ตร.ปะทะเดือดแก๊งยาเสพติดถูกยิงเจ็บ2นาย


เพิ่มเพื่อน    

    ตำรวจภาค 9 สกัดจับไอซ์ล็อตใหญ่ 651 กก. มูลค่ากว่า 500 ล้านบาท ขนจากภาคเหนือลงสู่ใต้ ก่อนลักลอบนำเข้าประเทศเพื่อนบ้าน ได้ผู้ต้องหา 2 คน ส่วนที่กรุงเทพฯ แก๊งยาเสพติดดวลปืนเจ้าหน้าที่ 2 ผู้หมู่ถูกยิงบาดเจ็บ แต่คนร้ายก็จนมุมพร้อมของกลาง ส่วนอีกคนพังฝาบ้านหลบหนีไปได้
    เมื่อวันที่ 2 เมษายนนี้ ที่ สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 แถลงข่าวการจับกุมไอซ์ล็อตใหญ่ น้ำหนัก 651 กิโลกรัม มูลค่า 520 ล้านบาท พร้อมผู้ต้องหา 2 คน มีนายสัมพันธ์ หรือแทน แซ่หาญ อายุ 29 ปี และนายบารมี หรือหวัง ย่างเจริญทรัพย์ อายุ  37 ปี ทั้งสองคนเป็นชาว จ.แพร่ ยึดรถยนต์กระบะ 2 คัน โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง โดย พ.ต.ท.พรชัย สุวรรณวงศ์ รอง ผกก.กก.สส.2 บก.สส.จชต. หัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติด กองบังคับการสืบสวนจังหวัดชายแดนภาคใต้ นำกำลังติดตามจับกุมได้ที่บริเวณริมถนนสายเอเชีย หน้าปั๊มน้ำมันเชลล์ท่าช้าง ถนนสายเอเชีย หมู่ 5 ต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ขณะลำเลียงมากับรถยนต์กระบะ โดยจับกุมนายสัมพันธ์พร้อมไอซ์ได้ที่เกิดเหตุ ส่วนนายบารมีสามารถขับรถหลบหนีไปได้ แต่ถูกสกัดจับได้บริเวณจุดสกัดท่างาม หมู่ 2 ต.วัดโบสถ์ อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก  
    จากการสอบสวนทราบว่า ไอซ์ล็อตนี้ถูกลักลอบนำเข้ามาจากชายแดนในพื้นที่ภาคเหนือ และนำมาพักไว้ในพื้นที่ จ.สงขลา เพื่อรอให้เครือข่ายค้ายาเสพติดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ส่งต่อเข้าไปยังประเทศมาเลเซีย และเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดของนักค้ายาเสพติดข้ามชาติรายสำคัญ ฉายา "พ่อเลี้ยงตี๋" ซึ่งมีเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด 12 คน ทั้งในไทยและในประเทศมาเลเซีย ขณะนี้เจ้าหน้าที่รู้ตัวหมดแล้ว
    ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมเครือข่ายค้าไอซ์และยาบ้าข้ามชาติได้หลายราย เช่น เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 60 จับกุมนายมาโนช วัดจินดา พร้อมพวกรวม 2 คน ยึดยาบ้าได้ 372,000 เม็ด วันที่ 9 มกราคม จับกุมนายอดุล เมฆชัย พร้อมพวกรวม 2 คน ยึดไอช์ 150 กิโลกรัม และล่าสุดเมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา ยึดไอซ์ล็อตมโหฬารได้ 700 กิโลกรัม ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่
