'เจ๊หน่อย'ไม่สบายใจ!'บิ๊กตู่'ไม่เก่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ถ้าจริงใจให้ทำตามที่ฝ่ายค้านเสนอ


เพิ่มเพื่อน    

2 มิ.ย.63- คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย นายโภคิน พลกุล รองคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงข่าวถึงการติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ผ่านพรก.ทั้ง3ฉบับวงเงิน1.9ล้านล้านบาท รวมถึงข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการประชุมสภาฯเพื่อพิจารณาพรบ.ถ่ายโอนงบประมาณ2563 วงเงิน 8หมื่นล้านบาทว่า

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้ติดตามการเสนอพรก.ทั้ง3ฉบับของรัฐบาล ซึ่งดูแล้วไม่สบายใจ ขอให้รัฐบาลดูถึงความยากลำบากของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก ขอให้ละความเห็นแก่ตัวลง โดยมองประโยชน์ของประชาชน พรรคเห็นจุดโหว่พรก.3ฉบับ รวมถึงพรบ.ถ่ายโอนงบประมาณ ที่กำลังจะมีการพิจารณาในสภาฯ พรรคเพื่อไทยกังวลว่า หายนะด้านเศรษฐกิจกำลังจะมาถึง นายกฯบอกว่าไม่เก่งเศรษฐกิจแต่มีความจริงใจ ท่านไม่เก่งเศรษฐกิจ แก้ปัญหาไม่ได้ ตลอดการบริหารงานกว่า6ปี ได้ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 17ล้านล้านบาท มีการกู้เงินไปแล้วกว่า 2.6ล้านล้านบาท ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ที่บอกว่ามีความจริงใจ ก็ไม่เห็นความจริงใจ การเสนอพรก.3ฉบับ พรรคได้อภิปรายคือ เห็นด้วยกับการออกพรก.เงินกู้ 1ล้านล้านบาท และที่เกี่ยวกับธปท. 9แสนล้านบาท แต่เมื่อไปดูในรายละเอียด กับไม่มีรายละเอียดใดๆ ที่จะนำเงินไปฟื้นฟูเยียวยาเศรษฐกิจ เงินก้อนนี้เปรียบเหมือนน้ำมันถังสุดท้ายแล้ว รัฐบาลได้กู้เงินที่ผ่านมากว่า 2.6ล้านล้านบาท และเงินที่จะกู้มาใหม่อีก ทำให้เพดานเงินกู้สูงถึง 58เปอร์เซ็นต์ เงินนี้ เป็นน้ำมันถังสุดท้ายที่จะติดเครื่องยนต์ รีสตาร์ทให้ประเทศไทย ในเรื่องการฟื้นฟู เยียวยา ล้มเหลว คนที่ได้รับผลกระทบกว่าจะให้เงินได้ เลือดตาแทบกระเด็น เงินที่จะใช้ฟื้นฟูที่จะใช้เงิน 5.5แสนล้านบาท สิ่งที่เสนอมามีแต่กรอบ ไม่มีแผนงานโดยละเอียด

โดยเฉพาะงบอบรมที่ตั้งเอาไว้ 5.5หมื่นล้านภาคการเกษตร เราเห็นว่า ควรแจกคูปอง ให้แรงงานเขาไปเพิ่มทักษะในด้านอื่นๆได้ เช่น ไปฝึกเรื่องภาษา ค้าขายผ่านโลกออนไลน์ เทคโนโลยี ส่วนงบฟื้นฟู ที่จะให้ไปทำแหล่งน้ำ ขุดลอก ก็เป็นการทำแบบเดิมเหมือนในอดีต ทำไม่สำเร็จ แต่ถ้าจะไปลงทุนระบบชลประทาน ก็จะได้ทรัพย์สินคือน้ำ ให้ประชาชนไปทำมาหากิน เรามองว่า การใส่เงินไปในอบรมและขุดลอก คูคลอง เพราะตรวจสอบยาก มันโกงง่ายหรือไม่ ถึงได้ใส่งบประมาณตรงนี้ลงไป ในส่วนของเงินจำนวน5แสนล้านบาทที่จะไปช่วยเอสเอ็มอี โดยเอสเอ็มอีกว่า 90เปอร์เซ็นต์ เข้าไม่ถึงแน่นอน  ปาหี่ ไม่ได้ช่วยคนจริง เอสเอ็มอีกำลังจะล้มหายตายจากไปเกือบหมดแล้ว ส่วนงบ4แสนล้านบาท ก็ไปอุ้มเจ้าสัว นายทุนขนาดใหญ่ โดยมีการวางกรอบไว้กว้างมาก ที่ให้ซื้อทั้งหุ้นกู้เก่าและใหม่ได้ ถือว่าผิดวัตถุประสงค์

“เราจะเสนอร่างพรบ.แก้ไขพรก.ให้มีการตรวจสอบได้ มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญการใช้เงินกู้ ขอให้มีการตรวจสอบในสภาฯทุก3เดือน ถ้าพล.อ.ประยุทธ์จริงใจจะแก้เศรษฐกิจ ต้องสนับสนุนข้อเสนอของฝ่ายค้าน เงินก้อนนี้ เป็นเงินก้อนสุดท้าย เป็นน้ำมันถังสุดท้ายที่จะมารีสตาร์ทประเทศไทย ถ้าเงินก้อนนี้ ฟื้นฟูไม่ได้ คนไทยจะลำบากอีกยาวนาน ถ้าเราไม่สามารถรีสตาร์ทประเทศไทยใน3เดือนนี้ สิ่งที่เสนอเพราะเราปรารถนาดีต่อรัฐบาล ถ้าท่านมีความจริงใจ ก็ขอให้สนับสนุนข้อเสนอพรรคฝ่ายค้าน”คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว

ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยกล่าวอีกว่า สำหรับพรบ.ถ่ายโอนงบประมาณ2563กว่า 8หมื่นล้านบาท พรรคเพื่อไทย จะอภิปราย ซึ่งสิ่งที่ได้เสนอไปคือขอให้มีการตัดงบประมาณ2564ออกมาก่อ นแล้วค่อยไปกู้เงิน และน่าจะออกพรบ.ถ่ายโอนงบประมาณก่อนจะมาออกพรก.กู้เงิน การตัดงบประมาณก็ตัดแบบขอไปที งบซื้ออาวุธไม่ได้ตัดเพียงแต่ชะลอออกไป แสดงถึงความไม่จริงใจ เราเสนอให้ตัด10-15เปอร์เซ็นต์ แต่กลับมีการตัดเพียงเล็กน้อย เราข้องใจ ที่อ้างว่าจะตัดเงินสู้กับภัยโควิด แต่กลับตัดเงินไปกองไว้ที่งบกลาง ที่นายกฯมีสิทธิไปใช้คนเดียว ทำไมไม่ตัดไปช่วยระบบสร้างสาธารณสุขให้เข้มแข็ง หรือไปช่วยในด้านอื่นที่ได้รับผลกระทบจากโควิด งบกลาง5แสนล้านบาท ต้องเอามาตีแผ่ เพราะงบกลางก้อนเดิม พล.อ.ประยุทธ์ เอาไปใช้ไปทำอะไรบ้าง ผิดหลักการหรือไม่ ได้ใช้จนหมดเกลี้ยง เมื่องบกลางหมดแล้ว ก็จะมาตัดงบไปใส่มือให้พล.อ.ประยุทธ์อีก เราจึงต้องอภิปราย เพื่อไม่ให้คนไม่เก่งเศรษฐกิจ ไม่จริงใจ และไร้ประสิทธิภาพได้ทำงานโดยอำเภอใจ  

นายโภคินกล่าวว่า หลังอภิปรายพรก.ทั้ง3ฉบับ พรรคขอชื่นชมส.ส.ที่ทำหน้าที่ปกป้องประโยชน์ประชาชน การใช้เงิน 1.9ล้านล้านบาท พบว่าไม่มีความชัดเจน ตรวจสอบยาก รวมทั้งมีกระแสข่าวออกมาอีกว่า จะหาประโยชน์ทางการเมืองให้กับพรรคพวกตน คอรัปชั่น กินหัวคิว มีความไม่ชอบมาพาพลแฝงเอาไว้ ประเทศจะเดินไม่ได้ ถ้าการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ระบบรัฐราชการ ถ้าเป็นอย่างนี้ จะไร้ประสิทธิภาพ ตรงนี้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับ12 ระบุให้ รัฐราชการเป็นดิจิตอล แต่กลับพบว่า ต่างคนต่างเก็บข้อมูล แผนพัฒนาจะครบในปี 2564 ซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาเหล่านี้เลย นอกจากนี้ทั้งแผนยุทธศาสตร์ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ยังพบว่า กฎหมายล้าหลังยังเป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากิน และยังมีข่าวว่าจะทุจริต กลไกลที่ไม่เอื้ออำนวจ จึงน่าห่วงว่า เงินที่จะเข้ามา แก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ พรรคเพื่อไทย จะไม่ยอมให้เงินของประชาชนถูกปู้ยีปู้ยำ รัฐบาลตอบไม่ชัดเจน จึงเป็นห่วงเงิน 1.9ล้านล้านบาทที่จะมีการนำมาใช้ รวมไปถึงงบประมาณรายจ่ายที่จะตัดออกมาทั้งปี 2563-2564 จะมาใช้จ่ายอย่างไร

นายโภคินกล่าวอีกว่า กำลังเตรียมร่างพรบ.แก้ไขพรก.ที่ต้องให้ธปท.รายงานต่อสภาฯทุก3เดือน และให้รัฐบาลและธปท.ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้เงิน ไม่ว่าจะเป็น การนำเงิน4แสนล้านไปซื้อหุ้นกู้ ให้รายงานทุก15วัน ว่าไปซื้อหุ้นกู้ใครบ้าง รวมทั้งการให้เอสเอ็มอี 5แสนล้านบาท ในทุก1เดือน ต้องมีการระบุไว้ เพราะประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะมีการตั้งชื่อว่าจะช่วยเอสเอ็มอี แต่กลับไม่ได้นิยาม เอสเอ็มอีว่า แต่บริษัทที่มีสินเชื่อตั้งแต่500ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งคงไม่ได้ช่วยเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ทำให้น่าเชื่อว่าน่าจะเป็นการไปอุ้มธนาคารหรือไม่ ไม่ได้ตกกับเอสเอ็มอีทั่วไป นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยจะผลักดัน ให้มีกฎหมายจัดตั้ง สภาเอสเอ็มอี ที่น่าจะเข้าสภาฯในเดือนมิ.ย. ซึ่งเนื้อหา วัตถุประสงค์ นิยาม ระบุเอาไว้ชัด ก็ขอให้สภาฯพิจารณา3วาระรวด.