16 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ เป็นแหล่งเก็บสินค้าดังกล่าว จึงขออนุมัติหมายค้น ตามหมายค้นศาลแขวงธนบุรี ที่ 10/2563 เข้าตรวจสอบพบนายมานะ ถาวร เป็นผู้ดูแลสถานที่ 
    จากการตรวจค้นพบของกลาง 10 รายการ ประกอบด้วย 1.หน้ากากอนามัย 160,000 ชิ้น 2.หน้ากากผ้า (PITTA MASK) 81,600 ชิ้น 3.เจลแอลกอฮอล์ 473,974 ขวด 4.เครื่องวัดอุณหภูมิแบบยิงอินฟราเรด 1,280 ชิ้น 5.ชุดตรวจหาเชื้อโรค 4,500 กล่อง 6.ชุดป้องกันโรค PPE 4,000 ชุด 7.ถังบรรจุเจลล้างมือขนาด 40 ลิตร จำนวน 88 ถัง 3,520 ลิตร 8.เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์เกี่ยวข้องที่ใช้กับแหล่งจ่ายไฟฟ้าประธาน สำหรับใช้ในที่อยู่อาศัย (ลำโพง) จำนวน 190 หน่วย 9.ของเล่นไม่แสดงเครื่องหมาย มอก. จำนวน 48 หน่วย 10.เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์เกี่ยวข้องที่ใช้กับแหล่งจ่ายไฟฟ้าประธาน สำหรับใช้ในที่อยู่อาศัย (กล่องรับสัญญาณ) จำนวน 280 หน่วย มูลค่าของกลางที่ตรวจยึด 113,990,000 บาท
    "สอบถามคนดูเเลภายในโรงงานรับว่ามีการนำเจลเเอลกอฮอล์มาผสมกันเองภายในโรงงานจริง ซึ่งสินค้าที่ตรวจพบมีทั้งผลิตเองเเละนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งในส่วนนี้ต้องตรวจสอบเเละเตรียมเเจ้งข้อเเตกต่างกันออกไป พร้อมเตรียมติดต่อเจ้าของโกดังมาสอบปากคำเเจ้งข้อหาต่อไป" ผบก.ปคบ.กล่าว
    ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ มอบหมายอำนาจให้นายสุริยะ อรุณรุ่ง ทนายความ เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ในข้อหาการกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (2) ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ด้วยการกระจายภาพ กระจายเสียง ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 326, 328 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หลังนายอัจฉริยะมีพฤติกรรมในการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ผ่านเฟซบุ๊กของชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม และเผยแพร่ข้อความดังกล่าวให้แพร่หลายสู่ประชาชน รวมทั้งสิ้น 5 กรรม ต่างวาระกัน เพราะนายอัจฉริยะใส่ความด้วยการไลฟ์สดใส่ร้ายนายจุรินทร์ถึง 5 ครั้ง
    ส่วนนายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการคณะที่ 2 ในคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้ดำเนินการเข้ามาตรวจสอบการกักตุนหน้ากากอนามัย กล่าวถึงกรณีตำรวจจะดำเนินคดีกับเพจแหม่มโพธิ์ดำที่ออกมาตรวจสอบกระบวนการกักตุนหน้ากากเป็นรายแรกว่า ข้อมูลที่แหม่มโพธิ์ดำได้นำมาตีแผ่ให้ประชาชนได้รับทราบก็สอดคล้องกับการแจ้งความเอาผิดกับนายศรสุวีร์ หรือเสี่ยบอย ที่โพสต์เฟซบุ๊กอ้างว่ามีหน้ากาก 200 ล้านชิ้น ก่อนขยายผลมาสู่การจับกุมนายพันธ์ยศได้พร้อมของกลาง ซึ่งก็เป็นผลมาจากโพสต์ของเสี่ยบอยที่เพจแหม่มโพธิ์ดำเอามาเผยแพร่ แสดงว่าโพสต์ดังกล่าวเป็นหลักฐานที่นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิด แล้วจะมาดำเนินคดีกับผู้ที่ชี้เบาะแสได้อย่างไร และอาจเป็นการปิดปากประชาชนในการแสดงความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการ
    พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงกรณีการจะดำเนินคดีแอดมินเพจแหม่มโพธิ์ดำว่า เรื่องดังกล่าวมีผู้ได้รับความเสียหายมาร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนว่าได้รับความเสียหายจากการที่เพจแหม่มโพธิ์ดำแชร์โพสต์ดังกล่าว ซึ่งตอนนี้เป็นกระบวนการสอบสวนตามกระบวนการ เมื่อมีผู้มาร้องทุกข์ก็ต้องมีการสอบสวน ซึ่งยังไม่ได้หมายความว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดแต่อย่างใด 
    มีรายงานว่า นายพันธ์​ยศ​ อัครอมร​พงศ์​ ประธานยุทธศาสตร์พรรคภราดรภาพ ได้เขียนใบลาออกสมาชิกพรรค หลังข่าวมีส่วนพัวพันในคดีเรื่องของการกักตุนหน้ากากอนามัย และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ.​ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหา 
    "เพื่อเป็นบรรทัดฐานและธรรมเนียมปฏิบัติ​ที่ดี​ รวมทั้งต่อความสง่างามของตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรคภราดรภาพ ข้าพเจ้ามีความประสงค์ที่จะขอลาออกจากตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรคภราดรภาพ และสมาชิกของพรรค​ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป" นายพันธ์ยศเขียนในใบลาออกตอนหนึ่ง.


จัดหนักจัดเต็มทั่วหน้า ไม่มีคำว่าสองมาตรฐาน อ่านบทความอาจารย์แก้วสรร อติโพธิ ใน www.thaipost.net วานนี้ มองเห็นหลายๆ เรื่องในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ได้ชัดเจนขึ้น

"ทักษิณ" ท้ารบ "จตุพร"
หมาเยี่ยวรดภูเขาทอง
บาปหนาของคณะราษฎร
'ท่านสส.ครับ...โปรดฟังสักนิด'
เหตุจาก 'เลือดนอง' กลางจอ
สืบสายโลหิต 'ม็อบ ๓ นิ้ว'