แม่บุกร้องอัยการ ครูข่มขืนลูกวัย12


เพิ่มเพื่อน    

 

“ทนายรณณรงค์” พาแม่นักเรียน ม.1 ในชุมพรถูกครูข่มขืนร้องอัยการ หวั่นสั่งไม่ฟ้องข้อหาชำเรา อัยการแจงฟ้องแล้ว 3 ข้อหา ส่วนที่บุรีรัมย์ ครูหนุ่มหื่นอนาจารลูกศิษย์ ป.6 ปัดไม่ไปทำแผน อ้างอับอาย กลัวถูกประชาทัณฑ์ ขณะ ตร.เตรียมส่งฝากขัง เบื้องต้นแจ้ง 2 ข้อหา อนาจาร และพรากเด็กไปจากบิดามารดา
    เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการฯ ถ.แจ้งวัฒนะ นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรม ทนายความชื่อดัง พร้อมมารดาของนักเรียนหญิงชั้น ม.1 ผู้เสียหาย อายุ 12 ปี ซึ่งถูกครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ชุมพร ข่มขืน เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด เพื่อขอให้ตรวจสอบสำนวนคดี เนื่องจากคู่กรณีมีพ่อเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร เกรงว่าจะเกิดการแทรกแซงหรือวิ่งเต้นคดี จนทำให้มีการฟ้องแค่ข้อหาพรากผู้เยาว์กับข้อหาอนาจาร ขาดข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี และ พ.ร.บ.ยาเสพติด เพราะมีการบังคับให้เด็กเสพยาด้วย โดยมีนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้แทนรับเรื่อง
    โดยมารดาของผู้เสียหายซึ่งสงวนนามและหน้าตา เล่าเหตุการณ์ว่า วันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา ส่งลูกไปเรียนตามปกติ แต่ประมาณ 09.00 น. ครูประจำชั้นมาแจ้งที่บ้านว่าลูกหายไป เราก็ตกใจเพราะลูกไม่เคยมีพฤติกรรมหนีเรียน ออกตามหาทั่วหมู่บ้านก็ไม่เจอ ไปตามที่โรงเรียนมีเด็กผู้ชายบอกเห็นลูกขึ้นรถตู้ไปกับครู เลยหาเบอร์ครูแล้วโทร.ไปถาม ครูยืนยันว่าไปคนเดียว ไม่ได้พาลูกเราไป หลังเกิดเหตุลูกบอกว่าครูบอกให้ปิดเครื่อง เราติดต่อไม่ได้ ลูกอยู่ในรถตู้ทึบไม่รู้ว่าไปไหน ลูกบอกครูพาไปให้ช่วยขนกล้วยก็เลยไป กลัวครูมากกว่าแม่ ให้ลูกเราเข้าไปในรีสอร์ตแล้วกระทำ ทั้งที่ลูกเราเป็นประจำเดือน
    มารดาของผู้เสียหายเผยถึงกรณีครูผู้ก่อเหตุเจรจายื่นเงินว่า วันที่ 12 มี.ค. คุยกันนึกว่าเขาจะให้เป็นค่าเยียวยาค่าเสียหาย แต่พอวันที่ 24 มี.ค. เขาบอกจะจ่ายให้เรื่องจบ แต่เราไม่รับ อยากให้เขารับผิด ลูกเราไม่ใช่ผักปลา เราตามคดีเองทั้งหมด การไม่ฟ้องบางข้อหาเราคาใจ หลักฐานที่เราไปหาน่าจะชัดแล้ว
    เธอยังเปิดเผยถึงพฤติกรรมของครูคนดังกล่าวด้วยว่า เป็นครูวงดุริยางค์ เป็นที่รักของเด็กคนอื่น แต่เขาทำไม่ดีกับลูกเรา เขาพยายามบอกคนอื่นว่าลูกเราอยากหนีเรียนออกไป ถ้าเป็นครูที่ดีต้องตีให้เด็กเข้าโรงเรียน ไม่ใช่พาไปเข้ารีสอร์ต เขาพยายามโยนความผิดให้เด็ก ให้ชาวบ้านเข้าใจผิดว่าเราได้รับเงินแล้ว 5 แสนบาท ไม่ได้รับเลย ขอบอกเลยว่าไม่เอา สำหรับสถานะของครูคนดังกล่าวในปัจจุบัน เธอบอกได้ข่าวว่าโดนปลดใบประกอบวิชาชีพ
    มารดาผู้เสียหายยังระบุถึงครูคนดังกล่าวด้วยว่าไม่เคยขอโทษ มีแต่แม่เขาขอโทษแทนลูก ตัวเขาไม่ขอโทษ ไม่สำนึกผิดเลยแม้แต่นิดเดียว ชอบพูดให้ชาวบ้านเข้าใจผิดว่าให้เงินแล้ว 5 แสนบาท ลูกมาเผยตอนหลังว่าครูบังคับเสพยา วันที่ไปแจ้งความ ลูกเรามีอาการแปลกๆ ตาลอยๆ 7 วันจากนั้นแล้วลูกยอมบอก ตอนแรกไม่กล้าบอก เพราะครูบอกว่าหนูเสพต้องโดนจับเหมือนกัน ทำให้กลัวไม่บอกใคร
    ผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามถึงผลตรวจร่างกายผู้เสียหาย มารดาระบุหมอบอกโดนล่วงละเมิดจริง มีบาดแผลฉีกขาดที่พรหมจรรย์ หมอยังบอกให้สู้ ถ้ายอมหมอจะเสียใจมาก ส่วนภาครัฐมีใครเข้ามาดูแลหรือไม่ เธอระบุว่า ไม่มี ได้ยื่นเรื่องไปที่ยุติธรรมจังหวัดขอรับเงินเยียวยา แต่ยังไม่ได้รับอะไรจากใคร สำหรับสภาพจิตใจแย่มาก
    “แม่อยากบอกว่าเขาสร้างทุกข์หนักกับครอบครัว ทั้งจิตใจน้องทั้งแม่ ชีวิตแม่มันไม่เหมือนเดิม แม่ทำธุรกิจ มีร้านขายของ ก็ไม่เหมือนเดิม เสียหายมาก ตั้งแต่เกิดเรื่องก็ปิดร้าน พาลูกไปอยู่ที่อื่น เพราะจิตใจลูกแย่" มารดาผู้เสียหายกล่าวทิ้งท้ายถึงสิ่งที่อยากบอกถึงผู้ก่อเหตุ โดยกล่าวทั้งน้ำตาตลอดการสัมภาษณ์
    ด้านนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวหลังรับเรื่องว่า เมื่อได้รับหนังสือจากผู้เสียหายแล้ว จะนำกราบเรียนท่านอัยการสูงสุดโดยทันที และทางงานโฆษกกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นกับทางอัยการจังหวัดชุมพรในการทำงานคดีทางเพศ อยากให้มั่นใจในประเด็นที่ต้องตรวจสอบ ผู้เสียหายเป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี การให้ถ้อยคำกับพนักงานสอบสวนฝ่ายเดียวไม่สามารถสอบปากคำเด็กได้ ต้องร่วมกระทำกับนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือสหวิชาชีพ และพนักงานอัยการไปกำกับการสอบสวน ไม่มีใครไปเปลี่ยนแปลงถ้อยคำให้การได้ เพราะต้องมีการอ่านให้เด็กฟังแล้วลงชื่อนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และพนักงานอัยการ มีการบันทึกวิดีโอไว้ทุกขั้นตอน เป็นพยานหลักฐานใช้ในชั้นศาล ผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์ กฎหมายจะต้องเข้าไปคุ้มครองเป็นกรณีพิเศษ
    นายประยุทธให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า อัยการจังหวัดชุมพรได้ให้ข้อมูลว่า ผู้ต้องหาถูกส่งมาให้พนักงานอัยการแจ้ง 3 ข้อหา 1.พาเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจาร อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี 2.พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจาร อัตราโทษจำคุก 5-20 ปี 3.กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และกระทำต่อศิษย์ที่อยู่ในความควบคุมดูแล อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 20 ปี
    ทั้ง 3 ข้อหา อัยการได้มีคำสั่งฟ้อง แต่ไม่ฟ้องเรื่องกระทำชำเราศิษย์ที่อยู่ในความควบคุมดูแล ซึ่งเป็นบทฉกรรจ์ เพราะข้อเท็จจริงขณะเกิดเหตุเด็กไม่ได้อยู่ในความควบคุมของครูดนตรี แต่ไปเรียกเด็กออกมา และไม่ใช่ครูประจำชั้น จึงเป็นความผิด แต่ไม่ผิดบทฉกรรจ์ จะผิดต้องเป็นครูที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลเด็ก ทั้งหมดเป็นไปตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7986/2540 และ 9704/2539 ทุกข้อหาที่ฟ้องไปล้วนเป็นข้อหาฉกรรจ์ มีอัตราโทษสูง
