ชาวกะเหรี่ยงทำพิธี 'เรียกขวัญข้าว' ก่อนส่งมอบชาวเลราไวย์ เผยไม่ใช่ความโรแมนติกแต่เป็นการต่อสู้เอาตัวรอด


เพิ่มเพื่อน    

ชาวกะเหรี่ยงลำเลียงข้าว 7 ตันแลกปลาชาวเล เผยไม่เน้นมูลค่าแต่แบ่งปันช่วยเหลือเกื้อกูล ชาวเกาะพีพีหาปลาร่วมแลก “หมอโกมาตร” แนะขยายกว้างแนวทาง เป็นทางเลือกของสังคม

25 เม.ย.63 - ที่เครือข่ายชุมชนกะเหรี่ยงภาคเหนือ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้มีการนำข้าวที่รวบรวมได้จากชาวบ้านบนดอยต่างๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และตาก จำนวน 7 ตันขึ้นรถบรรทุกเพื่อเดินทางไปมอบให้ชาวเลในชุมชนราไวย์ จ.ภูเก็ต ซึ่งคาดว่าจะถึงในวันที่ 27 เมษายน โดยก่อนเคลื่อนย้ายข้าว ชาวกะเหรี่ยงได้ร่วมกันทำพิธีกรรมเรียกขวัญข้าว เพื่อขอบคุณข้าว และขอเทพแห่งข้าวให้ดูแลและส่งข้าวให้ถึงพี่น้องชาวเลอย่างปลอดภัย

นายสุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์  หรือ “ชิ สุวิชาน” ศิลปินปกาเกอะญอ หนึ่งในทีมงานที่รวบรวมข้าวเพื่อนำไปแลกปลาครั้งนี้ กล่าวว่าความเชื่อของคนกะเหรี่ยงคือข้าวมีความสำคัญกว่าเงิน และการส่งข้าวไปที่อื่นคนปกาเกอะญอเชื่อว่าแม้เม็ดข้าวส่งไปแต่ขวัญข้าวยังต้องอยู่กับเรา ซึ่งระหว่างที่ระดมข้าวนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่ได้ย้ำเตือนว่า ก่อนส่งข้าวไปควรทำพิธีเรียกขวัญข้าวก่อน

“การส่งข้าวครั้งนี้เราไม่ได้มองกันเรื่องมูลค่า แต่เป็นการส่งความดี ส่งชีวิตไป เพื่อให้ทุกคนได้กินอิ่ม ชาวบ้านที่มอบข้าวครั้งนี้ทุกคนต่างรู้สึกดีใจ เขารู้สึกว่าข้าวที่ตัวเองปลูกได้ทำหน้าที่ให้ชาวเล โดยข้าวจำนวนมากมาจากการทำไร่หมุนเวียน ดังนั้นจึงสะท้อนให้เห็นว่า ไร่หมุนเวียนไม่ใช่แค่ปลูกข้าวสำหรับตัวเองเท่านั้น แต่ทำเพื่อแบ่งปันด้วย การนำข้าวมารวมกันครั้งนี้เหมือนเอาข้าวสารหลายๆ เม็ดมารวมกันแล้วไปเต็มหม้อที่ชุมชนราไวย์” นายสุวิชาญ กล่าว

นายสรศักดิ์ เสนาะพรไพร กล่าวว่าขอบคุณข้าวทุกเม็ด คนทุกคนที่รวบรวมข้าวครั้งนี้ กิจกรรมนี้จะส่งถึงพี่น้องที่ตกทุกข์ได้ยากหลายพื้นที่ ข้าวจะเป็นสื่อกลางมิตรภาพระหว่างชาวเลและชาวดอย

ด้านนายสนิท แซ่ซั่ว ชาวเลชุมชนราไวย์กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่จะได้กินข้าวจากภาคเหนือ โดยชาวเลได้เตรียมปลาแห้งไว้กว่า 1,000 กิโลกรัม ทั้งนี้ข้าวที่ได้มานอกจากเอามาแจกจ่ายให้ชาวบ้านราไวย์แล้ว จะนำไปแจกจ่ายให้กับชาวเลในพื้นที่อื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ตามเกาะต่างๆ ซึ่งกำลังประสบความลำบาก เช่น เกาะพีพี เกาะหลีเป๊ะ เกาะเหลา เกาะช้าง เกาะสุรินทร์ เกาะลันตา เป็นต้น

“พวกเราชาวเลต่างร่วมกันลงแรงลงขันกันหาปลา รวมๆ แล้วเราหาปลามาได้หลายตัน ปลาตัวใหญ่เราเอาเป็นปลาสดไปขาย ส่วนปลาเนื้อบางเราก็เอามาทำปลาเค็ม เรากำลังคิดกันอยู่ว่าอนาคตจะอยู่กันได้อย่างไร หากไม่ใช้เงินตรา ในอดีตบรรพบุรุษของเราก็ไม่ใช้เงิน โดยเฉพาะเมื่อเดินทางไปที่ไหนกะเอาปลาไปแลกผัก-ผลไม้-ข้าว” นายสนิท กล่าว

