นายกฯลั่นไม่ใช้ฉุกเฉินอลหม่าน!


เพิ่มเพื่อน    


     อภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาทวันที่ 2 ยังท้วงติงเรื่องเยียวยาตกหล่น พร้อมชงตั้ง  กมธ.ดูแลการใช้จ่ายโครงการต่างๆ "เกียรติ" เสนอ 3 กฎเหล็กเพื่อให้เงินตรงเป้า "ฝ่ายค้าน" ไม่เลิกราวีเรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยกกรณีฆ่าตัวตายถล่มอีกรอบ "บิ๊กตู่" ลั่นทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ชี้หากไม่ใช้กฎหมายติดหนวดอลหม่านแน่ ฮึ่ม! คนไทยด้วยกันอย่าติเรือทั้งโกลน หมอหนูโวไม่มีระบาดรอบสองแน่
     เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 พ.ค.ถือเป็นวันที่ 2 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาพระราชกำหนด 3 ฉบับ ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่พักการประชุม โดยเริ่มต้นนายโสภณ  ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้อภิปรายชี้ถึงความจำเป็นในการกู้เงิน ซึ่งแม้ไม่ก่อให้เกิดรายได้แต่เป็นไปเพื่อรักษาชีวิต พร้อมทั้งระบุว่า งบประมาณแก้ไขปัญหาการระบาดไม่เกิน 45,000 ล้านบาทน้อยเกินไป อย่างการทำวัคซีนต้องใช้เงินจำนวนมาก และควรเพิ่มงบค่าตอบแทนให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ส่วนการเยียวยาก็ขอให้สำรวจกรณีตกหล่นไม่ได้รับการเยียวยาเพราะเข้าไม่ถึงระบบออนไลน์ ให้ได้รับการเยียวยาทุกกลุ่ม  
    น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายในฐานะพยาบาลเก่า ว่า ไม่อยากให้รัฐบาลเอาเงินกู้ไปทำในสิ่งที่ไม่เกิดผลหรือนอกวัตถุประสงค์ จึงอยากให้ใช้ประโยชน์สูงสุด เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ และมองว่าการช่วยเหลือของรัฐบาลยังตกหล่นเยอะ คนที่เข้าไม่ถึงระบบออนไลน์ ไม่มีโทรศัพท์ ต้องเก็บตกให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง 
    "โดยรวมเห็นด้วยกับการกู้เงิน แต่ไม่เห็นด้วยกับการมีตัวเขมือบโครงการ เช่น ซื้อของแพง เอาวิกฤติเป็นโอกาสของนักการเมืองขี้โกง ขอให้มีอันเป็นไป อยากให้นายกรัฐมนตรีเอาจริงเอาจังกับตัวเขมือบทั้งหลายให้หมดไป ไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ ไม่ต้องเกรงใจ และควรตั้งคณะกรรมาธิการมาตรวจสอบการใช้เงินโครงการต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน" น.ส.รังสิมากล่าว
    ต่อมาในเวลา 11.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ชี้แจงว่า  นับตั้งแต่มีข่าวการระบาดโควิด-19 ตั้งแต่ปลายเดือน ธ.ค.62 สธ.ได้ตั้งทีมป้องกันคัดกรองผู้ที่เข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่ก่อนสิ้นปี 2562 ยืนยันว่าระบบการรักษาของระบบสาธารณสุขไทยอยู่เหนือมาตรฐาน ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดไว้ จนขณะนี้การแพร่เชื้อในประเทศไทยไม่มีแล้ว เพราะเราตั้งการ์ดสูงอย่างเต็มที่ แต่วันนี้ก็ยังมีการเตรียมพร้อมมีการควบคุมอยู่ เพื่อเตรียมพร้อมไว้รองรับคนไทยที่อยู่ต่างประเทศที่กำลังเดินทางกลับไทย และเชื่อว่าจะไม่เกิดการแพร่ระบาดอีก
เชื่อไม่มีระบาดรอบ 2
