อย่าการ์ดตกลุ้นเลิกฉุกเฉินก.ค.


เพิ่มเพื่อน    

    วันแรกผ่อนคลายเฟส 3 หลายกิจกรรมทั่ว ปท.คึกคัก "ศบค." เผยมีผู้ป่วยรายใหม่ 1 ราย ข่าวดี! 7 วันที่ผ่านมาไม่พบติดเชื้อในประเทศ แต่ขอ ปชช.การ์ดอย่าตก แย้มหากเดือนมิ.ย.สถานการณ์ดีขึ้นเดือน ก.ค.ลุ้นเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน "อนุทิน" เล็งเพิ่มเงิน 500 บาทให้ "อสม." พร้อมเทงบ 2 แสนบาท จัดซื้อเครื่องมือแพทย์เสริมประสิทธิภาพ "รพ.สต." ตำรวจเข้มคุมอาชญากรรมซ้ำเติมโควิด-19
    เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันแรกในการเริ่มผ่อนคลายมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในระยะ 3 หลายกิจกรรมได้รับการผ่อนปรนให้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง บรรยากาศส่วนใหญ่เป็นไปด้วยความคึกคักทั่วประเทศ
    ที่จังหวัดสงขลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กิจการที่ได้รับการผ่อนปรนให้กลับมาเปิดให้บริการในเฟส 3 เริ่มเปิดร้านอีกครั้งเป็นวันแรก เช่น ร้านนวดเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มของร้านนวดเพื่อสุขภาพของคนตาบอด อาทิ ร้านนวดแผนไทยเพื่อสุขภาพ โดยคนตาบอดของนายธีระพงษ์ รักษายศ อายุ 49 ปี และนางวรรณี  สว่างจันทร์ อายุ 46 ปี สองผัวเมีย ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 65 ถนนประชาอุทิศ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ และเป็นผู้พิการทางสายตาทั้งสองคน เริ่มเปิดร้านเป็นวันแรกตั้งแต่ช่วงเช้า และมีลูกค้าโทร.เข้ามาจองคิวใช้บริการนวดทันที 
    อย่างไรก็ดี ทางร้านได้ปรับรูปแบบการบริการใหม่ เน้นเรื่องความสะอาดตามมาตรการป้องกันโควิด-19 มีการวางเจลล้างมือไว้หน้าร้าน เตรียมหน้ากากอนามัยใหม่ให้ลูกค้าที่อาจจะลืมใส่มา และเว้นระยะห่าง และต้องโทร.มาจองก่อนเพื่อไม่ให้ลูกค้ามารอลดความแออัด
    นายธีระพงษ์ซึ่งเป็นเจ้าของร้าน และเป็นนายกสมาคมส่งเสริมอาชีพคนตบอดภาคใต้ กล่าวว่า ดีใจมากที่ได้กลับมาเปิดร้านอีกครั้งหลังจากที่ต้องหยุดยาวมากว่า 1 เดือน ซึ่งจะทำให้มีรายได้เข้ามาบ้าง จากที่ต้องอยู่บ้านเฉยๆ และได้ช่วยเหลือสมาชิกของสมาคมซึ่งล้วนเป็นผู้พิการทางสายตาที่ประกอบอาชีพนวดเพื่อสุขภาพ
    จ.ยะลา บรรยากาศที่ด่านตรวจบ้านคลองทรายใน ต.ยุโป อ.เมืองฯ จ.ยะลา ซึ่งเป็นด่านหลักที่ผ่านเข้า-ออกจังหวัดยะลา รอยต่อกับ จ.ปัตตานี และเส้นทางสู่ จ.สงขลา ประชาชนยังคงทยอยเดินทางอย่างต่อเนื่อง หลังทราบข่าวว่าทางจังหวัดยะลาได้มีมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 3 ตามแนวทางของรัฐบาล
