เสียงสะท้อนถึง'คุณหมอทวีศิลป์'1ชั่วโมงทองสื่อสารภายใต้สถานการณ์วิกฤติ


เพิ่มเพื่อน    

 

3 พ.ค.63- นายแพทย์ธนา นิลชัยโกวิทย์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแอดมิน เว็บไซต์ผู้นำแห่งอนาคต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Tana Nilchaikovit ระบุ การแถลงข่าวของ ศบค.จะทำให้ดีขึ้นอีกได้หรือไม่ ? อย่างไร?

 งานแถงข่าวเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนในสถานการณ์นี้ ต้องช่วยกันผลักดันไห้ออกมาดีที่สุด ไม่ใช่เพื่อรัฐบาล แต่เพื่อทุกคน การแถลงข่าวของ ศบค. จะทำให้ดีขึ้นอีกได้หรือไม่ ? อย่างไร?

นี่คือคำถามที่เราควรถามกันในสถานการณ์วิกฤติ ที่ทุกฝ่ายควรช่วยกันสร้างเอกภาพที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ไม่ใช่ทั้งด้านเอาแต่ประณาม ก่นด่า และพุ่งเป้าไปที่ตัวบุคคล อย่างที่มีการเคลื่อนไหวให้เปลี่ยนตัวโฆษก ศบค. หรือด้านที่เอาแต่เชียร์ สนับสนุน และโจมตีฝ่ายตรงข้ามกลับไป

ผมมองว่าการทำงานของคุณหมอทวีศิลป์ในฐานะโฆษก ศบค.ไม่ใช่ความรับผิดชอบของคุณหมอทวีศิลป์คนเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบของทีมงานสื่อสาร ซึ่งมีความสำคัญมาก และจะต้องทำให้ดีขึ้นกว่านี้ แม้ว่าที่ผ่านมาจะทำได้ดีพอสมควรแล้วก็ตาม

ในสถานการณ์วิกฤติแบบนี้ การสื่อสารของ “ทีมนำ” (-โปรดสังเกตการใข้คำว่า “ทีมนำ” – ไม่ใช่ “ผู้นำ”) กับสังคมเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการสร้างขวัญ กำลังใจ ความรู้สึกมั่นคงในสถานการณ์ที่สับสน และมีผลต่อการร่วมแรงร่วมใจกันของประชาชนในการฝ่าฟันวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

หน้าที่หนึ่งที่เราในฐานะประชาชนควรทำในสถานการณ์นี้ (และสถานการณ์ไหน ๆ) คือการสะท้อนความคิดเห็นกลับไป เพื่อช่วยให้การสื่อสารนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่ทั้งการโจมตี หรืออวยกันไป โดยไม่ช่วยทำให้อะไรดีขึ้น

ในความเห็นส่วนตัว เท่าที่พอรู้หลักการสื่อสารในสถานการณ์วิกฤติอย่างนี้มาบ้าง คิดว่า ศบค.เลือกตัวโฆษกได้เหมาะสมทีเดียว คุณหมอทวีศิลป์ มีลักษณะหลายด้านที่เหมาะสมจะเป็นตัวแทนที่ทำหน้าที่สื่อสารในช่วงนี้เพราะ
1. มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่เป็นปัญหาในปัจจุบันคือเรื่องการระบาดของ Corona Virus ตัวใหม่นี้ดีพอสมควร
2. มีบุคลิก และความสามารถในการสื่อสารดี จับประเด็นได้ สื่อสารได้ชัดเจน
จะเห็นได้ว่า ในช่วงแรก ๆ ที่คุณหมอทวีศิลป์เข้ามารับหน้าที่นี้ มีเสียงชื่นชม และได้รับการตอบรับที่ดีมาก

แต่ตอนนี้ดูเหมือนคะแนนนิยมจะตกลงไปบ้าง เป็นเพราะคุณหมอทวีศิลป์ทำได้แย่ลงหรือ?
ผมไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น แต่เป็นเพราะสถานการณ์เปลี่ยนไป มีความซับซ้อนมากขึ้นตามช่วงการระบาดของโรค ในช่วงแรกคุณหมอทวีศิลป์ทำได้ดีมาก ด้วยการให้ข้อมูลที่ชัดเจน กระชับ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการระบาด ระบุชัดถึงพฤติกรรมที่ขอร้องให้ประชาชนช่วยกันทำ ซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง ตรงตามหลักของการสื่อสารในสถานการณ์การระบาด