    “เรายังเตรียมความพร้อมหากมีการระบาดรอบ 2 ซึ่งผมเชื่อว่าไม่น่าเกิด แต่เราก็ไม่ได้ประมาท ทั้งนี้หากเกิดการระบาดรอบ 2 ผมยืนยันได้ว่ากระทรวงสาธารณสุขมีความพร้อมดูแลทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย นอกจากนี้ขอชมเชย อสม.ล้านกว่าคนที่มีส่วนช่วยในการหยุดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเห็นว่าถึงเวลาที่เราต้องตอบแทนเมื่อถึงเวลานั้น สธ.เราไม่ได้การ์ดตก และขอให้พี่น้องประชาชนตั้งการ์ด  ศัตรูของเราคือโควิด-19 ถ้าชกกันตอนนี้คะแนนเรานำอยู่ เราจะน็อกเขาได้เมื่อมีวัคซีนป้องกัน ซึ่งในงบ  4.5 หมื่นล้านบาท งบส่วนนี้ได้ให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติพัฒนาวัคซีนดังกล่าว โดยประเทศไทยเหลืออย่างเดียวที่จะเป็นแชมป์ด้านสาธารณสุขของโลก คือต้องคิดค้นวัคซีนให้ได้ และยืนยันว่างบที่ สธ.ได้จะใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด" นายอนุทินกล่าว
    ในเวลา 11.40 น. นพ.เรวัต วิศรุตเวช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ได้อภิปรายว่า ขอให้สภาพักหรือเลื่อนการประชุมจนกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหมจะนำเอกสารแนบท้าย พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทมานำเสนต่อสภา เพราะหนี้ที่เกิดขึ้นเป็นหนี้ทั้งหมดของประชาชน การไม่มีรายละเอียดเท่ากับจงใจตีเช็คเปล่า จึงไม่สามารถอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงินได้
    “การบังคับใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาล เป็นการใช้อำนาจที่ขัดต่อกฎหมายและถือเป็นความผิด เพราะไม่มีเหตุผลทางวิชาการเพื่อควบคุมโรคระบาดได้ และหากใช้ต่อไปถือว่าเป็นการบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพด้านการบูรณาการงานร่วมกัน" นพ.เรวัตระบุ 
    ต่อมานายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชป.อภิปรายแสดงความเป็นห่วง พ.ร.ก.กู้เงิน  1.9 ล้านล้านบาท ว่ากู้เยอะแต่รายละเอียดน้อย ไม่มีรายละเอียดแหล่งที่มาเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท รวมทั้งตั้งข้อสังเกตถึงแนวทางฟื้นฟูที่เสนอโดยคณะกรรมการกลั่นกรอง คือ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และพิจารณาโดยสภาพัฒน์และกระทรวงการคลัง ขณะที่คนทำรายงานความก้าวหน้าก็คือ สศช. ซึ่งน่าจะไม่ถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล
เกียรติชงกฎเหล็ก 3 ข้อ
“พูดว่าโปร่งใสเฉยๆ ไม่ได้ การเปิดเผยข้อมูลแบบเรียลไทม์จำเป็น ร่วมทั้งการเอาเงินทั้งหมดไปใช้ตรงกับเป้าจำเป็นจริงๆ และสุดท้ายขอเสนอให้ใช้กฎเหล็ก 3 ข้อผ่านวิกฤติ คือ 1.แก้วิกฤติต้องคิดลบ พร้อมสยบทุกปัญหา 2.กระสุนมีจำกัดทุกนัดต้องเข้าเป้า และ 3.คอร์รัปชันต้องป้องกันไม่ใช่ลั่นว่าไม่มี”
    ในเวลา 15.30 น. นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ชี้แจงถึง พ.ร.ก.ปล่อยซอฟต์โลน 5 แสนล้านบาทให้วิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ว่าขณะนี้มีผู้ได้รับความช่วยเหลือแล้ว 35,217 ราย วงเงินอนุมัติเฉลี่ย 1.65 ล้านบาทต่อราย รวมวงเงิน 58,208 ล้านบาท  โดย 51% เป็นธุรกิจขนาดเล็กที่วงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท ส่วนข้อสังเกตของ ส.ส.ว่าธนาคารพาณิชย์ปล่อยลูกค้าชั้นดีความเสี่ยงต่ำ ไม่เป็นความจริง เพราะ 70% เป็นลูกหนี้กลุ่มความเสี่ยงปานกลางและค่อนข้างสูง โดย 71% เป็นลูกหนี้ในต่างจังหวัด และการออก พ.ร.ก.ซอฟต์โลนนี้เป็นรูปแบบเดียวกับเมื่อครั้งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ไม่ใช่การกู้เงิน แต่เอาเงิน ธปท.ไปให้สินเชื่อเพื่อให้เกิดสภาพคล่อง  
    นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง อภิปรายเสริมว่า วันนี้เรามีมาตรการใหม่ที่เป็นส่วนหนึ่งของ  พ.ร.ก.ซอฟต์โลน โดยจะช่วยเอสเอ็มอีที่ยังไม่มีประสบการณ์การกู้เงินกับสถาบันการเงิน หรือกลุ่มที่เราเรียกว่ายังไม่เข้มแข็งเรื่องเงินทุน โดยจะออกมาในรูปของกองทุนซึ่งจะต่างจากสินเชื่อ
    เวลา 14.30 น. น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายว่า รัฐบาลบริหารโดยปล่อยให้มีการเยียวยาที่ผิดพลาด จนมีคนไปฆ่าตัวตายที่หน้ากระทรวงการคลัง ความผิดพลาดที่ชี้ชัดที่สุดคือการลงทะเบียนเราไม่ทิ้งกัน กลับกลายเป็นเราจะเละด้วยกัน ระบบล่มตั้งแต่ชั่วโมงเเรกที่เปิดให้ลงทะเบียน แต่วันนี้รัฐบาลจะมาออก พ.ร.ก.กู้เงินครั้งใหญ่ที่สุด เราจะมั่นใจได้อย่างไรในเมื่อไม่เห็นประสิทธิภาพการใช้จ่ายเงิน 
    “การฆ่าตัวตายเป็นข้อบ่งชี้ความล้มเหลวของรัฐบาลอย่างรุนเเรง เพราะคนตัดสินใจเลือกความตายเพื่อให้พ้นความเดือดร้อนเพราะหาที่พึ่งพาไม่ได้ และฝากถึงนายกฯ และคณะว่าท่านอย่าบริหารงานภายใต้การรักษาความมั่นคงในอำนาจของตัวท่านเอง คืนความอิสระในการทำงานให้กับทุกอาชีพ  พ.ร.ก.ฉุกเฉินมีผลเสียมากกว่าผลดี ต้องยกเลิกเคอร์ฟิว เพราะโควิด-19 ไม่ได้ระบาดเเค่เฉพาะตอนกลางคืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินทุกวันนี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่ารัฐบาลกำลังควบคุมพวกเรา ไม่ได้ควบคุมโรค”
อย่าติเรือทั้งโกลน
    จากนั้นเวลา 16.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงว่า ได้รับทราบถึงความเดือดร้อนของคนไทย รัฐบาลไม่ทิ้งอย่างแน่นอน และจะไม่มีการทุจริต ทุกคนเสียภาษีเหมือนกันหมด ตนเองก็เสียภาษี พวกท่านเป็นหนี้ ตนเองก็เป็นหนี้ด้วย หนี้ตรงนี้ต้องมาชดใช้ด้วยการทำให้ประเทศมีผลผลิตและมีความก้าวหน้า ตัวเลขหนี้สาธารณะที่ปรากฏขึ้นมานั้นเกิดมาหลายรัฐบาลก่อนหน้านี้ แต่การก่อหนี้เพิ่มนั้นเพื่อรักษาและเยียวยาและฟื้นฟูประเทศให้เข้มแข็งขึ้น
    “ต้องเข้าใจว่าเราต้องบริหารตามกฎหมาย การที่จะให้รัฐบาลจ่ายเงินให้เร็วต้องไปดูเรื่องทะเบียน  รัฐบาลไม่สามารถล้วงทุกบ้านได้ ท่านต้องรู้จักหน้าที่ในการลงทะเบียนและแก้ไขทะเบียนให้ถูกต้อง ใครทำเกษตร ใครทำอาชีพอิสระ ผมพร้อมจ่ายทั้งหมด แต่จะทำอย่างไรให้ไม่ซับซ้อน เงินจำนวนนี้ให้เพื่อดำรงชีพช่วงโควิดเท่านั้น แต่ช่วงนี้เป็นเงินดำรงชีพ 3 เดือนที่ไม่สามารถเอาไปผ่อนรถหรือมอเตอร์ไซค์ได้” นายกฯ กล่าว