    นายรุ่งเรือง จันทร์แสงดี เจ้าหน้าที่ปกครองชำนาญงาน รักษาการหัวหน้าด่านตรวจคลองทรายใน กล่าวว่า ทางด่านได้ดำเนินการตามคำสั่งของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ในการที่ผ่อนคลายมาตรการให้ประชาชนสามารถเดินทางข้ามจังหวัดได้ แต่ในการเดินข้ามจังหวัดนั้น ก็ยังคงมาตรการในการดูแลและป้องกันตัวเองในการป้องกันเชื้อโรคในระหว่างที่เดินทาง คือต้องมีมาตรการในการสวมหน้ากากอนามัย ทางเจ้าหน้าที่จะมีการสุ่มตรวจ แนะนำขั้นตอนวิธีปฏิบัติ วิธีการเดินทางระหว่างจังหวัดอย่างไรให้ปลอดภัย คือจะผ่อนปรนให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกขึ้น
    จ.จันทบุรี น.ส.วณิชา วัฒนพงษ์ เจ้าของกิจการการแสดงโลมาแสนรู้ ได้เตรียมพร้อมที่จะกลับมาเปิดให้เด็กๆ และนักท่องเที่ยวได้เข้าชมความน่ารักของปลาโลมาแสนรู้ การให้อาหารปลาหมอยักษ์ การให้นมปลาคาร์พ การชมการเลี้ยงหอยนางรม รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆ อีกครั้ง หลังได้ปิดชั่วคราวมากว่า 2 เดือนเศษ โดยกำหนดเปิดในวันที่ 13 มิ.ย.63 ซึ่งการเปิดให้เข้าชมโลมาแสนรู้ ทางผู้ประกอบการก็ยังคงมาตรการการป้องกันไวรัสโควิด-19 จัดสถานที่โซนอัศจรรย์ในการนั่งชมออกเป็นสีๆ และเว้นระยะห่าง 1.20-1.50 เมตร การจัดวัดอุณหภูมิผู้ที่จะเข้ามาชม จัดเจลล้างมือไว้ให้ผู้ที่จะเข้าชมได้ล้าง การสวมหน้ากากอนามัยและหน้ากากผ้า รวมทั้งการนำเอาเเอปฯ ไทยชนะเข้ามาสแกนด้วย 
คึกคักรับผ่อนปรนเฟส 3
    จ.อ่างทอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร้านมาตานวดแผนไทย ส่งเสริมสุขภาพด้วยศาสตร์และศิลป์ ตั้งอยู่เลขที่ 129 ถนนเทศบาล 10 ตำบลตลาดหลวง อำเภอเมืองฯ จังหวัดอ่างทอง กิจการร้านนวด กลับมาเปิดบริการตามปกติ หลังถูกปิดมานานเกือบ 3 เดือน หลังจากที่ศูนย์อำนวยการสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ได้ผ่อนคลายมาตรการป้องกันในรอบที่ 3 ซึ่งรวมถึงร้านนวดแผนไทยที่สามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติ
    จ.ขอนแก่น ที่ศูนย์อาหารและบริการ 1 มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือคอมเพล็กซ์ มข. นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าฯ จ.ขอนแก่น ลงพื้นที่ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุข ภายหลังจากที่ ศบค.ได้กำหนดมาตรการการผ่อนปรนระยะที่ 3 
    นายสมศักดิ์กล่าวว่า มาตรการผ่อนปรนระยะ 3 วันแรก จากการตรวจสอบพบทุกจุดปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และทุกคนขอบคุณรัฐบาลที่ได้คลายล็อกและให้ผู้ประกอบการได้กลับมาให้บริการอีกครั้งบนมาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุข ทั้งนี้ ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ชุดเคลื่อนที่เร็วของจังหวัดจะออกตรวจสถานประกอบการที่ได้รับการผ่อนปรน ทุกร้านตามประกาศในภาพรวมทั้งหมด 
    ขณะที่ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยประจำวันว่า พบผู้ป่วยรายใหม่ 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 43 ปี เดินทางกลับมาจากรัสเซีย เมื่อวันที่ 20 พ.ค. และพักอยู่ในสถานกักตัวของรัฐที่ จ.ชลบุรี ตรวจเชื้อครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 พ.ค. ไม่พบเชื้อ แต่ตรวจซ้ำอีกครั้งวันที่ 31 พ.ค. พบเป็นโควิด-19 โดยไม่แสดงอาการ ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม 3,082 ราย หายป่วยสะสม 2,965 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมยังอยู่ที่ 57 ราย 
