ปิดเมืองแต่ไม่ปิดเหมือง!ชาวบ้านบุกโรงพักแจ้งเอาผิดตำรวจสภ.หัวทะเลหลังใช้อำนาจคุกคามเหตุแถลงล็อกดาวน์เหมืองแร่


เพิ่มเพื่อน    

3 พ.ค.63- กลุ่มชาวบ้านในนามกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ประมาณ 20 คน ได้เดินทาง ไปที่สถานีตำรวจภูธรหัวทะเล เพื่อแจ้งความเอาผิดกรณีการที่ตำรวจ สภ.หัวทะเล จำนวน 7 นาย มีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อวันที่ 1 พ.ค.ทีผ่านมา สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 63 ชาวบ้านได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ ‘ล็อกดาวน์เหมืองแร่ หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง’ เพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชะลอและหยุดกระบวนการพิจารณาในการอนุมัติ/อนุญาต รวมทั้งการดำเนินกิจกรรมในการสำรวจและการทำเหมืองแร่ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั้งหมดเอาไว้ก่อน จนกว่าจะยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อให้เกิดการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม และไม่ให้เป็นการซ้ำเติมประชาชนที่มีความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และยังต้องต่อสู้ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เดินทางไปหาชาวบ้านหนึ่งในสมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ถึงทุ่งนาที่ชาวบ้านกำลังทำเกษตรกรรมอยู่ โดยมีตำรวจ 7 นาย เดินทางมาด้วยรถยนต์จำนวน 3 คัน ได้แก่ รถตู้ตำรวจ รถตำรวจตราโล่และรถกระบะ isuzu สีขาว ซึ่งแต่งตัวเต็มยศ 5 นาย และนอกเครื่องแบบอีก 2 นาย ซึ่ง ด.ต.ธาร พุบขุนทด และพวก ได้เข้าไปหาชาวบ้านและพยายามบังคับข่มขู่ให้ชาวบ้านไป สภ.หัวทะเล ทั้งๆ ที่ไม่มีแสดงหมายเรียกและแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ ก่อนแต่อย่างใด ทั้งยังมีการแย่งยึดโทรศัพท์จากชาวบ้านและทำการตรวจสอบคัดลอกข้อมูลจากโทรศัพท์ไปโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีการแจ้งหมายจากศาลให้ดำเนินการได้นั้น

ทำให้ชาวบ้านคนดังกล่าวเกิดความหวาดกลัวและหวั่นเกรงต่อความปลอดภัยในชีวิต จนต้องฝืนใจเดินทางไปกับตำรวจทั้ง 7 นายดังกล่าว ซึ่งระหว่างการเดินทางชาวบ้านก็ไม่ทราบเลยว่าจะนำตัวตนเองไปที่ สภ.หัวทะเล จริงหรือไม่เพราะไม่ได้รับการชี้แจงใดๆ จากตำรวจ จนกระทั่งมาถึง สภ.หัวทะเล ตำรวจได้นำตัวชาวบ้านไปไว้ที่ สภ. หลังเก่าโดยยังไม่ได้ทำการสอบสวนใดๆ และมีการข่มขู่ชาวบ้านว่า ถ้าไม่พาชาวบ้านคนอื่นมาสอบสวนด้วย ตนเองจะติดคุกเพียงคนเดียว ใครก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้ และบังคับให้พาไปหาชาวบ้านที่ร่วมแถลงการณ์คนอื่นๆ เพิ่มเติม จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปกว่า 2 ชั่วโมง ชาวบ้านคนดังกล่าวได้ร้องขอตำรวจให้คืนโทรศัทพ์ให้ จึงสามารถติดต่อไปทางญาติพี่น้องและสมาชิกกลุ่มฯ คนอื่นๆ ให้มาช่วยเหลือได้ในที่สุด

