ฟุตบอลยังอยู่ในช่วงเฝ้าระวัง ศบค.ขอประเมินสถานการณ์ที่เหมาะสมระยะต่อไป


เพิ่มเพื่อน    

ตามที่ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เรื่องเพื่อพิจารณาอนุมัติจัดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลตามแนวทางการจัดการแข่งขันแบบปิด เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2563 นั้น    

        ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ได้แจ้งหนังสือด่วนที่สุดมายัง สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ความว่า  สำนักงานเลขาธิการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ขอเรียนว่า ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ได้กำหนดมาตรการผ่อนปรนระยะแรกในกิจกรรมที่เป็นการออกกำลังกายที่ไม่ได้เล่นเป็นทีมและไม่มีการแข่งขัน แต่การแข่งขันฟุตบอลอาชีพแบบปิดยังเป็นกีฬาที่เอื้อให้เกิดการรวมกลุ่มของคนดูจำนวนมาก มีโอกาสสัมผัสตัว หรือเกิดการแพร่เชื้อจากสารคัดหลั่ง เหงื่อ การไอและจามได้ ดังนั้น ในปัจจุบันจึงยังต้องอยู่ในช่วงการเฝ้าระวังเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และป้องกันมิให้โรคกลับมาแพร่ระบาดใหม่ โดยศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 จะประเมินสถานการณ์เพื่อนำไปสู่มาตรการผ่อนปรนที่เหมาะสมระยะต่อไป 

        ด้าน นายพาทิศ ศุภะพงษ์ รักษาการเลขาธิการสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ กล่าวว่า “จากหนังสือดังกล่าวและเพื่อป้องกันความสับสน สมาคมฯ ขอเรียนให้ทราบว่าสมาคมฯ จำเป็นจะต้องปฏิบัติตามมาตรการของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 และยึดเอาความปลอดภัยของประชาชนและนักกีฬาฟุตบอลรวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก”

        “ทั้งนี้ สมาคมฯ และบริษัทไทยลีก จำเป็นต้องปฏิบัติตามมติของสโมสรสมาชิก ที่จะกลับมาแข่งอีกครั้งในเดือนกันยายน หากได้รับอนุญาตจากรัฐบาล” รักษาการเลขาธิการสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ กล่าว

        สำหรับ ปฏิทินการแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพ ฤดูกาล 2563 ใหม่ตามมติของสโมสรสมาชิก นั้น จะกลับมาแข่งขันอีกครั้งในเดือนกันยายน 2563 และสิ้นสุดฤดูกาลในเดือนพฤษภาคม 2564 โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19


บ้านเมืองป่วยไข้ด้วยโควิดรุมเร้า ก็ดีไปอย่าง ทำให้เข้าใจคนไทยดีขึ้น ว่าคนไทยวันนี้ ทั้งรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ มีทัศนคติกับชาติบ้านเมืองตัวเองอย่างไร?

จุฬาฯ"เน่าที่หน่อหรือราก?"
'เจาะเวลาหาจุดจบโควิด'
"เชียงใหม่ แซนด์บ็อกซ์"
"สงครามข่าว"ที่มองข้าม
"คนมีบุญ"อย่าง"หมอบุญ"
ทีมแพทย์ 'ศูนย์วิจัย' จุฬาฯ