    "นับจนถึงวันนี้เป็นวันที่ 7 แล้วที่พบผู้ป่วยรายใหม่ในสถานกักตัวของรัฐ แต่ไม่พบการติดเชื้อภายในประเทศ แต่ 7 วันยังไม่น่าไว้วางใจ ต้องไม่พบการติดเชื้อในประเทศอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ โดยวันนี้เราเข้าสู่การผ่อนในระยะที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะกิจการ/กิจกรรมที่ได้รับการผ่อนคลายเป็นกิจการ/กิจกรรมที่มีความเสี่ยงปานกลางไปถึงสูง จะมีความตึงกับความหย่อนเกิดขึ้น เราเพิ่งไม่มีผู้ติดเชื้อในประเทศได้แค่ 7 วัน ประชาชนจึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลเหมือนเดิม เพราะความเสี่ยงยังอยู่กับท่าน และ 5 มาตรการหลักยังต้องเข้มข้นเหมือนเดิม" นพ.ทวีศิลป์กล่าว
    โฆษก ศบค.กล่าวว่า ปัจจัยความเสี่ยงของผู้ติดเชื้อใน 2 สัปดาห์ล่าสุด พบเป็นอาชีพรับจ้างทั่วไป ฟรีแลนซ์มากที่สุด รองลงมาคือนักเรียน นักศึกษา และพนักงาน ซึ่งส่วนใหญ่กลับมาจากต่างประเทศ ขณะที่ยอดตรวจเชื้อถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีการตรวจไปแล้ว 420,529 ตัวอย่าง โดยพยายามปิดช่องว่างหรือข้อสงสัยที่ว่าเราตรวจน้อย โดยพยายามเข้าไปตรวจในกลุ่มสงสัยต่างๆ 
    "ขณะนี้ญี่ปุ่นเตรียมเปิดให้คนไทยสามารถเข้าประเทศได้ ซึ่งมีเพียง 4 ประเทศเท่านั้นที่เข้าญี่ปุ่นได้คือ ไทย เวียดนาม ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แต่คนไทยที่เดินทางไปญี่ปุ่นเมื่อกลับมาไทยแล้วจะต้องเข้าสู่มาตรการกักตัวเช่นเดิม อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เรานำมาเรียนรู้ นอกจากนี้ ในวันที่ 1 มิ.ย. จะมีผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ จำนวน 3 เที่ยวบิน 355 คน และวันที่ 2 มิ.ย. มี 3 เที่ยวบิน 455 คน เราพยายามจะปรับเพื่อรองรับให้ได้วันละ 500 คน" โฆษก ศบค.กล่าว
เตือน ปชช.อย่าการ์ดตก
    นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สำหรับการลงทะเบียนแพลตฟอร์มไทยชนะ.com มีร้านค้าลงทะเบียนแล้ว 133,694 ร้าน มีจำนวนผู้ใช้งาน 18,587,269 คน ส่วนแอปพลิเคชันไทยชนะ มีผู้ดาวน์โหลดแล้ว 120,076 คน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยระบุว่า แอปพลิเคชันดังกล่าวดี ใช้สะดวก จะให้ฝ่ายปกครองในระดับจังหวัดนำมาใช้งาน การผ่อนคลายในระยะที่ 3 เมื่อมีความเสี่ยงสูง ประชาชนสามารถดูแลตัวเองได้ เมื่อไปไหนมาไหน หากเช็กอินถ้ามีผู้ติดเชื้อในพื้นที่นั้นๆ จะมีเจ้าหน้าที่โทรศัพท์มาสอบถาม นี่ถือเป็นทางรอดที่ต้องทำ แล้วมาตรการผ่อนคลายระยะที่ 4 จะตามมา
