ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้จำคุก 8-16 ปี ยกแก๊ง 'วิคตอเรีย ซีเครท' ค้าประเวณีเด็กสาวเมียนมาร์


เพิ่มเพื่อน    

30 เม.ย.63 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีกล่าวหาค้ามนุษย์ จากการค้าประเวณีเด็กหญิงอายุไม่เกิน 18 ปี ในสถานอาบอบนวด “วิคตอเรีย ซีเครท” สำนวนที่ 2 คดีหมายเลขดำ คม.25/2561 ที่อัยการสำนักงานคดีค้ามนุษย์ 1 ยื่นฟ้อง นายเฉลียว จันทร์พิมพ์ หรือเอส (ไม่ทราบอายุ) วินจักรยานยนต์รับจ้าง, นายบุญทรัพย์ อมรรัตนาศิริ หรือ ป๋ากบ อายุ 57 ปี, นายศรัทธาธรรม แจ้งฉาย หรือป๋าติ๊ก อายุ 69 ปี ผู้จัดการสถานบริการ , น.ส.ศศิธร วิระเทพสุภรณ์ อายุ 48 ปี ในฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีอำนาจใน หจก.อมรินทร์ ออนเซน ที่ขอใบอนุญาตดำเนินกิจการ, หจก.อัมรินทร์ ออนเซน, นายเดชา สิงห์สาครเดชา หรือหนู (ไม่ทราบอายุ) เป็นจำเลยที่ 1-6

ในความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4 ,6,9,10,11,52,53 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2560 มาตรา 3,4,6 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4,9,11,53 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5,6,25,32 และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282

โดยอัยการยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2561 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างเดือน ก.ค. 2557 วันเวลาใด ไม่ปรากฏชัด - 13 ม.ค. 2560 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งห้ากับพวกซึ่งมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ลักษณะเป็นเครือข่ายดำเนินงานร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป กระทำผิดร้ายแรง โดยเป็นธุรจัดหาซื้อขาย จำหน่าย พาไปส่ง หน่วงเหนี่ยวกักขังหรือหลอกลวง เด็กหญิงชาวเมียนมาร์ อายุไม่เกิน 15 ปี จากประเทศเมียนมาร์ มาส่งยังประเทศไทยและไปประเทศมาเลเซีย เพื่อแสวงหาประโยชน์จากหญิงเมียนมาร์ ด้วยการบังคับให้ค้าประเวณีอันเป็นการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ และนางศศิธร จำเลยที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ หจก.อัมรินทร์ออนเซน ของจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ขอใบอนุญาตประกอบกิจการ

แต่เมื่อเดือน ก.ค. 2557 -4 ก.ค. 2559 จำเลยที่ 2-5 ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการค้าประเวณี ผู้ดูแล และ ผู้จัดการกิจการค้าประเวณี ภายใต้ชื่อสถานบริการอาบอบนวด วิคตอเรียซีเครท ตั้งอยู่เลขที่ 555 ซอยศูนย์วิจัย 4 ถ.พระราม 9  แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. ซึ่งเป็นสถานที่ใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลอื่นเพื่อทำการค้าประเวณีเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยคดีนี้มีผู้เสียหายหญิงเมียนมาร์ ขณะเกิดเหตุอายุ 12 ปี เศษได้เข้ามาในประเทศ โดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ที่ได้มาอาศัยอยู่ที่ห้องพักแมนชั่น ย่าน ถ.ประชาอุทิศ เขตห้วยขวาง กทม.ซึ่งพวกจำเลยได้ร่วมกันนำพาผู้เสียหายมาจากประเทศเมียนมาร์ และให้ผู้เสียหายค้าประเวณีทั้งที่สถานบริการอาบอบนวด วิคตอเรียซีเครท และสถานที่ต่างๆ  เหตุเกิดที่ประเทศเมียนมาร์, อ.แม่สาย จ.เชียงราย , แขวงสามเสนนอก และแขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. ด่านตรวจคนเข้าเมืองด่านนอก อ.สะเดา , อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในชั้นพิจารณาจำเลยทุกคนให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2561 ให้จำคุก นายบุญทรัพย์ หรือป๋ากบ จำเลยที่ 2 , นายศรัทธาธรรม หรือป๋าติ๊ก ผู้จัดการสถานบริการ จำเลยที่ 3  คนละ 3 ปี 4 เดือน ฐานเป็นธุระจัดหาฯ และเป็นผู้ดูแล-ผู้จัดการสถานที่ค้าประเวณี , จำคุก น.ส.ศศิธร จำเลยที่ 4 ในฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีอำนาจใน หจก.อมรินทร์ ออนเซน ที่ขอใบอนุญาตดำเนินกิจการ เป็นเวลา 8 เดือน และนายเดชา สิงห์สาครเดชา หรือ หนู จำเลยที่ 5 ที่ขับรถกระบะพาเด็กสาวผู้เสียหายที่ถูกส่งตัวจาก กทม.ไป อ.สะเดา จ.สงขลา ไปค้าประเวณียังประเทศมาเลเซีย และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จำคุกเป็นเวลา 6 ปี โดยให้ยกฟ้องจำเลยในข้อหาค้ามนุษย์เพราะพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังให้ลงโทษ ส่วนนายเฉลียว จำเลยที่ 1 วินจักรยานยนต์รับจ้าง และ หจก.อมรินทร์ ออนเซน จำเลยที่ 5 พิพากษาให้ยกฟ้อง