แต่ในช่วงนี้ปัญหามีความซับซ้อนและมีหลายมิติมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับตัวโรค และการระบาดโดยตรงอย่างแต่ก่อน ซึ่ง ศบค.ก็ได้แสดงถึงการพยายามปรับ โดยการให้ตัวแทนฝ่ายต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่นสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ สภาความมั่นคง มหาดไทย ฯลฯ ออกมาตอบคำถามและชี้แจงประเด็นที่เกี่ยวข้อง

แต่ขออนุญาติเรียนว่า เท่าที่ผ่านมา ตรงช่วงหลังนี้ผมคิดว่า “สอบตก” ครับ เพราะแต่ละท่านตอบได้ไม่ชัดเจน คลุมเครือ สับสน พูดยาว อ้อมไปหลายประเด็น โดยเฉพาะมีการพยายามพูดถึง “ท่านนายก” อยู่ตลอดเวลา (ซึ่งในส่วนหนึ่งก็เข้าใจได้ แต่ถ้าทำมากไปจะได้ผลตรงกันข้ามนะครับ)

ประเด็นนี้ขอเสนอว่าแต่ละหน่วยงานควรเตรียมคนที่จะมาทำหน้าที่สื่อสารกับสังคมไว้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำสูงสุดของหน่วยงาน (อย่างที่เรานิยมทำกัน โดยถือว่าเป็นการให้เกียรติ) เพราะผู้นำหน่วยงานมักจะมีภารกิจมากล้นมือ จนอาจจะไม่มีเวลาเตรียมตัว และศึกษาเรื่องนั้นได้ดีพอ การอ่านตามร่างแถลงฯ ที่มีคนเตรียมไว้ให้อย่างที่นิยมทำกัน ก็ไม่ใช่การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเฉพาะในสถานการณ์นี้ (ซึ่งไม่ใช่การกล่าวเปิดงาน หรือตัดริบบิ้น)

คุณลักษณะของบุคคลที่จะเลือกมาทำหน้าที่สื่อสารกับสังคม ควรมีดังนี้ครับ
1. มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่ต้องสื่อสารอย่างชัดเจน
2. มีความสามารถและทักษะในการสื่อสารกับสังคมได้ดี มั่นใจในการสื่อสาร
3. ควรเป็นคนเดิม ไม่เปลี่ยนไปมาบ่อย ๆ และไม่ควรมีหลายคนจนเกินไป เพราะจะทำให้คนไม่คุ้นเคย ลดความน่าเชื่อถือ และเกิดความสับสนว่าจะฟังใครดี

ถึงตรงนี้ผมอยากย้ำอีกครั้งว่า การสื่อสารในสถานการณ์วิกฤติเป็นสิ่งที่เป็นหัวใจข้อหนึ่งในการสร้างความมั่นใจ และความร่วมแรงร่วมใจในสังคม สามารถสร้างความเข้าใจที่ชัดเจน ช่วยให้ประชาชนเห็นทางออก และทำให้เกิดความไว้วางใจในสังคม เกิดความร่วมมือกันในชุมชนและสังคมได้ จึงต้องให้ความสำคัญมาก ๆ ต้องระดมกำลังจากส่วนต่าง ๆ ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และการระบาด ตัวแทนหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และผู้เชี่ยวชาญเรื่องจิตวิทยาและการสื่อสารเกี่ยวกับโรคระบาด และสถานการณ์วิกฤติ รวมทั้งทีมที่มีความสามารถในการผลิตสื่อ มาช่วยกันทำให้การสื่อสารใน 1 ชั่วโมงทองนี้ สามารถเข้าถึงประชาชนได้มากที่สุด และมีประสิทธิภาพที่สุด ทำให้ชั่วโมงนี้เป็นชั่วโมงที่ทุกคนต้องรอ ต้องติดตาม และได้รับความมั่นใจ กำลังใจ และคำตอบสำหรับปัญหาต่าง ๆ ให้มากที่สุด

ข้อเสนอที่อยากให้ปรับปรุงเท่าที่ติดตามดูการแถลงข่าวมามี 5 ข้อครับ
1. เตรียมการแถลงข่าวล่วงหน้า โดยมีประเด็นที่ชัดเจนว่าช่วงใดจะเสนออะไรบ้างเพราะอะไร การเลือกเสนอข้อมูลแต่ละเรื่อง ในแต่ละช่วงอาจแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ และความเหมาะสม
2. มีภาพ สไลด์ ภาพเคลื่อนไหว ประกอบคำพูดให้มากที่สุด การพูดยาว ๆ โดยไม่มีสื่อประกอบ (visual aids) ทำให้คนต้องใช้สมาธิสูง จับประเด็นได้ยาก
3. แสดงความเข้าใจ เห็นใจ อย่างจริงใจ และใช้ถ้อยคำเชิงบวกที่จะทำให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจ (collaboration)ที่เกิดจากความเชื่อมั่นและไว้วางใจ ไม่ใช่ความร่วมมือ (Cooperation)ที่เน้นการควบคุมจากเบื้องบน
4. ระมัดระวังการใช้ภาษาและถ้อยคำที่แสดงอำนาจ เช่นการชม การตำหนิ ต้องระมัดระวังการชมเป็นจังหวัด เพราะมีรายงานจากพื้นที่ว่าอาจทำให้เกิดแนวโน้มการพยายามกดตัวเลข และปิดบังข้อมูลได้
5. ตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ต้องคัดเลือกให้เหมาะสม และมีการตระเตรียมให้ดีขึ้นกว่านี้ (และอวยท่านนายกแค่พอหอมปากหอมคอก็พอนะครับ อย่าออกนอกหน้ามาก คนจะเอียนได้)

