New Normal "สูงสุดสู่สามัญ"


เพิ่มเพื่อน    

               สมัยเป็นเณร..........

                เรียนหนังสือ ท่องเป็นนกแก้ว-นกขุนทอง จำได้เป็นเล่มๆ แต่ไม่เข้าใจเลย อย่างเช่น

                "สูทั้งหลาย จงมาดูโลกนี้อันตระการดุจราชรถ ที่พวกคนเขลาหมกอยู่ แต่พวกผู้รู้หาข้องอยู่ไม่"

                เนี่ย.....

                ฝังติดหัวถึงทุกวันนี้ เผอิญเมื่อวาน (๒๔ เม.ย.๖๓) ถึงวันหมอนัด ตั้งนาฬิกาปลุกไปตามเวลาแต่เช้า (มืด)

                เสร็จแล้วกลับมาที่ทำงาน

                ดูข่าวไป สะลึมสะลือไป เห็นคนยุคโควิด ดิ้นรน ร้องหา ด้วยกิริยาการบวก, ลบต่างๆ กันต่อรัฐบาล โศลกธรรมบทนั้น ก็ผุดขึ้นมา

                เออ...ก็แปลกดี

                ตอนเด็ก ความจำดี แต่ความเข้าใจไม่มี ตอนแก่ ความจำไม่ดี แต่ความเข้าใจ พอปะติด-ปะต่อ

                สะดุดอยู่คำเดียว คือคำว่า "หมกอยู่" ท่านหมายถึงอย่างใด เมื่อค้นดู ท่านบอกว่า

                อาการที่หมกอยู่ในโลก  ๓  อย่าง คือ

                ๑.เพลิดเพลินในสิ่งอันให้โทษ

                (พวกอบายมุข ขนาด Lockdown ยังแอบตั้งบ่อน ตั้งซ่อง เปิดปาร์ตี้ยา พากันแหกเคอร์ฟิว เป็นต้น)

                ๒.ระเริงจนเกินพอดีในสิ่งอันอาจให้โทษ

                (เข้าผับ เข้าบาร์ กัดปลา ตีไก่ ชกมวย เล่นหวย กินข้าวเองก็ไม่ได้ต้องไปหานารีป้อน เป็นต้น)

                ๓.ติดในสิ่งเป็นอุปการะ

                สองอย่างแรก พอเห็นภาพและเข้าใจกันแล้วว่า คือแบบไหน อย่างไร

                แต่อย่างที่สาม "สิ่งเป็นอุปการะ" นี่ซี อาจจะงงๆ กัน ซึ่งก็มีคำขยายความ "สิ่งเป็นอุปการะ" ประมาณว่า

                ปัจจัย ๔ คือ เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย อาหาร ยารักษาโรค นั่นคือสิ่งอุปการะ

                ของแจก เงินแจก เงินให้กู้ ลดดอก ลดค่าน้ำ-ค่าไฟ ชาม, ช้อน ยาสีฟัน "แคร์เซต" แจกในมิติเครื่องยังชีพอย่างที่ลำพูน ก็นับเนื่อง "สิ่งเป็นอุปการะ"

                จะเห็นว่า.....

                "สิ่งเป็นอุปการะ" ประเภท ๒ นี่แหละ ดูจะเป็นปัญหาทั้งรัฐบาลคือ "ผู้ให้" ทั้งสังคมคือ "ผู้รับ"

                โดยเฉพาะเรื่อง "เงิน"

                ถมแบบไหนถึงจะเต็ม มีมั้ย, ทำแบบไหนถึงจะพอใจกันทุกคน มีมั้ย?

                ก่อนใครจะตอบ "มีหรือไม่มี" พิจารณา "พุทธพจน์" คือคำที่องค์พระสัพพัญญูตรัสนี่ก่อน

                "นัตถิ ตัณหา สมา นที"

                "แม่น้ำใดๆ จะยิ่งใหญ่เสมอเท่าความต้องการมนุษย์ย่อมไม่มี"

                "มหาตมะ คานธี" ถึงท่านไม่ใช่พุทธ แต่หลักคิด-หลักปฏิบัติของท่าน ทะลุแก่นธรรมตรงนี้จริงๆ ท่านบอกว่า

                "ธรรมชาติมีเพียงพอกับมนุษย์ทุกคน แต่จะไม่พอเลย ถ้าบริโภคกันด้วยความโลภ"

                เป๊ะเลย!