ต่อมาอัยการโจทก์และจำเลยที่ 2,3,4,6 ยื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์ ตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้ว พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1-6 มีความผิด ตาม ป.อ.มาตรา 282 วรรคสาม , พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6(2) , 10 วรรคหนึ่ง , 52 วรรคสาม , พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม โดยจำเลยที่ 2-5 ก็ยังมีความผิด ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 วรรคสามด้วย , จำเลยที่ 1 ก็มีความผิด พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง และจำเลยที่ 6 ก็มีความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (1)-(4),25 การกระทำของจำเลยที่ 1-6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป

ให้จำคุก จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 6 เดือน ฐานร่วมกันเข้าพักอาศัย หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าว เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย และให้จำคุก จำเลยที่ 1,2,3,4,6 คนละ 12 ปี กับปรับจำเลยที่ 5 เป็นเงิน 1 ล้านบาท ฐานค้ามนุษย์ โดยร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป กระทำแก่บุคคลอายุยังไม่เกิน 15 ปีซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักสุด กับจำคุกจำเลยที่ 2,3,4 คนละ 12 ปี และปรับจำเลยที่ 5 เป็นเงิน 300,000 บาท ฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการค้าประเวณีผู้ดูแลหรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณี ในสถาณการค้าที่มีเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีทำการค้าประเวณี ส่วน จำเลยที่ 6 จำคุก 4 ปี ฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

รวมพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี 6 เดือน และให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญา หมายเลขดำ คม.17/2561 ด้วย สำหรับจำเลยที่ 2,3,4  ให้จำคุก คนละ 24 ปี ส่วนจำเลยที่ 5 ปรับเป็นเงินทั้งสิ้น 1,300,000 บาท และจำเลยที่ 6 รวมจำคุกมีกำหนด 16 ปี ขณะที่ตามทางนำสืบของจำเลยทั้งหกเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จึงเห็นควรลดโทษให้ คนละ 1 ใน 3 จึงคงจำคุก จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 8 ปี 4 เดือน, จำเลยที่ 2,3,4 คงจำคุกคนละ 16 ปี , ปรับจำเลยที่ 5  เป็นเงิน 866,666  บาท , จำเลยที่ 6 จำคุก 10 ปี 8 เดือน และให้จำเลยที่ 1-6 ร่วมกันชดใช้เงิน ให้ผู้เสียหายด้วย รวมเป็นเงิน 1,812,805 บาท