    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ในส่วนของการเรียนนั้นจะต้องทำอย่างไรให้นักเรียนไม่ลืมการเรียน จึงใช้ระบบออนไลน์หรือเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม ซึ่งน่ารักดี พ่อแม่ปู่ย่าตายายนั่งดูทีวีกับลูกหลาน ค่าใช้จ่ายกระทรวงดีอีเอสก็ดูแลให้ ถ้าท่านตั้งโจทย์ว่าไม่ดีไปหมด อยากถามว่าจะคุยกันรู้เรื่องหรือไม่ วันนี้ขอบคุณ ส.ส. พวกเราร่วมชาติกันอยู่แล้ว เรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นกฎหมายกลางเพื่อให้เกิดมาตรฐานในการดำเนินการ ซึ่งผลที่ออกมาถามว่าดีหรือไม่-ก็ดี คนป่วยไม่มาก ติดเชื้อน้อยลง แต่ถ้าเราไม่ใช้กฎหมายกลางนี้ออกไปก็จะอลหม่านอีกแล้วแก้ไขไม่ได้ รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบ มันเป็นความจำเป็น
    “คนเราปฏิเสธกฎหมายไม่ได้ ท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญกำหนดว่าคนไทยต้องเท่าเทียมกัน แต่มีมาตราที่บอกว่าคนไทยต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้วย ต้องดูให้ครบหมวด ทุกคนจะบอกว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ แต่รัฐบาลทุกรัฐบาลก็ผ่อนผัน เว้นแต่บางเรื่องที่ปล่อยไม่ได้ ถ้าทุกคนช่วยรัฐบาลคิดว่าประเทศไทยไปข้างหน้าโลดแล้ว อะไรที่ดีก็ขอให้ส่งเสริม แต่ท่านจะบอกว่าไม่ดีไปทั้งหมดแบบนี้มันไม่ใช่”
    ในช่วงเย็น นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมฯ ชี้แจงกรณีข้อท้วงติงการตรา พ.ร.ก.ไม่เป็นไปตามมาตรา 53 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)  ว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ว่า กฎหมายวินัยการเงินการคลังกับการตรา พ.ร.ก.กู้เงินนั้นสอดคล้องกัน และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงรับรองหลักการของกฎหมายที่ต้องตราขึ้นเพื่อความมั่นคงและผาสุกของประชาชน ขณะเดียวกันการตรา พ.ร.ก.กู้เงินยังปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ.2562 มาตรา 79 ที่กำหนดให้รับฟังความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแทนการรับฟังความเห็นของประชาชน
    ด้านความเคลื่อนไหวนอกห้องประชุม นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรค พท.กล่าวว่า  รัฐบาลไม่มีแผนงานในการใช้เงินมาเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบ ว่าจะใช้งบประมาณอย่างไร โปร่งใส และเหมาะสมหรือไม่ การที่รัฐบาลไม่เปิดเผยรายละเอียด ขอตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีความไม่โปร่งใสในการใช้เงินกู้ และการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็เป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจให้ทรุดหนักลงไปอีก    
    นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรค พท.ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ กล่าวว่า รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจให้ประชาชนเห็นว่า มีความตั้งใจจริงที่จะกอบกู้เศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงจัง อีกทั้งต้องยอมรับการตรวจสอบจากผู้แทนของประชาชน ด้วยการเปิดให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามการใช้เงินกู้อย่างจริงจัง นอกจากนี้รัฐต้องกระจายงบประมาณที่กู้มาอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง ไม่ควรเอางบประมาณของประชาชนไปใช้ในการหาเสียง เอื้อประโยชน์ทางการเมืองแก่พวกพ้อง.