หลังจากนั้นในเวลาประมาณ 13.30 น. เมื่อชาวบ้านได้เดินทางไปถึง สภ.หัวทะเล ก็มีตำรวจออกมาต้อนรับและเข้ามาพูดคุยกับชาวบ้านเป็นอย่างดี โดยได้สอบถามว่า “ชาวบ้านมาทำอะไรกัน” โดยทางชาวบ้านได้แจ้งว่ามาแจ้งความดำเนินคดีตำรวจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและมีการข่มขู่คุกคามประชาชน จากนั้นชาวบ้านได้เดินเข้าไปพบ ร.ต.อ.โยธิน เดือนกลาง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนร้อยเวร สภ.หัวทะเล ในขณะนั้น เพื่อขอแจ้งความในกรณีดังกล่าวซึ่งในระหว่างที่ชาวบ้านกำลังขอแจ้งความอยู่นั้น พ.ต.ท.มงคล แก้วโพธิ์ สารวัตรใหญ่ สภ.หัวทะเล ได้เดินเข้ามาหาชาวบ้านและยกมือไหว้พยายามขอโทษแทนลูกน้องที่ได้กระทำการอุกอาจต่อชาวบ้านแบบนั้น และตนเองได้กำชับลูกน้องไปแล้วว่าไม่ให้กระทำการแบบนี้อีกต่อไป และกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จากที่ตรวจสอบดูคลิปก็ดูว่าชาวบ้านไม่มีความผิดอะไร และขอโทษแทนลูกน้องอีกครั้งด้วยที่กระทำการดังกล่าวไป และถ้าชาวบ้านต้องการอะไรหรือให้ทำอะไรก็ยอม พร้อมทั้งย้ำว่า ไม่มีใครสั่งการอยู่เบื้องหลังให้ทำแน่นอนและเป็นการทำไปตามหน้าที่ โดยตนเองจะรายงานกลับไปยังต้นสังกัดต่อไป

โดยทางชาวบ้านได้ยืนยันที่จะขอแจ้งความดำเนินคดีต่อ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ร้ายแรงเกินกว่าจะรับได้และอาจจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวอีกต่อชาวบ้านคนอื่นๆ จึงยืนยันที่จะขอแจ้งความเอาไว้ก่อน โดยชาวบ้านได้ยืนยันว่าการทำกิจกรรมเป็นเพียงการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกต่อโครงการสำรวจและการทำเหมืองแร่ที่มีผลกระทบต่อชีวิตและชุมชน และเป็นการใช้สิทธิอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน รวมทั้งชาวบ้านคนดังกล่าวก็ได้รับความเสียหายจากการกระทำดังกล่าวของตำรวจด้วย ซึ่งชาวบ้านที่ถูกบังคับพาตัวมาเกิดความรู้สึกหวาดกลัว วิตกกังวล ต่อการใช้สิทธิและเสรีภาพ รวมทั้งกังวลต่อความปลอดภัยในการดำรงชีวิต และสูญเสียอิสรภาพจากการพาตัวมาโดยไม่รู้อะไรเลย นอกจากนี้สิ่งที่เสียหายที่สุด คือ ชื่อเสียงที่เรียกคืนมาไม่ได้ โดยการกระทำของตำรวจเปรียบเสมือนตนเองเป็นผู้ก่อการร้ายหรือทำผิดคดีอาชญากรรมร้ายแรง แต่ทว่าตนเองแค่อยากแสดงออกเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนเท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เพราะเหมืองและโรงไฟฟ้ามันมีผลกระทบต่อชีวิตและชุมชน เรามีสิทธิตามรัฐธรรมนูญพร้อมทั้งได้ยืนยันจะขอแจ้งความดำเนินคดีต่อไป