ภายหลังพิพากษา นายรณสิทธิ์ พฤกษยาชีวะ ประธานมูลนิธิรณสิทธิ์เพื่อช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์เด็กและสตรี ในฐานะผู้ล่อซื้อบริการเด็กผู้หญิงในวิคตอเรียซีเครท ให้สัมภาษณ์ว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุกและปรับจำเลยทั้ง 6 คน วันนี้ก็รู้สึกภาคภูมิใจต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยว่าสุดท้ายแล้ว ก็ได้ความยุติธรรมกลับคืนมาจากการค้ามนุษย์ เราต่อสู้เพื่อความถูกต้องให้กับผู้เสียหายเหล่านี้อย่างเต็มที่ เพราะผู้เสียหายคือเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี หรือ 18 ปี ที่ถูกกระทำ ถูกเอารัดเอาเปรียบทางเพศ ขายบริการทางเพศ ส่วนประเด็นคำพิพากษาศาลชั้นต้น พิพากษานายกำพล, นางนิภา และนายธนพล ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์นั้น ทางมูลนิธิรณสิทธิ์ ก็ได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ให้ตรวจสอบในประเด็นที่ว่าคำพิพากษานั้น อาจจะพิพากษาเกินฟ้องหรือไม่  แต่วันนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาประเด็นนี้ว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่านายกำพล, นางนิภา และนายธนพล ไม่มีความผิดนั้นมิชอบ เพราะทั้ง 3 คนยังคงหลบหนีอยู่ ไม่ได้นำตัวมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม  ส่วนนายกำพลที่หลบหนีไม่ได้ฟ้องต่อศาลนั้น ไม่ได้กังวลเพราะอายุความหยุดไว้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการอ่านคำพิพากษาในวันนี้ เนื่องจากยังคงอยู่ในสถาการณ์ควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ศาลอาญาซึ่งเป็นศาลชั้นต้นที่ได้อ่านคำพิพากษาอุทธรณ์วันนี้ ก็ได้อ่านคำพิพากษาผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์สำหรับกลุ่มจำเลยที่ 1,2,3 ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำคลองเปรมด้วย

สำหรับคดีกล่าวหาสมคบค้ามนุษย์จากการค้าประเวณีเด็กในสถานบริการอาบอบนวด วิคตอเรียซีเครท สำนวนแรกนั้น คือ คดีหมายเลขดำ คม.24/2561 ซึ่งอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไปเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2562 ที่พิพากษาแก้โดยเพิ่มโทษจำคุก นายมนัส หรือป๋านัส อ่วมทับ อายุ 50 ปี และนายสมชายหรือป๋าต้น แสงอุดม อายุ 54 ปี ซึ่งเป็นพนักงานเชียร์แขก ทั้งสิ้น 120 ปี จำเลยรับสารภาพเหลือโทษจำคุก 60 ปี โดยรวมกับที่ศาลชั้นต้นลงโทษฐานเป็นผู้ดูแลสถานค้าประเวณีฯ 2 ปี 6 เดือน เป็นจำคุก 62 ปี 6 เดือน แต่เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วให้จำคุกสูงสุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91  เป็นจำคุกคนละ 50 ปี และพิพากษาให้จำเลยทั้งสอง ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหาย 2 ราย สัญชาติเมียนมา คนละ 80,000 บาท รวม 1.6 แสนบาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันฟ้อง 21 เม.ย. 2561 (เดิมศาลชั้นต้นยกคำขอชดใช้ค่าสินไหมทดแทน)

และยังมีสำนวนที่ 3 ด้วย คือคดีหมายเลขดำคม 26/2561 ที่ศาลอาญา มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2561 ให้จำคุก นายศรัทธาธรรม หรือป๋าติ๊ก ผู้จัดการสถานบริการ จำเลยที่ 1 , นายบุญทรัพย์ หรือป๋ากบ ที่ 2 , นายชัยณรงค์ อันสุข หรือป๋าสง่า อายุ 55 ปี ที่ 3 , นายเอกณพัชร์ จารุวัฒน์ปฐมกุล หรือพี่ป๊อป อายุ 30 ปี จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นพนักงานเชียร์แขก ฐานเป็นธุระจัดหาฯ คนละ 15 ปี 12 เดือน , น.ส.ศศิธร หุ้นส่วนผู้จัดการ หจก.อัมรินทร์ออนเซน ที่ 6 จำคุก 7 ปี 6 เดือน เหตุเกิดระหว่างต้นเดือน ธ.ค. 2560 - 12 ม.ค. 2561 เด็กผู้เสียหายเมียนมาร์-ไทย รวม 9 คน โดยให้ยกฟ้องจำเลยทั้งหมดในข้อหาค้ามนุษย์โดยแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบในการค้าประเวณี เพราะพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังให้ลงโทษ ซึ่งคดีนั้นทั้งอัยการโจทก์ และจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์

ทั้งนี้ในส่วนนายกำพล วิระเทพสุภรณ์ หรือเสี่ยกำพล เจ้าของสถานบริการวิคตอเรีย ซีเครท ที่อัยการสำนักงานคดีค้ามนุษย์สั่งฟ้องร่วมทำผิดด้วยนั้น ปัจจุบันยังติดตามตัวมายื่นฟ้องไม่ได้ ซึ่งคาดว่าจะหลบหนีคดี โดยพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ขอศาลออกหมายจับไว้แล้วซึ่งมีอายุความการติดตามตัวมาฟ้องภายใน 20 ปี