ด้านน.ส.พรสุดา ประโมงกิจ ชาวเลเกาะพีพี จ.กระบี่ กล่าวว่า ชาวเลแหลมตง เกาะพีพีได้รับข้าวจากเครือข่ายชาวเลราไวย์ และมีการลำเลียงกันทางทะเลโดยขนส่งกันคนละครึ่งทาง เนื่องด้วยการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของทั้ง 2 จังหวัด ที่ไม่สามารถข้ามเขตระหว่างจังหวัดได้ โดยพวกเราได้เดินทางไปรับข้าวกันกลางทะเล และเมื่อข้าวถึงเกาะพีพี ได้มีการนำไปแจกจ่ายให้ครอบครัว 38 ครอบครัวๆละ 10 กิโลกรัม 

“ตอนนี้พวกเราได้ออกเรือหาปลา และนำมารวบรวมกัน ช่วยกันผ่าปลาเพื่อทำเค็ม วันนี้ฟ้าเปิด ท้องฟ้าแจ่มใสเหมาะแก่การตากปลา โดยปลาที่แหลมตง ส่วนใหญ่ก็จะได้จากการตกเบ็ด และการลากปลา จึงได้ปลาไม่มากเท่าที่ราไวย์” น.ส.พรสุดา กล่าว

ขณะที่ นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กล่าวว่าการแลกข้าวกับปลาระหว่างชาวเลกับชาวกะเหรี่ยง ว่าท่ามกลางวิกฤติต่างๆ ที่มนุษย์เจอเป็นผลผลิตของทุนนิยมที่บริโภคนิยมกันเกินแล้ว นอกจากทำให้ทุนนิยมโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว อีกด้านหนึ่งก็ได้เบียดเบียนและทำลายสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม เมื่อมนุษย์ได้ไปสัมผัสกับสัตว์เหล่านั้น จนเกิดเป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ รวมทั้งเกิดภัยพิบัติต่างๆ มากมาย ระบบของโลกยังมีการแลกเปลี่ยนอยู่ระบบเดียว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีรูปแบบของการแลกเปลี่ยนที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งทุนนิยมอย่างเดียว บางคนเสนอให้ใช้เงินตราท้องถิ่น หรือเครดิตของชุมชน ซึ่งข้าวแลกปลาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของทางเลือก

นพ.โกมาตร กล่าวว่า เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ระบบเงินตราไม่สามารถใช้ได้ เช่นเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรค หรือกรณีเกิดน้ำท่วมใหญ่ เราเห็นได้ว่าร้านดังๆ ซุปเปอร์เก็ตต่างๆ ปิดกันหมด เหลือแต่ร้านของคนท้องถิ่นที่ยังเปิดอยู่ และร้านเหล่านี้กลายเป็นที่พึ่งพายามยากและช่วยกระจายความช่วยเหลือไปยังผู้ที่เดือดร้อน เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ได้มีมิติเรื่องทุนเอย่างเดียว เช่นเดียวกับการน้ำข้าวไปแลกปลา เป็นตัวอย่างของกระบวนการที่ชุมชนใช้แลกเปลี่ยนสินค้าหรือการสร้างระบบเครดิตของชุมชนขึ้น และสามารถโอนให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ หรือชาวบ้านภาคต่างๆ ที่มีผลผลิต ขยายระบบเครดิตเหล่านี้ให้มีทางเลือก จะได้ไม่ต้องไปฝากได้กับระบบทุนนิยม

“ตอนนี้มะม่วงออกเต็ม ทุเรียนก็เยอะ ชาวสวนต้องเอามาขายราคาถูก ราคาถูกแบบนี้พวกเขาอยู่ไม่ได้ จำเป็นต้องหาทางออก เช่นเดียวการการนำข้าวไปแลกกับปลา มันไม่ใช่แค่แลกเปลี่ยนกันเฉยๆ แต่เป็นเรื่องของการการท้าทายวิธีคิด เพราะระบบเดิมที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ และเวลาที่เอาข้าวไปแลก มันไม่ใช่แค่ข้าว แต่ข้าวที่นำไปแลกเปลี่ยนมันมีตัวตันของเราติดตัวไปด้วย คนที่ได้รับก็ไม่ใช่ได้รับแค่ข้าวหรือแค่กินแล้วอิ่ม ไม่ใช่แค่ยาไส้ แต่มันเป็นการยาใจด้วย เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามลำบาก ผมเชื่อว่าวิธีการนำข้าวไปแลกปลาแบบนี้ มันทดแทนระบบการกระจายแบบทุนนิยมได้ ผมว่าควรขยายความคิดแบบนี้ออกไปมากๆ” นพ.โกมาตร กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า วิธีการนำข้าวไปแลกกับปลาถูกบางคนมองว่าโรแมนติกเกินไปหรือไม่ นพ.โกมาตร กล่าวว่า ชีวิตคนเราบางทีก็ต้องมีความโรแมนติกกันบ้าง แต่การแลกเปลี่ยนไม่ใช่เป็นแค่เรื่องเล่นสนุก แบบชนชั้นกลางที่ประคองตัวเองอยู่รอดได้ แต่ในโลกของประชาชนชาติพันธุ์ เช่น ชาวเล  ชาวกะเหรี่ยง พวกเขาไม่ได้มีทุนสะสม หรือมีทางเลือกอื่น การนำข้าวแลกปลาเป็นการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด เช่นเดียวกับเรื่องการดับไฟป่าโดยชุมชน แม้จะเป็นเรื่องที่บางคนมองว่าโรแมนติก แต่เป็นโรแมนติกที่น่าเศร้า

 


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.