                ตอนนี้ ไปทางไหน เขาบอกให้ปรับสภาพชีวิตเข้าสู่โหมด New Normal

                ก็ฟังกันไป ถามว่าเข้าใจมั้ย New Normal น่ะ ก็เข้าใจ แต่ถ้าถามว่า แล้วมันคือแบบไหน อย่างไร?

                อืมมมม....

                มันมะลำ-มะเลือง เห็น, รู้, เข้าใจ แต่จะให้บอกตรงๆ ชัดๆ เป็นรูปธรรมจับต้องได้

                มันก็ "ปิดตาคลำช้าง" ประมาณนั้น!

                ถามผม ผมก็ตอบไม่ถูกเหมือนกัน จนกระทั่งเห็นคุณ "Suphanat Aphinyan"

                นำคำของ "เรย์ ดาลิโอ" ผู้บริหารเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่สุดในโลก จาก Markets Insider มาโพสต์

                “เรากำลังก้าวไปสู่โลกแห่งความพอเพียง”

            'The world will look different': Billionaire investor Ray Dalio predicts the pandemic will ultimately boost savings and drive self-sufficiency

            #เศรษฐกิจพอเพียงที่พ่อสอนเราไว้นานแล้ว

            "โลกจะไม่เหมือนเดิม" มหาเศรษฐีนักลงทุนคาดในที่สุดโควิดจะกระตุ้นการออมเงินและผลักดันความพอเพียงพึ่งพาตนเองได้

            “เรากำลังก้าวไปสู่โลกแห่งความพอเพียง”

            ครับ....จากมะลำ-มะเลือง เห็นภาพชัดขึ้นทันที!

                โลกแห่งความพอเพียง ตรงๆ คือ "เศรษฐกิจพอเพียง" นี่แหละ คือ New Normal เป็นรูปธรรมจับต้องได้ในสังคมยุคโควิดล้างโลก!

                แต่บ้านเรา เป็นเครื่องยนต์พลังไอน้ำ ต้องเผาหัวกันนาน กว่าจะร้อนและสตาร์ทได้

                ถึงตอนนี้ ยังติดหล่มแจกอยู่ กว่าจะสตาร์ทเครื่องสู่ New Normal หรือสังคมเศรษฐกิจพอเพียง คงระยะยาว

                ผมคะเนเอาเอง....

                เพราะยังไม่เห็นหัวเรือ คือนายกฯ ว่าจะหันไปทางนั้น ยังจอดแช่ให้ลูกค้า "ขารอแจก" มะรุมมะตุ้มอยู่

                มีเปรยๆ เป็น "ลมพัดชายเขา" จากรองนายกฯ สมคิด ว่าจะระดมปราชญ์ชาวบ้าน มหา'ลัยราชภัฏ เกษตรชุมชน โครงการหลวง มาทำเกษตรทฤษฎีใหม่

                มันก็ "หนังตัวอย่างเก่าๆ" ฉายซ้ำไป-ซ้ำมา ถามว่าแล้ว จะลงโรงเมื่อไหร่ คำตอบคือ

                "ยังไม่ได้ถ่ายทำเลย อยู่ระหว่างวางพล็อตเรื่อง"

                ก็ยังดี ที่คิด!

                ถ้าเอากันจริงๆ ไม่ต้องคิดหรอก สังคม New Normal นั่น ก็คือ "เศรษฐกิจพอเพียง" พ่อของเราทรงคิด ทรงทำไว้เป็นแนวทางมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว

                รอตรงรัฐบาลจะ "ตีธงนำ" เมื่อไหร่เท่านั้น

                อย่างตอนนี้ ถ้ารัฐบาลอยากหาต้นแบบ ที่ไม่ใช้เงินนำ คือ เรื่องเงิน-เรื่องคน ไม่ใช่ปัญหาหลักอย่างงานทั่วไปในระบบรัฐ

                ใช้ "ชุมชนราชธานีอโศก" ที่วารินชำราบ อุบลราชธานี "เศรษฐกิจพอเพียง" ของแท้และดั้งเดิม ของพ่อท่านโพธิรักษ์นั่นแหละ เป็นโมเดล

                หรือจะขอให้ชุมชนราชธานีอโศก รับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงนำโครงการเกษตรพอเพียง หรือ New Normal ไปเป็นหัวขบวนตามชุมชนต่างๆ ที่สนใจ

                ๑ ปี ได้ซัก ๑๐ แห่งปรากฏจริง....

                ยังดีกว่า เป็น ๕ ปี ๑๐ ปี มีแต่คำพูด ไม่เกิดเป็นรูปธรรมนำสังคมจริงเลยซักแห่ง!