    ถามว่า มีข่าว ศบค.หารือเรื่องวันหยุดชดเชยสงกรานต์ที่เลื่อนมาจากเดือน เม.ย. โดยจะให้หยุดชดเชยในเดือน ก.ค. ถือว่าเหมาะสมหรือไม่ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า เรื่องของช่วงเวลาในอนาคตถูกกำหนดโดยปัจจุบัน ในเดือน ก.ค.จะมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ ก็อยู่ที่ผลของการผ่อนคลายในระยะที่ 3 และ 4 จึงต้องขอความร่วมมือในการดูแลสุขลักษณะของประชาชน 
    "การ์ดต้องไม่ตกเหมือนก่อน การผ่อนคลายในระยะที่ 1 และ 2 แต่ปัจจุบันหลายคนใส่หน้ากากน้อยลง รถเริ่มกลับมาติด มีแนวโน้มเรื่องการป้องกันลดลงทุกด้าน อีกทั้งยังจะมีโรคตามฤดูกาลเข้ามาอีก เราจึงหวังให้เดือน มิ.ย.ผ่านพ้นไปด้วยดี ถ้าผ่านการผ่อนคลายระยะที่ 3 และ 4 ไปอย่างเรียบร้อย ในเดือน ก.ค.ก็จะได้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมีวันหยุด นี่คือความหวังและความฝันที่เราจะทำร่วมกัน เราจะได้ไปเที่ยวทะเลที่มีหาดทรายที่ขาวกว่าเดิมก่อนใคร ขอให้เราผ่านเดือนนี้ไปให้ได้ ทุกอย่างจะกลับคืนมา" นพ.ทวีศิลป์กล่าว
    ส่วน นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวถึงการใช้แพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันไทยชนะว่า ขณะนี้มีจำนวนผู้ใช้งานแล้วมากกว่า 18.5 ล้านคน  ขณะที่มีร้านค้าลงทะเบียนแล้ว 133.694 ร้าน ขณะที่แอปพลิเคชันไทยชนะมีผู้ดาวน์โหลดและลงทะเบียนยืนยันแล้ว 120,076 คน ส่วนการประเมิน 5 ข้อมีผู้ให้ความร่วมมือกว่า 20 ล้านครั้ง ซึ่งบ่งบอกว่าคนไทยเข้าใจมาตรการ 5 ข้อเป็นอย่างดี 
    ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.บัญชา ค้าของ รองอธิบดีกรมอนามัย แถลงข่าวว่า หลังมีการผ่อนปรนกิจการระยะที่ 3 ขณะนี้ประชาชนเริ่มผ่อนปรนตามมาตรการต่างๆ ที่มีการผ่อนปรน อาจจะทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ในส่วนของสถานประกอบการที่เข้าร่วมกับ Thaistop Covid รวมทั้งสิ้น 40,455 แห่ง ปรากฏว่ามีหลายกิจการที่ผ่านเกณฑ์กว่า 80% แต่ในส่วนของร้านอาหารและร้านสะดวกซื้อ พบมีไม่ผ่านเกณฑ์การป้องกันโรคกว่า 1 ใน 4  ส่วนของฝั่งโรงเรียนที่กรมอนามัยได้ทดลองเปิด มีเกณฑ์ที่ไม่ผ่านกว่าครึ่งหนึ่ง 
    "ดังนั้นเมื่อสถานประกอบการเปิดพร้อมกับโรงเรียน จะมีความสุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค โดยเฉพาะกับคนที่บ้าน ซึ่งจะต้องทำวิธีให้ทุกคนที่อยู่ในบ้านไม่ไปเอาเชื้อจากข้างนอกเข้ามา ทั้งการสวมหน้ากากอนามัย พกเจลแอลกอฮอล์ ปฏิบัติตามที่สถานประกอบการกำหนดให้เต็มที่ เพราะจากบทเรียนที่ผ่านมาในประเทศเกาหลีใต้ ได้มีการประกาศปิดโรงเรียนกว่า 500 แห่งหลังจากที่พบว่ามีการแพร่ระบาดของเชื้อเกิดขึ้นอีกครั้ง ในส่วนของประเทศไทย แม้ว่าจะมีเด็กที่ติดเชื้อน้อย แต่ก็ต้องระวังการนำเชื้อไปสู่ผู้สูงอายุที่บ้าน หรือครูที่โรงเรียน ซึ่งกลุ่มเหล่านี้อาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้" รองอธิบดีกรมอนามัยกล่าว 
    นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การที่ประเทศไทยไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศมาระยะหนึ่ง ก็สามารถพูดได้ว่าเราสามารถควบคุมโรคได้ แต่ถ้าถามว่าสามารถกำจัดเชื้อโรคหรือยังนั้น ยังเร็วเกินไป ส่วนสถานการณ์ข้างหน้า ถ้าทุกคนยังคงช่วยกันดูแล มีความพยายามที่จะป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอย่างเต็มที่ในลักษณะแบบนี้ ต่อไปก็คาดว่าจะมีจำนวนผู้ป่วยในระดับต่ำต่อเนื่อง ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามเราพลาด หรือเผลอให้มีการรวมตัวกันของผู้คนเป็นจำนวนมาก และถ้ามีผู้ป่วยหลุดเข้าไปได้โอกาสที่จะเจอสถานการณ์กลับมาเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยก็จะเพิ่มขึ้นได้
    "ขอเตือนผู้ที่ใส่เฟซชิลด์โดยไม่ใส่หน้ากากอนามัยด้วย จะไม่ป้องกันทั้งตัวเองและคนที่อยู่รอบข้าง ยิ่งถ้าอยู่ใกล้กับผู้ที่ไม่สบาย โอกาสที่จะติดเชื้อจะเท่ากับการที่ไม่ใส่อะไรเลย" รองอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว
จัดงบให้'อสม.-รพ.สต.'
    ด้าน พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า กระทรวงกลาโหมและกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันพิจารณาเพิ่มขีดความสามารถของการบริหารจัดการคัดกรองและกักตัวควบคุมโรคให้สามารถรับคนไทยเดินทางกลับจากต่างประเทศต่อวันได้มากขึ้น จาก 400 คน เป็น 500 คน โดยอยู่ระหว่างจัดเตรียมความพร้อมของสถานที่ เจ้าหน้าที่และชุดแพทย์ให้เพียงพอ สามารถรองรับการปฏิบัติได้ภายใน 5 มิ.ย.63 เพื่อให้สามารถรับคนไทยที่ตกค้างในต่างประเทศ กลับประเทศได้เร็วขึ้น
    วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงการบริหารงบประมาณ 45,000 ล้านบาทในส่วนที่จะต้องนำไปสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสาธารณสุขไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นว่า สธ.ได้ร่วมประชุมหารือกับทุกหน่วยงาน ทุกองค์กรที่ทำงานด้านสาธารณสุขและการแพทย์​ เพื่อให้การใช้งบประมาณจำนวนนี้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนมากที่สุด และจะมีกระบวนการตรวจสอบการใช้งบประมาณทุกรายการที่มีการใช้จ่ายว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการหรือไม่ ทุกคนตระหนักดีว่าเงินที่จะนำไปใช้นี้ เป็นเงินกู้ที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมรับผิดชอบ การจะใช้เงินทุกบาทต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมนำเสนอมากที่สุด 