ทั้งนี้ทาง พ.ต.ท.มงคล แก้วโพธิ์ ได้พยายามเข้ามาพูดคุยขอไกล่เกลี่ยและขอให้อย่าเพิ่งแจ้งความใดๆ และกล่าวว่า อยากให้เรื่องมันจบ เพราะตนเองก็โดนตำนิมาไม่น้อย และได้กำชับลูกน้องให้แล้ว แต่ทางชาวบ้านยังคงยืนยันจะขอแจ้งความเช่นเดิม จนกระทั่ง พ.ต.ท.มงคล แก้วโพธิ์ จึงสั่งให้ ร.ต.ท สุพจน์ เพียงกระโทก ตำรวจร้อยเวรรับแจ้งความให้กับชาวบ้าน โดยเวลาประมาณ 14.00 น. ร.ต.ต.ชัยมงคล นิลประทีปปรีชา หรือ ดาบใหญ่ ได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อหาชาวบ้านที่มา สภ.หัวทะเล และจะขอพูดคุยกับชาวบ้านเป็นการส่วนตัว โดยพยายามสอบถามถึงแกนนำชาวบ้านและถามว่าใครเป็นคนพามาแจ้งความ และพยายามขอคุยเจรจากับชาวบ้าน โดยชาวบ้านได้กล่าวว่า เราไม่มีใครเป็นแกนนำ เราเป็นชาวบ้านที่เดือดร้อนจากเหมืองแร่โปแตชและโรงไฟฟ้า เป็นผู้ได้รับผลกระทบ กลุ่มคือประชาชนทุกคน โดยตลอดเวลาที่ชาวบ้านกำลังให้การกับพนักงานสอบสวน พ.ต.ท.มงคล แก้วโพธิ์ได้พยายามเข้ามาขอโทษและขอไกล่เกลี่ยกับชาวบ้านอยู่ตลอด แต่ชาวบ้านก็ยังคงยืนยันคำเดิมที่จะไม่ไกล่เกลี่ยเพราะสิ่งที่ทำมันเกินกว่าเหตุและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้เวลาประมาณ 15.00 น. ได้มีตำรวจนายหนึ่งโทรศัพท์หาชาวบ้านสมาชิกกลุ่มฯ ที่ไม่ได้เดินทางมา สภ.หัวทะเล ด้วย และพยายามกล่าวว่า อยากจะขอไกล่เกลี่ยกับทางชาวบ้าน เพราะไม่อยากให้มันเป็นคดีความ โดยชาวบ้านได้ยืนยันว่า การมาแจ้งความในครั้งนี้เป็นมติของกลุ่มฯ เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม จากการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจที่มีการข่มขู่คุกคามประชาชน เวลาประมาณ 16.00 น. ชาวบ้านที่เดินทางมาติดตามสถานการณ์ด้วย ได้พยายามเข้าไปสอบถามการแจ้งความและการลงบันทึกประจำวันดังกล่าวกับทางตำรวจ เพราะเวลาได้ล่วงเลยไปมากแล้ว และเกิดความสงสัยกันว่า ทำไมการดำเนินการถึงล่าช้าขนาดนี้ เหมือนเป็นการถ่วงเวลาให้ใช้เวลานานกว่าปกติเกินไป จนกระทั่งเวลา 17.12 น. ตำรวจร้อยเวรได้ทำบันทึกคำให้การผู้กล่าวหาแล้วเสร็จ และได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน โดยทางชาวบ้านได้ขอบันทึกประจำวันที่ได้มาแจ้งความร้องทุกข์ไว้ แต่ทาง ร.ต.ท สุพจน์ เพียงกระโทก ได้อ้างว่า ไม่สามารถให้ได้ โดยได้มีการโต้เถียงกันกับชาวบ้านเล็กน้อย ซึ่งชาวบ้านกล่าวว่า บันทึกประจำวันสามารถให้ได้ เป็นระเบียบตำรวจที่ต้องให้ และเมื่อวานนี้ที่ชาวบ้านได้มาลงบันทึกประจำวันก็ได้รับเอกสารบันทึกประจำวันด้วยเหมือนกัน ไม่เห็นว่าจะให้ไม่ได้แต่อย่างใด และเวลาประมาณ 17.50 น. ชาวบ้านจึงได้รับเอกสารบันทึกประจำวันจากทางตำรวจร้อยเวร ซึ่งหลังจากนั้นชาวบ้านจึงได้เดินทางกลับ