    สำหรับบทฉกรรจ์นั้น คือเพิ่มโทษ 1 ใน 3 กรณีทำกับเด็กในควบคุมดูแล คือทำในขณะเป็นครูประจำชั้น หรือขณะกำลังสอนวิชานั้นอยู่ ถึงเป็นบทฉกรรจ์ ส่วนเรื่องยาเสพติด ไม่มีประเด็นนี้ในสำนวนมาตั้งแต่ต้น การสอบต่อหน้าสหวิชาชีพมีข้อเท็จจริงเพียงเท่านี้ เพราะเด็กไม่ได้พูดเรื่องยาเสพติดในชั้นสอบสวน
    ส่วนมารดาของผู้เสียหายเปิดใจหลังทราบข้อชี้แจงว่า มาฟังแล้วก็สบายใจขึ้น ตอนแรกเราไม่เข้าใจว่าไม่ฟ้องกระทำชำเราบทฉกรรจ์ สรุปก็คือมีการกระทำชำเรา ขณะที่นายรณณรงค์ระบุว่า ในเอกสารที่ตำรวจให้มามี 2 ข้อหา แต่ทางอัยการบอกมีการสั่งฟ้องกระทำชำเรา แสดงว่าครบถ้วนทุกประเด็น แต่ขาดเรื่องยาเสพติด ซึ่งได้แจ้งในเอกสารแล้วให้ท่านอัยการสูงสุดพิจารณา
    ส่วนกรณีครูหื่นเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านด่าน ได้จับกุมนายนิกร หรือครูกร อายุ 39 ปี ครูอัตราจ้าง โรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.โนนขวาง อ.บ้านด่าน หลัง น.ส.โอ๋ (นามสมมติ) ผู้ปกครอง เข้าแจ้งความกล่าวหาว่าครูได้ล่อลวง ด.ญ.เอ (นามสมมติ) ลูกสาว อายุ 12 ปี นักเรียนชั้น ป.6 ไปกระทำอนาจารในโรงเรียน ทั้งยังมีพฤติกรรมแช้ตเฟซบุ๊กกับลูกสาวในลักษณะลามกชู้สาวด้วย
    เบื้องต้น ครูกรที่ถูกกล่าวหายอมรับสารภาพว่า ได้ก่อเหตุลวนลามลูกศิษย์ด้วยการกอดจูบและจับของสงวนจริง แต่ไม่ได้ล่วงละเมิดทางเพศ เหตุเกิดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงปิดเทอม ที่ห้องคอมพิวเตอร์ในโรงเรียน เพราะชักชวนเด็กให้ไปเรียน
    ล่าสุด นายนิกรที่ถูกคุมตัวในห้องขัง สภ.บ้านด่าน ก็มีอาการเครียดและขอใช้สิทธิ์ไม่ไปทำแผนชี้จุดเกิดเหตุ โดยอ้างว่าอับอายและกลัวจะถูกญาติของผู้เสียหายหรือชาวบ้านที่อาจจะโกรธแค้นรุมประชาทัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ทางพนักงานสอบสวนก็จะได้ทำเรื่องส่งฝากขังผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับทางศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ตามมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อโควิด ซึ่งหลังจากทำเรื่องฝากขังเสร็จก็จะส่งตัวไปยังเรือนจำ
    ด้าน พ.ต.อ.พงศธร โสกุล ผู้กำกับการ สภ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ผู้ต้องหาไม่ขอไปทำแผนนั้น ก็เป็นการใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย ซึ่งเบื้องต้นก็ได้แจ้งดำเนินคดี 2 ข้อหา 1.กระทำอนาจารบุคคลอายุไม่เกิน 13 ปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และเด็กนั้นเป็นลูกศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล และ 2.พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองและผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควร พร้อมคัดค้านประกันตัว เนื่องจากกลัวจะไปข่มขู่ผู้เสียหายหรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน.


"๘ กรกฎา" ไม่ใช่วัน "แดงเดือด"! แต่เป็น "วันส้มเดือด" หรือ "วันปลอกแตก" ก็ได้เหมือนกัน สุดแต่ใครพอใจเรียกแบบไหน

'การเมืองหน้ากาก' ไทย-สหรัฐฯ
'การเมือง' ที่ไม่มี 'วันพระ'
'การอยู่-การไป' ของสมคิด
หมอชาญชัย"เผยตาหมาก"
ภาพสะท้อน 'อนาคตไทย'
อาจารย์แหม่ม 'ผิดตรงไหน?'