                ถ้าทางการเริ่มเอง สิ่งแรกที่เห็น คือคำถาม ไหนล่ะเงิน ไหนล่ะงบ?

                แต่ถ้าลองให้ชุมชนราชธานีอโศกทำ สิ่งแรกที่เห็น คือคำตอบ นี่ไง..เกษตรพอเพียง นี่ไง...เกษตรทฤษฎีใหม่ และนี่ไง...สังคมใหม่มิติ New Normal ซึ่งต่างแค่ชื่อ แต่เป้าหมายและแนวทางเดียวกัน!

                เงินนำหน้า, กับงานนำหน้า....

                มันไม่ใช่หลักคิดที่สลับซับซ้อน ต้องระดับอภิมหาโคตรขุนพลเศรษฐศาสตร์เท่านั้นจึงจะคิดได้

                New Normal มันก็ตรงตัว "สูงสุดคืนสู่สามัญ" นั่นแหละ ต้องไปดีดดิ้นดัดจริตคิดอะไรให้มันหวือหวาเกินมนุษย์มนาจะเป็น

                พูดถึงปราชญ์ชาวบ้านทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ถ้าเอาจริง ไม่ต้องเผาป่าล่ากระต่ายหรอก

                ก็คนในชุมชนราชธานีอโศกนั่นน่ะ การที่เขามี-เขาเป็นได้ขนาดนั้นทุกวันนี้ ฝรั่งมังค่ามาขอขุดดินดายหญ้ากันเต็มยังเป็นปราชญ์ชาวบ้านไม่พออีกหรือ?

                อะไรไม่สำคัญ จะเอาใคร-ที่ไหนมาเป็น "สารตั้งต้น" นำสังคมสู่มิติ New Normal ไม่ใช่ประเด็น

                ประเด็นมันคือ....

                จะลงมือจริงๆ จังๆ กันวันไหน เดือนไหน ปีไหน นี่ละ หลักใหญ่ใจความ

                ครับ....

                มีเรื่องที่ "นอกเรื่อง" จะเรียนให้ทราบทั่วกันนิด คือนับจาก ๒ ยามรอยต่อศุกร์-เสาร์นี้ เป็นต้นไป

                เว็บ PLEWSEENGERN.COM ที่เปิดอ่านกัน จะขัดข้องทางเทคนิค คือเข้าเว็บจะได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ได้แบบกะปริบกะปรอยบ้าง

                อย่าเพิ่งโมโหหุนฉุนเฉียวถึงขั้นปามือถือหรือทุ่มเครื่องคอมพ์ทิ้งล่ะ!

                ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ ผมทำซอยเล็กๆ เข้าบ้าน คือเว็บเปลวสีเงิน นึกว่าพอเพียงสำหรับแฟนที่มีแบบจุ๋มจิ๋ม

                แต่ปรากฏว่าตอนนี้ รถราสารพัดมาลัดเข้าซอยนี้จนแออัด พื้นที่จราจรติดขัดไปหมด

                ต้องจ่ายค่าขยายถนนไปหลายครั้งแล้ว ก็ยังล้นอยู่ดี เขาจึงให้ขยายจากซอย เป็น "ถนน ๘ เลน" ไปเลย

                ดังนั้น คืนนี้ (อาจ) ถึงวันเสาร์ เว็บจะติดๆ ขัดๆ เพราะเขาจะย้ายบ้าน คือย้ายข้อมูล จากซอยไปถนน ๘ เลน จึงเรียนให้ทุกท่านทราบ

            ก็ฝาก www.plewseengern.com "ใหญ่ ๘ เลน" ไว้ในอ้อมใจด้วยละกัน. 


"เพนกวิน-รุ้ง-ไมค์-อานนท์" วันนี้คึกเขาน่าจะรู้...คึกวันนี้ แต่คุกพรุ่งนี้!เพราะเขาไม่ใช่เด็กแล้ว เป็นทนาย เป็นนักศึกษาปริญญาตรี-โท ยกเว้นนายไมค์ ศึกษาขยะศาสตร์ ในมหา'ลัยชีวิตจริง 

ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน
ใครจะพาประเทศลงเหว!
'ช่อ' ไม่เคยเปลี่ยน
โซเชียลมีเดีย 'อำนาจโลก'
'วาทะนายกฯ ที่ต้องบันทึก'
'มึงเขียน-กูล้ม' ไม่เชื่อลอง!