ช่วงต่อไปจะเสนอหลักการสื่อสารในสถานการณ์วิกฤติ ที่มีผู้เสนอไว้ โดยเลือกมาในส่วนที่ (ตัวเอง) เห็นว่าสำคัญนะครับ
1) การสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ (Credibility and Trust) เป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการสื่อสาร สิ่งที่จะสร้างความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจได้แก่
- การแสดงความเห็นอกเห็นใจและความห่วงใย (Empathy and caring)
- มีความสามารถและความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น (Competence and expertise)
- มีความเปิดเผย ซื่อตรง และเปิดกว้างทางทัศนคติ (Honesty and openness)
- มีความมุ่งมั่นในพันธกิจ ทำตามที่รับปาก (Commitment)
- มีความรับผิดชอบในการกระทำของตนเอง (Accountability)
2) ประเด็นที่ควรสื่อสารในสถานการณ์วิกฤติ
- แสดงความเห็นใจ เข้าใจ และห่วงใยในปฏิกริยาต่าง ๆ เช่นความกลัว ความวิตกกังวล และความทุกข์ยากต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
- ข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ รวมถึงการดำเนินการที่ได้ทำแล้วและขั้นตอนที่จะดำเนินการต่อไป (Actions and Steps of Action): พูดถึงประเด็นต่าง ๆ ว่า ใคร(Who) อะไร(What) ที่ไหน(Where) เมื่อไร (When) เพราะเหตุใด (Why) อย่างไร (How) ให้ชัดเจนตามเรื่องนั้น ๆ
- อะไรคือประเด็นที่ยังไม่รู้หรือไม่ชัดเจน และมีกระบวนการที่จะหาคำตอบในเรื่องนั้นอย่างไร
- ย้ำถึงความมุ่งมั่นในการบรรลุภารกิจร่วมกัน และการยืนยันที่จะไม่ละทิ้งประชาชน (Commitment): แต่ต้องระวังอย่ารับปากในเรื่องที่ทำไม่ได้
- แจ้งช่องทางที่สามารถติดตามข้อมูล และช่องทางการรับบริการ โดยขึ้นสไลด์ประกอบแหล่งข้อมูล และการติดต่อบริการ
3) หลักการ STARCC ที่แนะนำสำหรับการสื่อสารในภาวะวิกฤติ
SIMPLE สั้น กระชับ เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน
TIMELY รวดเร็ว ทันเวลา ทันสถานการณ์
ACCURATE ถูกต้อง ชัดเจน ไม่สับสน
RELEVANT ตรงประเด็น ตอบคำถามตามประเด็นที่ถูกถาม
CREDIBLE น่าเชื่อถือและไว้วางใจ ตามรายละเอียดในข้อ 1
CONSISTENT ไม่พูดกลับไปกลับมา ย้ำประเด็นสำคัญ ซ้ำ ๆ
4) สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- ศัพท์เทคนิค (Technical Jargon) ถ้าจำเป็นต้องใช้ ต้องอธิบายให้ชัดเจน
- คำพูดที่แสดงการดูถูก หรือตัดสินคนอื่น, การโจมตีหรือกล่าวหาผู้อื่น
- ท่าทีที่มั่นใจมากเกินไป จนกลายเป็นทะนงตน
- การแก้ตัว หรือปกป้องตนเอง
- ระมัดระวังการใช้อารมณ์ขัน เพราะอาจสร้างความรู้สึกไม่ดีกับคนบางส่วนได้ง่าย
- คำพูดที่แสดงความเหนือกว่า (Paternalistic) เช่นการปลอบใจว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวทุกอย่างจะดีเอง การชมหรือตำหนิแบบที่ผู้ใหญ่ทำกับเด็ก
- คำขวัญ หรือคำพูดเชิงสั่งสอน เช่น “ชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหละ” “เกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นความจริงของชีวิต”

 

 


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.