 ภายหลังสถานการณ์ดังกล่าวพรรคสามัญชน ได้ออกแถลงการณ์ ระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ โดยใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่เกินไปกว่าการควบคุมโรคโควิด -19 โดยระบุว่า การให้สัมปทานเหมืองแร่ถือว่าเป็นการพัฒนาอย่างหนึ่ง ที่คุณค่าหลักของมันในยุคสมัยนี้ก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังนั้น รัฐและบริษัทต้องทบทวนอยู่เสมอว่าการพัฒนาใด ๆ ที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ก็สมควรที่จะต้องชะลอ ยุติไปก่อน จนกว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่ปรกติเพื่อทำให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมได้ เพื่อสร้างสมดุลในการพัฒนา ไม่ใช่เอาเปรียบประชาชนมากเกินไปด้วยการให้ประชาชนหยุดการเคลื่อนไหวแต่ไม่บอกให้ตัวรัฐเองและบริษัทหยุดการพัฒนาใด ๆ เอาไว้ก่อน


ดังนั้นเอง สิ่งที่พี่น้องประชาชนกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์กระทำจึงเป็นสิทธิและเสรีภาพโดยชอบธรรม เพื่อจะเตือนสติรัฐ ให้เป็นรัฐที่คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาบ้านเมืองร่วมกัน แต่สิ่งที่ กอ.รมน.จังหวัดชัยภูมิและเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.หัวทะเล กระทำ กลับเป็นการใช้อำนาจแบบโง่ ๆ ที่เกินไปกว่าการควบคุมโรคโควิด -19 จึงขอประณามการกระทำของ กอ.รมน. จังหวัดชัยภูมิ และตำรวจ สภ.หัวทะเล ภายใต้รัฐบาลประยุทธ ที่ทำการข่มขู่คุกคามสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวรณรงค์ 'ล็อกดาวน์เหมืองแร่ หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง'ที่การใช้อำนาจอันล้นเกินในลักษณะเดียวกันเช่นนี้เองจึงทำให้ตัวเลขผู้อดอยากทุกข์ยากเพิ่มขึ้น สวนทางตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสจากโควิด -19 ที่ลดลง

ทั้งนี้เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ อาทิ  กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด กรณีเหมืองแร่ทองคำ จ.เลย, กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได กรณีการทำเหมืองหินปูน จ.หนองบัวลำภู, กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย กรณีการขอประทานบัตรทำเหมืองหินทราย จ.มุกดาหาร, กลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส กรณีขุดเจาะสำรวจแร่โพแทชตามอาชญาบัตรพิเศษเพื่อขอสำรวจแร่โพแทช จ.สกลนคร, กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ กรณีการทำเหมืองแร่โปแตชและขออนุญาตก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่ออุตสาหกรรมแร่โพแทช จ.ชัยภูมิ และกลุ่มรักษ์บ้านแหง กรณีการขอประทานบัตรทำเหมืองถ่านหิน จ.ลำปาง  ได้รณรงค์ผ่านโลกออนไลน์ เพื่อให้ล็อคดาวน์เหมืองแร่และเรียกร้องให้หยุดสัมปทานเหมือง ในแคมเปญรณรงค์ 'ล็อกดาวน์เหมืองแร่ หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง' ตั้งแต่ปลายเดือนเม.ย.ทีผ่านมาโดยมีกลุ่มชาวบ้านแต่ละพื้นที่ร่วมกันแถลงการณ์ดังกล่าวผ่านโซเชียลมีเดีย.


มีข่าวสารจากเยอรมัน สำนักข่าวต่างประเทศยักษ์ใหญ่หลายเจ้ารายงานตรงกัน  รัฐบาลเยอรมันชี้แจงต่อกรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรเยอรมันเมื่อวันพุธที่ผ่านมา .......ยืนยันไม่พบการกระทำใดๆ ในลักษณะที่เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ 

'สรรพรส-สรรพเรื่อง' (เละๆ)
เมื่อคืนของ 'ประธานชวน'
นายกฯ ชัดแล้ว...ฝ่ายค้านล่ะ?
หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก