ทุกด้าน "สถานการณ์" เป็นต่อ


เพิ่มเพื่อน    

         ในที่สุด ประชาชนก็เห็น!

                "ทอง".....

                จากการ "ยอมตาย-ถวายชีวิต" เพื่องานของนายกฯ ที่ทะลักล้นจากหลังพระออกมาข้างหน้า

                ดูซี เมื่อวาน เปรยลอยๆ ให้กำลังใจนายกฯ กันหน่อย เพราะท่านกรำศึก ๑๐ ทิศ ทั้งศึกในพรรค ศึกในรัฐบาล ศึกในการบินไทย และศึกที่พวกเลวชนกำลังพยายามลากลงถนน

                ปรากฏว่า "กำลังใจ" ส่งกันไปถึงนายกฯ ประยุทธ์ ผ่านท้ายคอลัมน์ในเว็บ จนอยากจะบอกว่า

                "อิจฉาคนมีแฟนทุกตำบลชนทุกจังหวัด" คนนี้ เสียจริงๆ!

                ก็เอาล่ะ คุยเรื่องอื่นกันบ้าง.......

                เมื่อวาน (๒๗ พ.ค.๖๓) สภาเปิดนัดแรกของสมัยประชุม พิจารณา พ.ร.ก. ๓ ฉบับ วงเงิน ๑.๙ ล้านล้านบาท

                นักข่าวนินทาขรม ว่านอกสภา ขู่ฟ่อๆ เป็นงูหางกระดิ่ง

                แต่ถึงเวลาจริงในสภา กลายเป็นงูหางกระเดี้ย!

                บ่งบอกอาการ "สิ้นแล้วฝ่ายค้าน" แต่ละดาวสภา อภิปรายเหมือนตุ๊กตายางดาวน์ซินโดรม

                แค่ ๒ วัน ก็เกินพอแล้วมั้ง?

                ลากไป ๕ วัน เท่ากับลากซากแม้วที่ไร้วิญญาณประจานพรรค ประจานตัวเองเปล่าๆ!

                ไม่อยากใช้คำว่า สักแต่ว่าขอให้กูได้ลุกขึ้นด่ารัฐบาล เป็นการสำเร็จความใคร่ทางอารมณ์ก็พอ ไม่สนอะไรจริง-อะไรเท็จ

                เงินที่รัฐบาลกู้นั้น มีแค่ฉบับเดียว คือ "พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ วงเงิน ๑ ล้านล้านบาท

                ก็ตะบี้-ตะบัน-ตะแบงกันอยู่นั่นแหละว่า....

                พ.ร.ก.เงินกู้ ๓ ฉบับ ๑.๙ ล้านล้าน!

                ทำเอาผู้ว่าแบงก์ชาติ "วิรไท สันติประภพ" เจ้าภาพ พ.ร.ก.อีก ๒ ฉบับ วงเงิน ๙ แสนล้าน ต้องออกมาโพสต์ทำความเข้าใจ

                คือ พ.ร.ก. Softloan (เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ) ๕ แสนล้าน

                กับ พ.ร.ก. Bond Stabilization Fund BSF (มาตรการกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้) ๔ แสนล้านนั้น

                ไม่ใช่การกู้เงิน......

                หากแต่เป็นการใช้กลไกด้วยวิสัยทัศน์บริหารของแบงก์ชาติในสถานการณ์โควิด

                รองรับในทางป้องกันความตื่นตระหนกอันกระทบถึงวงจรธุรกิจเศรษฐกิจการเงิน

                ไม่ได้กู้........

                หากแต่ใช้ "สภาพคล่องของแบงก์ชาติ" เอง

                ฝ่ายแค้น นอกจากไม่ทำความเข้าใจตามหน้าที่ ส.ส.พึงทำในการอภิปรายแล้ว ยังหลับหู-หลับตาไถลไถถาก เหมารวมอยู่นั่นแหละ ว่า พ.ร.ก.เงินกู้ ๓ ฉบับ ๑.๙ ล้านล้าน

                จะคร่อกกันอีก ๔ วันมิใช่หรือ?

                งั้นก็อ่านที่ท่านผู้ว่าแบงก์ชาติโพสต์เป็นวิทยาทานนี่ไว้หน่อย จะได้อภิปรายตรงร่อง-ตรงรอย ผู้คนจะได้ไม่นินทา

                veerathai Santiprabhob

                "ได้ยินหลายท่านอภิปรายในสภาว่า รัฐบาลเสนอ พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ รวม 1.9 ล้านล้านบาท

            ขอเรียนยืนยันอีกครั้งว่า พ.ร.ก.ที่ ธปท.เสนอ “ไม่” ควรเรียกว่าเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะหัวใจของ พ.ร.ก.ทั้งสองฉบับ

            คือการให้อำนาจ ธปท.เข้าไปบริหารจัดการสภาพคล่องได้ตรงจุด

            เมื่อครบเวลาสองปี เงินที่ ธปท.ปล่อย soft loans ผ่านสถาบันการเงินไปให้ SMEs สถาบันการเงินก็ต้องเอากลับมาคืน ธปท.

            ส่วนเงินที่ ธปท.จะลงทุนผ่านกองทุน BSF เป็นการให้ bridge financing ชั่วคราว

            เมื่อครบกำหนดก็เอาเงินกลับมาคืน ธปท. (ธปท.ถึงต้องเน้นเรื่องคุณภาพของตราสารที่กองทุน BSF เข้าไปลงทุน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย)

            ทั้งกลไกของ soft loans และกองทุน BSF ไม่ใช่การกู้เงิน 900,000 ล้านบาทมาใช้จ่าย

            หรืออีกนัยหนึ่ง ไม่ได้สร้างภาระการคลัง 900,000 ล้านบาท หรือไม่ได้สร้างภาระภาษี 900,000 ล้านบาท ให้ลูกหลานเหมือนกับที่หลายท่านกังวล

            ทั้งสองกลไกอาจจะสร้างภาระการคลังในอนาคตได้บ้าง ถ้าสินเชื่อ soft loans ที่ปล่อยให้ SMEs จำนวนมากเกิดกลายเป็นหนี้เสีย

            หรือตราสารหนี้ที่กองทุน BSF เข้าไปลงทุนไม่ได้รับชำระหนี้คืน ซึ่งตาม พ.ร.ก.แล้วรัฐบาลจะชดเชยความเสียหายให้เพียงบางส่วนเท่านั้น

            ธปท.ตระหนักดีว่า ทั้งสองกลไกที่ ธปท.เสนอไม่พึงสร้างภาระการคลังให้กับคนไทยในอนาคต

            จึงต้องมีเงื่อนไขด้านคุณภาพอย่างรัดกุมทั้งการปล่อยสินเชื่อผ่าน soft loans และการลงทุนผ่านกองทุน BSF”

            ครับ.....

                ก็ฝืนความมักง่ายป้ายกินทำความเข้าใจกันหน่อย อย่าสักแต่ว่าได้พูดออกโทรทัศน์อวดชาวบ้านในพื้นที่ ก็ถือว่าภารกิจ ส.ส.ของกูสำเร็จแล้ว

                อยากหาเรื่องพูด หาประเด็นด่ารัฐบาล หรือหามุมเอี่ยวในเงินกู้ ๑ ล้านล้าน

                ก็ "พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ" ที่ประกอบด้วย ๒ มาตรการ ท่าน ส.ส.จี้กันตรงนี้ ดูกันตรงนี้

                คือใน ๑ ล้านล้าน ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน รัฐบาลจะนำไปใช้จ่ายตาม ๒ มาตรการย่อย ดังนี้

                ๑.๑ แผนงานสาธารณสุขและแผนงานเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ วงเงินรวม ๖ แสนล้านบาท

                เยียวยาประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ วงเงิน ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท

                ดูแลด้านสาธารณสุข วงเงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท

                ๑.๒.แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงินรวม ๔ แสนล้านบาท

                ก็ไอ้ตรง ๔ แสนล้านนี่แหละ จ้องกันให้ดีเถอะ เงินกำลังจะหมุนไป ลงท้องไร่-ท้องนา-ท้องสวน ทั่วประเทศ ฟื้นฟูการเกษตร-เศรษฐกิจฐานราก

                ส.ส.พื้นที่ไหน อยากเอี่ยวเพื่อชาติ ก็พูดจากับรัฐบาลเขาดีๆ อภิปรายในทางสร้างสรรค์ดีๆ จะได้มีหน้า-มีตาเป็นแต้มจากชาวบ้านในพื้นที่ได้บ้าง

                มาดูเรื่องการบินไทยที่ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวานซืนหน่อย

                ศาลนัดให้ฟังคำสั่งเมื่อวาน (๒๗ พ.ค.) ปรากฏว่า

                ศาลพิจารณาเเล้ว......

                มีคำสั่ง "รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ"

                นัดไต่สวนวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๓ เวลา ๐๙.๐๐ น.

                พร้อมทั้งมีคำสั่งว่า....

                ให้ประกาศคำสั่งรับคำร้องขอและวันเวลานัดไต่สวน ในหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลาย อย่างน้อยหนึ่งฉบับ

                ไม่น้อยกว่า ๒ ครั้ง ห่างกันไม่เกิน ๗ วัน

                กับให้ส่งสำเนาคำร้องขอ แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย ตามบัญชีรายชื่อเจ้าหนี้ และแก่นายทะเบียนหุ้นส่วน บริษัท หรือนายทะเบียนนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง กรมบังคับคดี

                ให้ส่ง "สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์" และ "ตลาดหลักทรัพย์" ตามมาตรา ๙๐/๙ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.๒๔๘๓

                และให้ประกาศวันเวลานัดไต่สวน โดยวิธีลงโฆษณาทางสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอีกทางหนึ่ง

                หากเจ้าหนี้ประสงค์คัดค้าน ให้ยื่นคำคัดค้านล่วงหน้า ๗ วัน ก่อนถึงวันนัดไต่สวน

                ครับ...อีก ๒-๓ เดือน กว่าจะรู้ว่าศาลจะมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือไม่ คือต้องทราบผลไต่สวนก่อน ว่าเจ้าหนี้-ลูกหนี้ พูดจาตกลงกันต่อศาลหน้าศาลอย่างไร

                อีกเรื่องที่ควรทราบ วันก่อน ตั้ง ๔ เซียนเข้าไปเป็นบอร์ดการบินไทย และทั้ง ๔ นั้น

                คือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, นายบุญทักษ์ หวังเจริญ, นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร และนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์

                เมื่อวาน นายไพรินทร์ จำเป็นต้อง "ลาออกทุกตำแหน่ง" ในการบินไทย เพราะติดเงื่อนไขกฎหมาย ป.ป.ช.ที่ห้ามรับตำแหน่งภายใน ๒ ปี หลังพ้นจากการเป็นรัฐมนตรี

                หมายความว่า ทั้งบอร์ดการบินไทย และทั้งที่จะไปเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟู ก็เป็นไม่ได้แล้ว

                ส่วนการบินไทยจะเสนอใครไปแทนตามรายชื่อผู้ร่วมทำแผนฟื้นฟูที่เสนอต่อศาลไปแล้ว นั่นเป็นเรื่องต่อไป ไม่ซีเรียส

                เอาเท่านี้ละมัง........

                ไม่ได้คุยอะไรกันวันนี้ หนักไปทางรายงานสถานการณ์และข่าวคราวที่ควรสนใจประจำวัน

                สรุปภาพรวมได้ว่า

                บ้านเมืองกำลังเดินไปในทาง "เข้าท่า" เพราะนายกฯ เจ๋ง!.