“โควิด-19”ขย่มส่งออก


เพิ่มเพื่อน    

       “กระทรวงพาณิชย์” ได้ออกมาเปิดเผยถึงภาพรวมการส่งออกของไทยในเดือน มี.ค.2563 ซึ่งเป็นข่าวดีว่า ส่งออกกลับมาขยายตัวได้ที่ระดับ 4.17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นการขยายตัวในรอบ 8 เดือน ด้วยมูลค่าการส่งออกที่ 2.2 หมื่นล้านบาท มาจากปัจจัยหลักของการขยายตัวของการส่งออกในอุตสาหกรรมหลัก โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ  คอมพิวเตอร์ เพราะอานิสงส์จากปัญหาสงครามการค้าโลกที่คลี่คลายลง

                ภาพรวมการส่งออกไทยในปี 2563 นั้น “กระทรวงพาณิชย์” มองว่า หากจะทำให้ตัวเลขส่งออกในปีนี้ขยายตัวได้ที่ 0% ไทยจะต้องเร่งส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 2.05 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือหากต้องการให้ส่งออกโตถึง 2% ไทยจะต้องส่งออกเฉลี่ยที่ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน

                ขณะที่ภาคเอกชน อย่าง “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ประเมินภาพการส่งออกของไทยในไตรมาสที่ 1/2563 จะขยายตัวได้ที่ 0.9% ซึ่งเป็นการพลิกกลับมาขยายตัวในรอบ 5 ไตรมาส จากแรงหนุนของการส่งออกทองคำและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวดีที่ 8.6% เนื่องจากตลาดส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ทดแทนจีนที่ปิดโรงงาน และการผลิตชั่วคราวในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ทำให้คาดว่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงครึ่งปีแรกที่ขยายตัวได้ดี มาจากการปิดโรงงานผลิตชั่วคราวของจีน และความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นจากการ work from home ในหลายประเทศทั่วโลก จากมาตรการล็อกดาวน์ ส่วนในครึ่งปีหลังประเมินว่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จะกลับมาหมดตัวอีกครั้ง หลังจากปัจจัยหนุนชั่วคราวหมดไป

                ทั้งนี้ ประเมินว่าภาพรวมการส่งออกของไทยในปี 2563 จะหดตัว 5.6% แม้ว่าการส่งออกสินค้าอาหารคาดว่าจะขยายตัวได้ดี จากอานิสงส์ความต้องการในตลาดโลก แต่ปัจจัยเสี่ยงอย่างเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอย ส่งผลให้ความต้องการสินค้าไทยในตลาดโลกโดยรวมลดลงไปด้วย ประกอบกับห่วงโซ่การผลิตหยุดชะงัก จากการประกาศล็อกดาวน์ของหลายประเทศทั่วโลก

                ขณะที่ “ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS” คาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยในปีนี้จะขยายตัวติดลบ 8.6% พ่วงด้วย 3 แรงกระเพื่อมหลักจากโควิด-19 ที่จะมีผลต่อการส่งออกในระยะต่อไป 1.ดีมานด์จากจีนชะลอตัวจากเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวช้ากว่าช่วงวิกฤติโรคซาร์ส แม้จีนจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว แต่ความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดระลอก 2 ยังมีอยู่ ประกอบกับเศรษฐกิจจีนที่เริ่มขยายตัวชะลอลงมาตั้งแต่ปี 2011 ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอาจไม่รวดเร็วดังเช่นช่วงที่เกิดซาร์ส และล่าสุด เศรษฐกิจจีนในไตรมาส 1/2563 ก็ติดลบสูงถึง 6.8% จากปีก่อน ถือเป็นการหดตัวครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2519 สอดคล้องกับ IMF ที่ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจจีนปีนี้ว่าอาจขยายตัวได้เพียง 1.2% จากเดิมที่คาดว่าจะโต 6%

                2.เศรษฐกิจและการค้าโลกดิ่งลึกจากมาตรการ Lockdown และ Social Distancing ซึ่งทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายแห่งทั่วโลก ทั้งภาคการผลิต การท่องเที่ยว การบริโภคในประเทศ รวมถึงการจ้างงานแทบจะเรียกได้ว่าหยุดกะทันหัน โดย IMF คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจโลกปีนี้ อาจติดลบถึง 3% และมีโอกาสที่จะดิ่งลึกลงไปอีก หากยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้ อีกทั้งอุปสงค์น้ำมันดิบที่ลดลง สวนทางกับอุปทานที่พุ่งพรวด ยิ่งทำให้ส่งออกไทยตกที่นั่งลำบาก

            3.โควิด-19 ทำให้ภาพ Global Supply Chain ในระยะข้างหน้าเปลี่ยนไป จากในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมา จีนมีบทบาทสำคัญ ในแง่ผู้ผลิตและส่งออกสินค้า ขั้นกลางของโลก แต่การอุบัติขึ้นของโควิด-19 ทำให้คลื่นลูกแรกกระทบโรงงานอุตสาหกรรมในอู่ฮั่นของจีน ซึ่งนับรวมถึงเครือข่ายอุตสาหกรรมการผลิตของจีนในอาเซียน ก่อนที่คลื่นลูกที่สองจะลุกลามไปยังเกาหลีใต้และญี่ปุ่น จนทำให้สายพานการผลิตในกลุ่มสินค้าไฮเทคและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต้องหยุดชะงัก ขณะที่คลื่นลูกที่สามได้ถาโถมไปทางฝั่งสหรัฐและยุโรป ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าขั้นสุดท้ายที่มีมูลค่าสูง อาทิ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า และรถยนต์

            การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กระจายไปในวงกว้าง ย่อมทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมทั่วโลกตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้รับผลกระทบแตกต่างกันออกไป และอาจเห็นการกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น เช่น การตั้งกำแพงภาษีนำเข้าที่เข้มข้นขึ้น การจำกัดการส่งออกสินค้าจำเป็นบางประเภทเพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งจะทำให้การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและการค้าโลกลดลงหลังวิกฤติโควิด-19 และย่อมเพิ่มอุปสรรคให้ภาคการส่งออกไทยมากยิ่งขึ้น.

 ครองขวัญ รอดหมวน


โทษทีเถอะ.... มัวไปนอนเล่นที่โรงพยาบาลซะ ๒ วัน เรื่อง "ตำรวจ-อัยการ" สั่งไม่ฟ้อง "นายบอส เรดบูล" เลยเหมือนผม "สับไกค้าง"

ชังชาติโดยสันดาน
'ประยุทธ์' ชวนแก้รัฐธรรมนูญ
'คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ'
บันทึกช่วย 'อัยการ-ตำรวจ' จำ
นิมิตหมายจาก 'ไฟในเมือง'
"บอส-เรดบูล" เมาหลังขับ?