    อีกราย ที่กรุงเทพฯ เวลา 01.30 น. วันที่ 2 เมษายน ร.ต.อ.ภัทรศักดิ์ สมงาม รอง สว. (สอบสวน) สน.คันนายาว รับแจ้งเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกคนร้ายยิงบาดเจ็บ 2 นาย ภายในบ้านเลขที่ 93 ชุมชนริมคลองลำเกร็ด ซอยกาญจนาภิเษก 8/1 ถนนเลียบด่วนวงแหวนกาญจนาภิเษก แขวงรามอินทรา เขตคันนายาว จึงไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.ท.ณัชพิสิษฐ์ เสียงหวาน สวป.สน.คันนายาว เจ้าหน้าที่ชุดจู่โจม สน.คันนายาว เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน และอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง
    ที่เกิดเหตุเป็นบ้านแบ่งเช่าอยู่ภายในชุมชนดังกล่าว บริเวณหน้าบ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจพบรอยเลือดหยดเป็นทาง ก่อนจะควบคุมตัวนายมณเทียร ปันโรคา อายุ 36 ปี ผู้ก่อเหตุ พร้อมปืนแมกกาซีน ขนาด .380 ซูเปอร์ออโต้ ภายในแมกกาซีนเหลือกระสุน 3 นัด ใกล้กันพบปลอกกระสุนตกอยู่ 1 ปลอก และรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า มีโอ สีม่วง ทะเบียน กษข 922 นครปฐม ตรวจค้นภายในบ้านพบยาบ้าประทับตรา 999 จำนวน 2 มัด มัดละ 2,000 เม็ด ยาบ้าซองเล็ก 5 ถุง ถุงละ 200 เม็ด ยาบ้ารวม 5,000 เม็ด ไอซ์ชนิดเกล็ดประมาณ 200 กรัม อุปกรณ์เสพยา ถุงพลาสติกจำนวนหนึ่ง เครื่องชั่งน้ำหนัก และอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ขนาด .38 อีก 1 กระบอก ซุกซ่อนในลำโพงเครื่องเสียง เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน
    สำหรับตำรวจผู้บาดเจ็บ 2 นาย คือ ส.ต.ท.สุเทพ บุญยืน อายุ 32 ปี ผบ.หมู่ กองร้อยที่ 1 กก.ควบคุมฝูงชน 1 บก.อคฝ. มีแผลถูกยิง 2 นัด บริเวณศอกและแขนซ้าย และ ส.ต.ท.ศราวุทธ นาคพันธ์ อายุ 30 ปี ผบ.หมู่ ป. สน.คันนายาว ถูกยิงบริเวณท้อง 1 นัด ถูกนำส่งโรงพยาบาลนพรัตน์ อาการปลอดภัยแล้ว
    จากการสอบสวนนายมณเทียร ให้การรับสารภาพว่า ก่อนเกิดเหตุตนขี่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมาจากบ้านพักย่านคู้บอน 25 เพื่อมารับยาบ้า 200 เม็ด และยาไอซ์ 40 กรัม จากนายตุ่น ไม่ทราบชื่อ สกุลจริง อายุประมาณ 30 ปี ที่พักอาศัยอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุ เพื่อนำไปขายต่อให้เอเยนต์รายย่อยละแวกบ้านพัก แต่ระหว่างนั้นมีตำรวจบุกเข้ามาจับกุม ตนเองเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคู่อริจะเข้ามาทำร้าย จึงชักปืนยิงสวนไป 3 นัด และเกิดการชุลมุนกันขึ้น ก่อนที่ตนเองจะถูกจับกุมได้ ส่วนนายตุ่นได้พังฝาห้องกระโดดหนีไป.


หมู่นี้ ขบวนการล้มเจ้า "โจมตีสถาบัน" หนัก ถึงขั้น "ปั้นข่าวเท็จ" เอาดื้อๆ ว่า "พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว" และ "สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี" ทรงพระประชวร เขียนเป็นตุ-เป็นตะ ว่าทรงพระประชวรด้วยพระอาการโรคนั้นๆ ประทับรักษาพระองค์อยู่โรงพยาบาลนั้นๆ เผยแพร่ทางออนไลน์

โปรใหม่ "ล่าสุด" ชวนฉีด
"วาระแห่งชาติ" คืออะไร?
มหาดไทย "สะท้อนไทย"
๒ ยุค ๒ สมัย ใน ๑ ลีลา
เมื่อ "เดือนกันยา" มาเยือน
ประชาธิปัตย์ "เท่" อีกแล้ว