    นายอนุทินกล่าวว่า 2 โครงการแรกที่ได้ให้นโยบายแก่ปลัดกระทรวงสาธารณสุข คือ 1.เพิ่มค่าตอบแทนการทำงานให้แก่ อสม.ท่านละ 500 บาทต่อคนต่อเดือน ตั้งแต่เดือน มี.ค.63 จนถึงเดือน ก.ย.64 เพื่อเป็นกำลังใจและช่วยเหลือค่าเดินทาง ค่าปฏิบัติงานให้ อสม.ทุกคน ซึ่งเป็นจิตอาสาอยู่แล้ว สามารถทำงานป้องกันและควบคุมโรคได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 2.เพิ่มศักยภาพขีดความสามารถของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต. ด้วยการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือแพทย์ และเวชภัณฑ์ สำหรับให้บริการประชาชน เพื่อที่ประชาชนจะใช้บริการ รพ.สต.ได้มากขึ้น และลดความแออัดที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ลดความเสี่ยงทั้งการแพร่เชื้อและการติดเชื้อโรคโควิด-19 ได้ โดย สสจ., หมออนามัย และ อสม.ร่วมกันพิจารณาว่า รพ.สต.แต่ละแห่งมีความต้องการใช้เครื่องมือแพทย์อะไรบ้าง ซึ่งจะให้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 200,000 บาทต่อ 1 รพ.สต. ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้บริการของประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบของ รพ.สต.แต่ละแห่ง
    "สำหรับการใช้งบประมาณเพื่อการพัฒนาศักยภาพทางด้านการแพทย์​ ยา และวัคซีน เพื่อให้บริการรักษาผู้ป่วยนั้น ระบบการแพทย์ของประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราทำได้ดีมาก แต่จะต้องมีการเตรียมความพร้อมไว้ตลอดเวลา ประมาทไม่ได้ การจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ เช่น เครื่องช่วยหายใจ ในจำนวนที่เพียงพอต่อความต้องการของแพทย์​ เป็นเรื่องที่จำเป็น การสร้างความมั่นคงทางเวชภัณฑ์ หน้ากากอนามัย และยา เป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ สำคัญที่สุดคือการพัฒนาวัคซีน ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองของกระทรวงสาธารณสุขกำลังดำเนินการกันอยู่" นายอนุทินกล่าว 
    ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงมาตรการผ่อนปรนในระยะที่ 3 ที่มีการปรับลดเวลาเคอร์ฟิวเหลือ 5 ชั่วโมง ตั้งแต่ 23.00-03.00 น. ว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจประสานการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วน ในการขับเคลื่อนมาตรการ ตรวจสอบ ป้องกัน ยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อฯ ตามนโยบายรัฐบาลและศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค.กำหนดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้สถานการณ์การแพร่ระบาดกลับมารุนแรงขึ้นอีก พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง สาธารณสุข และหน่วยร่วมปฏิบัติทุกภาคส่วน ในการปฏิบัติหน้าที่ป้องกัน ปราบปรามอาชญากรรมที่ฉวยโอกาสซ้ำเติมประชาชน และการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา.


จัดหนักจัดเต็มทั่วหน้า ไม่มีคำว่าสองมาตรฐาน อ่านบทความอาจารย์แก้วสรร อติโพธิ ใน www.thaipost.net วานนี้ มองเห็นหลายๆ เรื่องในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ได้ชัดเจนขึ้น

"ทักษิณ" ท้ารบ "จตุพร"
หมาเยี่ยวรดภูเขาทอง
บาปหนาของคณะราษฎร
'ท่านสส.ครับ...โปรดฟังสักนิด'
เหตุจาก 'เลือดนอง' กลางจอ
สืบสายโลหิต 'ม็อบ ๓ นิ้ว'